‘เจเดน สมิธ’ ลูกชายสตาร์ดังฮอลลีวูด ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์น้ำดื่ม JUST Water ด้วยวัยเพียง 24 ปี ด้วยเจตนาเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

Modern Business Stories
24 Feb 2022
เรื่องโดย:

โสภณ ศุภมั่งมี

เมื่อกล่าวถึง เจเดน สมิธ (Jaden Smith) ภาพของหนุ่มน้อยนักแสดงมากความสามารถจากเรื่อง The Karate Kid หรือ The Pursuit of Happyness ก็เข้ามาในหัวทันที (เจเดนได้รางวัล ‘Breakthrough Performance’ จาก MTV Movie+ จากเรื่องที่สองด้วย) นั่นคือภาพที่เราทุกคนอาจจะคุ้นเคย หรือบางคนอาจจะรู้จักเขาในนามของลูกชายของนักแสดงชื่อดังอย่าง วิล สมิธ (Will Smith) ที่มีผลงานมากมายตามภาพยนตร์ฮอลลีวูดตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา 

        เจเดนเป็นเด็กหนุ่มที่ฐานะทางบ้านเพรียบพร้อม สามารถทำงานตามรอยพ่อ เป็นนักแสดง เป็นนักร้อง ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ไม่ยากนัก แต่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีคนนี้มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เขาเลือกเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการและช่วยเหลือสังคม มากกว่าที่จะทุ่มเทให้อุตสาหกรรมบันเทิงอย่างที่หลายๆ คนคาดกันไว้เมื่อเขายังเป็นเด็ก

ภาพ: Justwater.com

        เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เจเดนทราบดีว่าปัญหาขยะพลาสติกคือสิ่งที่กำลังทำให้โลกใบนี้อยู่ในสภาวะวิกฤต เมื่อเขาไปเห็นขยะตามชายหาดหรือในทะเล ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง กระทั่งในปี 2015 ขณะอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น เจ้าตัวก็ร่วมก่อตั้งบริษัทชื่อว่า JUST Water ด้วยความช่วยเหลือของพ่อ โดยผลิตแบรนด์เครื่องดื่มขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเรื่องสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ลดขยะพลาสติก และการพยายามเปลี่ยนแปลงให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับปัญหาขยะที่กำลังล้นโลกในเวลาเดียวกัน

        “ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก เห็นขวดน้ำพลาสติกบนพื้นทุกที่เลย และจำนวนขยะก็ทำให้น่าตกใจมาก ผมตัดสินใจไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ผมสนใจที่ช่วยเรื่องของการลดคาร์บอนฟุตพรินต์บนโลกของเราลง”

        สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการออกแบบขวดที่จะนำมาเป็นบรรจุภัณฑ์ พลาสติก PET แบบเดิม หรือแม้แต่พลาสติกรีไซเคิลก็ถือว่ายังไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางเอาไว้ พวกเขาพยายามหาวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติและต้องเป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดก็ลงตัวด้วยการใช้ขวดที่ทำจากวัสดุที่มาจากพืชเกือบ 90% เลยทีเดียว 

        วัสดุหลักของขวดคือกระดาษ ซึ่งเป็นกระดาษที่มาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองว่ากระบวนการตัด ถูกต้องตามกฎหมายโดยองค์การพิทักษ์ป่าไม้ (Forest Stewardship Council) ส่วนตัวฝาและคอขวดก็ทำมาจากพลาสติกชีวภาพจากพืชที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ส่วนที่เหลือประมาณ 12% ของขวด เป็นอลูมิเนียมฟอยล์และฟิล์มพลาสติกปลอดสาร BPA ที่ต้องใช้เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนและรักษาสุขอนามัยที่ดีนั่นเอง

 

ภาพ: Justwater.com

        นอกจากเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้เพื่อลดขยะพลาสติกและทำจากทรัพยากรหมุนเวียนแล้ว รูปทรงของขวดจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมตั้งขึ้นไปแล้วมีฝาปิดด้านบน (ถ้าให้ลองนึกภาพง่าย ๆ รูปร่างคล้าย ๆ กล่องนมทรงสี่เหลี่ยมที่เราเห็นกันตามซูเปอร์มาร์เกต เพียงแต่ส่วนที่เป็นสามเหลี่ยมด้านบนก็กลายเป็นฝาแทน) สาเหตุที่เขาตัดสินใจทำแบบนี้เป็นเพราะเรื่องของการขนส่ง ซึ่งรถบรรทุกแต่ละคันสามารถขนน้ำของเขาได้ประมาณ 1.5 ล้านขวดต่อคัน โดยการเรียงขวดแบบที่เป็นสี่เหลี่ยมนั้นประหยัดพื้นที่มากกว่า ถ้าต้องการขนขวดน้ำพลาสติกแบบเดิมที่เราคุ้นเคยต้องใช้รถบรรทุกกว่า 13 คันเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าการขนส่ง JUST Water นั้นช่วยลดก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้กว่า 74% 

        เรื่องแหล่งน้ำที่ถูกนำมาบรรจุในขวดก็ถูกเลือกมาด้วยแนวคิดที่ช่วยสภาพแวดล้อมไม่ต่างกับเรื่องขวดและการขนส่ง มันต้องเป็นแหล่งน้ำที่มาจากธรรมชาติ มีความสะอาด และไม่มีวันหมดด้วย พวกเขาไปเจอแหล่งน้ำพุธรรมชาติ (Spring Water) จาก Adirondack Mountains ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุตามธรรมชาติ ซึ่งขั้นตอนการบรรจุขวดน้ำก็มีประสิทธิภาพมากกว่าการทำให้น้ำประปาบริสุทธิ์ (ซึ่งใช้พลังงานค่อนข้างสูงมาก) 

        เสียงตอบรับที่ได้กลับมาในตอนแรกนั้นค่อนข้างดี ได้รับความสนใจจากทั้งสื่อและผู้บริโภค ต่อมาในปี 2018 JUST Water ก็เปิดตัวน้ำดื่มที่มีรสชาติอื่น ๆ เข้าไปด้วย เช่น เลมอน, แบล็กเบอรี, มินต์ และเชอรี เป็นน้ำดื่มที่มีรสชาติเล็กน้อย แต่ไม่มีแคลอรี ไม่มีน้ำตาล สารที่นำมาใช้เพิ่มรสชาติมาจากธรรมชาติทั้งหมด เป็นผลไม้ที่ปลูกแบบออร์แกนิก ไร้สารเคมี ก่อนจะนำมาต้มแล้วกักเก็บไอน้ำตรงนั้นไว้ จากนั้นจึงเปลี่ยนกลับไปเป็นน้ำอีกครั้งหนึ่ง

        ภายในปี 2019 บริษัทที่อายุได้เพียง 4 ปีก็มีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญฯ และเริ่มวางขายในต่างประเทศ การเติบโตแบบก้าวกระโดดทำให้ต้องขยายการผลิตมากขึ้นถึง 3 เท่า พวกเขาซื้อเครื่องจักรสำหรับการบรรจุขวดที่โรงงานในนิวยอร์ก เพิ่มการผลิตจาก 35 ล้านขวดต่อปี ไปเป็น 100 ล้านขวดต่อปี แม้ว่ายอดขายในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์ หรือสวนสนุกจะลดลงไปเพราะโรคระบาด แต่ในขณะเดียวกันยอดขายตามร้านค้าทั่วไปกลับเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นว่า การระบาดของโควิด-19 ไม่มีผลกระทบต่อ JUST Water มากเท่าไหร่

ภาพ: Esquire.com 

        แน่นอนว่า ​JUST Water ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อเป้าหมายของพวกเขาคือการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด การทำด้วยตัวเองนั้นถึงแม้จะสร้างความแตกต่างได้มากแค่ไหน ก็ยังไม่มีทางเพียงพอได้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเราจึงเห็น JUST Water ได้ไปร่วมมือเป็นพาร์ตเนอร์กับอีกหลายๆ ที่ อย่างในปี 2019 พวกเขาร่วมกับแบรนด์รองเท้า Allbirds เพื่อขายรองเท้ารุ่น Limited (JUST Runner) เพื่อนำยอดขายทั้งหมดไปช่วยใน Amazon Forest Fund แคมเปญช่วยผืนป่า Amazon ที่เกิดจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปีนั้น (ซึ่งก็มีองค์กรใหญ่อย่าง Earth Alliance ที่เป็นองค์กรการกุศลโฟกัสเรื่องของสิ่งแวดล้อม ร่วมก่อตั้งโดย ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ ซึ่งบริจาคเข้าไปช่วยด้วยอีก 5 ล้านเหรียญฯ ในตอนนั้น) ทาง Allbirds และ JUST Water ใช้วัสดุจากต้นไม้ที่มีการรับรองจากองค์การพิทักษ์ป่าไม้ด้วยกันทั้งคู่ การมารวมกันครั้งนี้ถือว่าช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ชัดเจนและแข็งแรงมากขึ้น

        ต่อมาในปี 2020 ก็ไปพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ Pangaia แล้วออกผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายแบบรักษ์โลกรุ่น ‘Capsule’ ที่ทำมาจากเส้นใยของสาหร่าย ทั้งเสื้อยืด ฮูดดี้ กางเกงขาสั้น และกางเกงวอร์ม ในเฉดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ JUST Water ซึ่งรายได้เหล่านี้ถูกบริจาคไปยังแคมเปญระดมเงินชื่อ #TOGETHERFUND x WJSFF โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ถูกกีดกันทางผิวสีและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19

ภาพ: courtesy of 501CThree

        นอกจากแบรนด์ JUST Water แล้ว เจเดนยังมีส่วนร่วมในโครงการเพื่อมนุษยธรรมอีกโครงการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำด้วย เขาเห็นปัญหาของเมือง Flint รัฐ Michigan ที่ผู้อยู่อาศัยเคยเกิดวิกฤตน้ำช่วงกลางปี 2010 เขาจึงมองหาวิธีแก้ปัญหาในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่ส่งน้ำไปให้เท่านั้น เจเดนกับ ดรูว์ ฟิตซ์เจอรัลด์​ (Drew FitzGerald) หุ้นส่วนของเขาในองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ 501CThree กับวิศวกรที่มีแนวคิดเหมือนกันชื่อ เจรอน โรธคอป (Jaron Rothkop) ซึ่งเป็นคนออกแบบระบบกรองน้ำเคลื่อนที่ พวกเขาทั้งหมดเรียกโครงการนี้ว่า ‘Water Box’ ที่สามารถผลิตน้ำดื่มสะอาดได้ประมาณ 10 แกลลอนต่อนาที และภายใน 50 วันแรกพวกเขาก็ได้แจกจ่ายน้ำสะอาดให้ประชากรในพื้นที่ไปกว่า 5,000 แกลลอน เทียบแล้วเป็นการประหยัดน้ำบรรจุขวดที่ใช้แล้วทิ้งกว่า 43,000 ขวดเลยทีเดียว ถึงตอนนี้ในเมือง Flint มี Water Box อยู่ 4 ตู้เพื่อคอยแจกจ่ายน้ำสะอาดให้กับประชาชนแล้ว 

        เจเดนก็ยังไม่หยุดแค่ที่เมือง Flint เท่านั้น ในปี 2020 องค์กรการกุศล 501CThree ของเขาก็ได้นำ Water Box มาที่เมือง Newark รัฐนิวเจอร์ซีย์ ที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องน้ำดื่มที่ปนเปื้อน และภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนก็ช่วยแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับชุมชนไปกว่า 500 แกลลอน (เทียบเท่าน้ำบรรจุขวดแบบใช้แล้วทิ้ง 3,600 ขวด) พร้อมทั้งนำไปวางที่ The ReFresh Spot กลางเมืองลอสแองเจลิส ที่เป็นโปรเจกต์ดูแลคนในพื้นที่ จัดขึ้นโดยองค์กรการกุศล Homeless Health Care Los Angeles

        ในการสัมภาษณ์กับสื่อ ‘Complex’ ปี 2020 เจเดนบอกว่า

        “ผมแค่อยากจะให้คืนบ้าง เพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง ผมมีไอเดียเพื่อจะทำสิ่งเหล่านี้ ผมรู้ว่าเราสามารถสร้างระบบกรองน้ำที่ส่งน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ได้ไปยังชุมชนที่ไม่ค่อยมีคนช่วยเหลือเท่าไรได้ด้วย”

ภาพ: Observatorio3setor.org.br

        มาถึงตอนนี้ภาพของเด็กน้อยในหนัง คาราเต้คิด ของเจเดนเริ่มจางหายไปแล้ว สิ่งที่เขาทำนั้นเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่สังเกตเห็นขยะขวดพลาสติกและอยากจะแก้ไขปัญหานี้ แม้หลายคนอาจจะกังขาคิดว่าเขาโชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกชายของ วิล สมิธ จึงทำเรื่องแบบนี้ได้ แต่เราอย่าลืมว่า ในสังคมก็มีลูกคนร่ำรวยหรือเพียบพร้อมมากกว่าเจเดนอีกมากมายที่ไม่เคยคิดที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเองมาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นหรือโลกของเราเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาทำเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนที่มาจากข้างใน บวกรวมกับความสามารถ และแน่นอนว่า อาจจะโชคดีที่อยู่ในจุดที่พร้อม จนทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้สำเร็จ 

        ต่อจากนี้บทบาทของเขาในฐานะนักแสดงอาจจะน้อยลงไป แต่ในฐานะของประชากรโลกคนหนึ่ง เชื่อว่าบทบาทของเขาในฐานะนักธุรกิจที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม ดูจะสร้างผลทางบวกให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่า แม้ว่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นทีละขวดก็ตามที


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โสภณ ศุภมั่งมี

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เคยเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทใหญ่อย่าง Microsoft อยู่ห้าปี ทำธุรกิจกับที่บ้านก็ลุยมาแล้ว แยกออกมาทำธุรกิจของตัวเองหลายอัน สตาร์ทอัพก็มี SME ก็เคยทำ ล้มเหลวไปก็เยอะ สำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็มีอยู่ แต่ที่สำคัญคือชอบเรียนรู้และอ่านเรื่องราวของโลกธุรกิจและเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงาน เป้าประสงค์ที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรของเม็ดเงินและการทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่