La La Land Kind Cafe โมเดลธุรกิจสร้างสรรค์สังคม ด้วยการจ้างเด็กกำพร้าเป็นพนักงานประจำร้าน

Modern Business Stories
22 Dec 2021
เรื่องโดย:

โสภณ ศุภมั่งมี

“ลองจินตนาการถึงโลกที่มนุษย์ทุกคนนั้นล้วนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง จินตนาการโลกที่ทุกธุรกิจนั้นควรมอบบางอย่างคืนให้สังคมและใส่ใจพนักงานของพวกเขาจริงๆ และนั่นคือ La La Land”

        ประโยคด้านบนแม้จะดูคล้ายกับเนื้อเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน อยู่ไม่น้อย เพราะมันดูเป็นโลกแห่งความฝันที่ดูแล้วน่าจะเกิดขึ้นได้ในจินตนาการเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมันเป็นวิสัยทัศน์ของ Francois Reihani ผู้ก่อตั้งธุรกิจร้านกาแฟ La La Land Kind Coffee ที่เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา โดยเขาตั้งใจว่าจะสร้างธุรกิจร้านกาแฟนี้ขึ้นมาเพื่อส่งต่อความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และช่วยเหลือเด็กกำพร้าไร้บ้านที่ออกจากสถานสงเคราะห์ 

        คาเฟ่ของเขาจะช่วยพัฒนาความสามารถของพนักงาน เป็นที่พึ่งและที่พัก เพื่อไม่ให้พวกเขาสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นคนติดยาหรือคนไร้บ้านซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน 

        แม้จะไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของคาเฟ่แห่งนี้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก “เราเชื่อว่าเมื่อเราทำเรื่องที่ถูกต้อง จะมีเรื่องวิเศษเกิดขึ้น” Reihani กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Entrepreneur แล้ววันหนึ่ง ความเชื่อของเขาก็ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นจริง เพราะหลังจากเปิดมาได้เพียงสองปี ตอนนี้ La La Land Kind Cafe ขยายสาขาไปถึง 5 สาขา และสร้างรายได้กว่า 6 ล้านเหรียญฯ ต่อปีไปแล้ว ในปีนี้นิตยสาร Forbes ได้จัดให้เขาเป็นหนึ่งใน 30 under 30 ที่สร้างธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสังคมด้วย

        Francois Reihani เกิดและโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นของครอบครัวชาวอิหร่านที่อาศัยในฝรั่งเศส (เลยเป็นที่มาของชื่อ Francois) แต่ต่อมาย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เม็กซิโก ที่นั่นพ่อของเขามีธุรกิจร้านพิมพ์ลายผ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาเล่าถึงช่วงเวลานั้นว่ามันเป็นเหมือนพรสำหรับชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกันที่รักครอบครัวและเพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก พออายุได้ 12 ปีครอบครัวของเขาต้องย้ายหนีความรุนแรงของสงครามยาเสพติดที่เกิดขึ้นในตอนนั้น มาอยู่ที่ลอสแองเจลิส ซึ่งที่นี่ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้อีกวัฒนธรรมหนึ่งที่แก่งแย่งแข่งขันเพื่อเงินและชื่อเสียง ทุกอย่างดูรีบเร่งและทำให้เขารู้สึกว่าต้องเอาชนะอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ ทำตัวเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นที่ไม่สนใจใคร (ในสัมภาษณ์เขาเรียกตัวเองว่า ‘dick’ เลยด้วยซ้ำ) แต่พอมาช่วงปีสุดท้ายของการเรียนที่มหาวิทยาลัย University of Southern California เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว เขาตัดสินใจย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่ Southern Methodist University ในเมืองดัลลัสเพื่อที่จะอยู่ในพื้นที่ที่มีความเป็นเม็กซิกันมากขึ้น

        ในมุมมองของเขาแล้ว ทุกอย่างในชีวิตล้วนเกิดขึ้นจากลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งของเขาที่เป็นคนประเภทที่ “ไม่ค่อยมีความอดทนสักเท่าไหร่” ที่เขาบอกในการสัมภาษณ์ ด้วยนิสัยแบบนี้เองจึงทำให้เขาพยายามทำทุกอย่างที่อยากทำเท่าที่ตัวเองทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม ถ้ามีโอกาสทำได้ เขาจะไม่รอนาน แต่จะเริ่มลงมือทำทันที “ก่อนที่ผมจะตาย อยากจะมั่นใจว่าได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าที่สุดแล้ว ทางเดียวที่จะได้บางอย่างที่ยอดเยี่ยมคือการยอมเสี่ยงแบบบ้าๆ” 

 

ภาพ: www.francoisreihani.com

 

เริ่มทำธุรกิจแรกของตัวเอง

        ย้อนกลับไปในวันหนึ่งของปี 2015 เพื่อนของเขาจากแคลิฟอร์เนียมาเยี่ยมที่ดัลลัส ทั้งคู่ชวนกันไปทานโปเก (Poke) ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของฮาวายที่เหมือนกับสลัดปลาดิบ ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้นโดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา สิ่งที่เขาเจอคือว่าที่ดัลลัสยังไม่มีร้านขายโปเกเลย ตอนนี้เองที่นิสัยไม่ค่อยมีความอดทนของเขาเริ่มแสดงออกมา (หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นคนคิดแล้วทำเลยนั่นแหละ) ด้วยวัยเพียง 20 ปีและไม่เคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อน แต่เขารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ เขาเลยไปหาห้องเช่าและเริ่มเขียนแผนการทำธุรกิจ วางตัวเลขเอาไว้ก่อนโดยที่ยังไม่มีสัญญาอะไรเลยด้วยซ้ำ มันยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เขาก็วางแผนเอาไว้หมดแล้ว แม้ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินจากไหนมาเริ่มทำให้มันเป็นจริงได้เลยก็ตาม

        ต่อมาภายหลังเขาได้โน้มน้าวเพื่อนของพ่อแม่ให้มาลงทุน ต่อจากนั้นก็ติดต่อเจ้าของห้องเช่าเพื่อเซ็นสัญญา เสร็จแล้วก็ไปดึงตัวเชฟจากภัตตาคารซูชิสุดหรูอย่าง Nobu มาร่วมทำงานได้สำเร็จด้วย (เขาบอกว่าวิธีที่เขาทำพวกนี้ได้คือการเล่าถึงความฝันของตัวเองและสิ่งที่เขาต้องการสร้างคืออะไร เพื่อดึงให้มาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นพนักงานธรรมดาทั่วไป)

        ในที่สุดเขาก็ได้เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารจริงๆ ร้านโปเกของเขาชื่อว่า Pök สร้างรายได้สี่เท่าจากที่คาดคะเนเอาไว้ในปีแรกและมีคนยอมต่อแถวยาวเหยียดเป็นช่วงตึกเพื่อจะได้เข้าไปนั่งกินในร้าน จากนั้นไม่นานเขาก็ไปฟื้นกิจการบาร์เหล้าที่กำลังจะล้มชื่อว่า “Bar Stellar” แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมากอีกเช่นกัน

        แต่ความเป็นคนที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ต่อมาไม่นานในหัวของเขาก็เริ่มมีคำถามว่า ตอนนี้มีเงินเข้ามาเยอะมากทุกวันโดยตลอด แต่ก็สงสัยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แค่เสิร์ฟปลาดิบแล้วก็เก็บเงินแค่นี้เหรอ? 

        “ตอนที่ผมโตขึ้นมาเป้าหมายหลักตลอดเลยก็คือจะทำเงินเยอะๆ ได้ยังไงกัน คิดว่าเหมือนกับหลายๆ คนนั่นแหละ ตอนที่เปิดร้านอาหารทุกอย่างก็ไปได้ดีและก็รู้สึกว่าโชคดีมาก แต่ก็ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจอะไร มันเป็นเหมือนการตื่นขึ้นมาเลยในตอนนั้น เพราะรู้สึกว่าผมไม่ใช่แค่อยากได้เงินเท่านั้น มันต้องมีเป้าหมายด้วย ถ้าผมอายุ 90 และกำลังจะตาย ผมได้ทำอะไรลงไปบ้าง?”

        เขาเริ่มตั้งคำถามประมาณนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

มุมมองที่เปลี่ยนไป

        ตอนนั้นเองที่เพื่อนของน้องสาวบอกเขาเกี่ยวกับองค์กรการกุศลในท้องถิ่นที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์ 

        Reihani มีโอกาสได้ไปเยี่ยมองค์กรการกุศลแห่งนี้แล้วพบสถิติที่น่าสนใจว่า มากกว่า 50% ของคนไร้บ้านล้วนเคยอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กมาก่อนทั้งสิ้น นอกจากนั้น ข้อมูลจาก National Foster Youth Institute บอกว่า ในแต่ละปีจะมีเด็กที่อายุ 18 ปีและต้องออกจากสถานสงเคราะห์เพราะอายุเกินปีละ 23,000 คน และประมาณ 20% จะกลายเป็นคนไร้บ้านทันที ส่วนเด็กผู้หญิง 70% ที่ออกจากระบบไปจะตั้งครรภ์ก่อนอายุ 21 ปี นั่นเป็นสถิติที่เลวร้ายอย่างมาก

        เมื่อรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรให้มากกว่านี้แล้ว

        “ผมกลับมาบ้านและคิดว่าผมจะไม่ทำร้านอาหารอีกต่อไปแล้ว ผมจะทำองค์กรการกุศล และผมก็ไม่อยากจะแค่ช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาทั้งหมดเลย นั่นหมายถึงการหาบ้านพักให้อยู่ การหางาน การแนะนำ การช่วยเหลือที่โรงเรียน และการดูแลสุขภาพจิตด้วย

        “ลองจินตนาการดูว่า การที่ทั้งชีวิตมันทำให้คุณรู้สึกไม่มีค่า แม้แต่พ่อแม่คุณยังไม่อยากได้ หลังจากนั้นก็โดนยัดเข้ามาไว้ในระบบที่ไม่มีใครสนใจจริงๆ จังๆ จากนั้นคุณก็ย้ายบ้านไปสิบบ้านและไม่เคยได้รับความรักจริงๆ เลยสักครั้ง”

ภาพ: weinspiremovement.org

        ในปี 2019 Reihani และน้องสาว (Francesca) ได้เริ่มโครงการชื่อ We Are One Project เป็นองค์กรการกุศลที่สร้างมาเพื่อช่วยให้เด็กที่อายุมากกว่า 18 ปีที่ต้องออกจากสถานสงเคราะห์เด็ก และต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การหาบ้านพักหรือการดูแลเรื่องสุขภาพจิต  เป้าหมายขององค์กรนี้คือการทำให้เด็กวัยรุ่นเหล่านี้มีงานที่มั่นคงและพร้อมสำหรับชีวิตหลังจากออกมาจากระบบของสถานสงเคราะห์แล้ว แต่ทำมาได้ประมาณหนึ่งปี สิ่งที่พวกเขาพบก็คือว่า แม้ว่าความพยายามครั้งนี้จะสร้างผลกระทบที่ดี แต่ก็ยังไม่มากเพียงพอ

        เพราะปัญหาคือว่าไม่มีธุรกิจไหนอยากจ้างเด็กที่ออกมาจากระบบเพราะเด็กๆ เหล่านี้ไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานที่ไหนมาก่อน หรือแม้ว่าจะได้งาน ก็ตกงานในเวลาไม่นานเพราะไม่รู้ว่าการทำงานในธุรกิจจริงๆ เป็นยังไง 

        “เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ถ้าไม่ให้โอกาสเด็กเหล่านี้ ก็ไม่อยากมาดูแลพวกเขาเพราะไม่เคยทำงานมาก่อน แถมยังผ่านแต่เรื่องราวโชกโชนในชีวิตด้วย”

        ความโกรธเกรี้ยวเป็นเหมือนประกายไฟที่มาจุดความตั้งใจของ Reihani ให้ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหานี้เขาตัดสินใจขายธุรกิจร้านอาหารทั้งสองแห่ง (Pök และ Bar Stellar) เพื่อเปิดธุรกิจร้านกาแฟชื่อ La La Land Kind Cafe

        “ถ้าไม่มีคนที่แคร์มากพอที่จ้างเด็กๆ เหล่านี้ ผมจะทำมันเอง”

ภาพ: www.facebook.com/lalalandkindcafe

La La Land Kind Cafe

        เขาใช้สัญชาตญาณของการเป็นผู้ประกอบการและความเชื่อที่แข็งแกร่งของเขาเพื่อสร้างเชนคาเฟ่ขึ้นมาภายใต้ชื่อว่า La La Land Kind Cafe ไม่นานนักคาเฟ่แห่งแรกที่เปิดตัวในเดือนมีนาคมปี 2019 ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี การตกแต่งร้านที่น่ารักและทันสมัยทำให้พวกเขาถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok และเพื่อจะโปรโมตแนวคิดและความเชื่อของพวกเขา ทุกวันพนักงานจะคอยต้อนรับและเอ่ยชมทุกๆ คนที่เดินเข้ามาในร้าน ทั้งตัวพนักงานด้วยกันเองและลูกค้าที่เข้ามาด้วย ทุกครั้งที่ประตูเปิดและลูกค้าเดินเข้ามาและเดินออกจะมีการกล่าว่า “I love you” เสมอ Reihani บอกว่าพวกเขาอยู่ในธุรกิจของความรักและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ใช่กาแฟ เพราะฉะนั้น ทัศนคติที่น่ารักของพนักงานจะช่วยสร้างผลกระทบเป็นลูกคลื่นต่อชุมชนที่อยู่ได้ด้วย

        ชื่อของ La La Land แสดงให้เห็นถึงโลกแห่งความฝันที่เขาอยากสร้างขึ้นมาในชีวิตจริง สถานที่ที่ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาแล้วรู้สึกถึงความสุขในชีวิต สถานที่ที่คุณจะได้รับความรักไม่ว่าคุณจะเป็นใคร สถานที่ที่นำทุกคนมาอยู่ด้วยกัน ที่ความรักและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต้องมาเป็นอันดับแรก สิ่งสำคัญคือคนไม่ใช่ผลกำไร เพื่อจะพิสูจน์ว่าธุรกิจเป็นสิ่งที่ดี สามารถคืนบางอย่างให้กับสังคม และเกื้อหนุนชุมชนได้ด้วย

        เป้าหมายในการสร้าง La La Land Kind Cafe ขึ้นมาก็เพื่อจะเป็นสถานที่ที่เด็กที่ออกจากระบบสถานสงเคราะห์แล้วจะได้เรียนรู้การทำงานและสร้างประสบการณ์สำหรับการเติบโตไปข้างหน้า 

        แต่เชื่อไหมว่า สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยทำคือการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้กับลูกค้าในร้านฟังหรือแม้แต่การโปรโมต เพราะไม่เช่นนั้น ลูกค้าจะมาเพียงเพราะสงสารและทำให้พนักงานของพวกเขาเป็นเหมือนตัวละครที่ถูกนำมาตั้งแสดงโชว์ แต่เขาอยากสร้างธุรกิจร้านกาแฟที่มีเอกลักษณ์และตัวตนของพวกเขาเอง 

        “ผมอยากจะสร้างสถานที่ที่คนรักกันและกัน”

        แก้วกาแฟสีเหลืองที่เป็นตัวแทนของความสุข ร้านสีขาวที่เป็นเหมือนสวรรค์บนโลกมนุษย์ เมนูกาแฟหลายๆ เมนู ก็มีการคิดค้นขึ้นมาเพื่อทำให้เราหวนระลึกถึงความหลัง อย่างเช่น Campfire Latte ที่มีเกรแฮมแครกเกอร์และมาร์ชเมลโลโรยด้านบนก็ทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ไปตั้งแคมป์ผิงไฟกับคนที่รัก

        คอนเซปต์ของ La La Land Kind Cafe นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดสาขาอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามมา 

ภาพ: www.facebook.com/lalalandkindcafe

ร้านกาแฟที่เปลี่ยนชีวิตหลายๆ คน

        ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา มีเด็กกำพร้าที่ออกมาจากระบบหลายสิบชีวิตที่มาทำงานที่ La La Land Kind Cafe บางคนมาทำเพื่อหาประสบการณ์แล้วย้ายไปทำที่อื่น บางคนมาทำแล้วอยู่นาน จนกลายเป็นพนักงานประจำ เพราะเชื่อในแนวคิดของธุรกิจ

        Ciara Moton พนักงานของร้าน วัย 20 ปี ทำงานที่ร้านมาได้ปีกว่าแล้ว เธอบอกตอนให้สัมภาษณ์ว่า “มันเปลี่ยนชีวิตของเธอไปเลย” เธอเป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้ามาโดยตลอด ออกจากบ้านหนึ่งก็ไปอีกบ้านหนึ่ง เจอมาหมดแล้วทั้งการถูกทอดทิ้ง ลวนลามทางเพศ ตกงาน และเป็นคนไร้บ้าน

        “ก่อนที่ฉันจะมาสมัครงานที่คาเฟ่ ตอนนั้นตั้งท้องได้ห้าเดือนและแท้งลูกในเวลาต่อมา รถถูกยึดและตกงานด้วย แต่หลังจากมาทำงานที่ La La Land Kind Cafe ชีวิตก็มั่นคงขึ้นและก็มีความสุขขึ้นเยอะเลย”

        สิ่งที่ทำให้เธอรักในงานนี้ก็คือกลุ่มคนที่ทำงานด้วยกัน “เราเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกันมาแล้วก็เปิดเผยทุกอย่าง ตอนที่ใครสักคนกำลังลำบาก ทุกคนก็จะเข้าไปช่วยเหลือ”

        โดย Moton เองก็คิดว่าต่อจากนี้สักสองสามปีเธอจะเริ่มหางานที่ช่วยเหลือเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าธุรกิจของ Reihani นั้นได้ช่วยสร้างรากฐานที่มั่นคงทั้งต่อสถานภาพทางการเงิน สังคม และสภาพจิตใจของพนักงานที่ร้านมากขนาดไหน

        แม้ว่ามันจะไม่สามารถช่วยทุกคนในระบบได้ แต่มันก็สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของหลายต่อหลายคนเลยทีเดียว

        ตอนนี้เชนร้านกาแฟ La La Land Kind Cafe กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทคาดการณ์เอาไว้ว่าในปี 2021 นี้จะเปิดเพิ่มอีก 7 สาขา โดยที่ไม่เคยจ่ายค่าโฆษณาเลยด้วยซ้ำ เบื้องหลังของบริษัทยังคงช่วยเหลือองค์กรต่างๆ มากมายเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า และเริ่มนำไอเดียนี้ไปกระจายให้กับธุรกิจอื่นๆ ด้วย เพราะ Reihani อยากสร้างตัวอย่างของการทำธุรกิจที่มั่นคง สร้างกำไร และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ เขาอยากจะเป็นคนเริ่มเทรนด์ของธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

        ในฐานะนักธุรกิจแล้ว Reihani ได้เจอเป้าหมายของการทำงานที่ไม่ใช่การวิ่งตามเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกระจายความรักสู่คนรอบข้าง สนับสนุนให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ นั้นโฟกัสไปยังเป้าหมายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ให้กับโลกที่เราอยู่ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้างที่เห็นและสัมผัส บางอย่างที่มาเติมเต็มหัวใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสมุดบัญชีธนาคาร เพราะถึงวันหนึ่งที่คุณอายุมากแล้ว และนอนรอความตายอยู่บนเตียง คุณจะมองย้อนกลับมาวันนี้แล้ว อาจตั้งคำถามว่า ฉันทำเงินได้เยอะมากๆ ไปทำไม หรือฉันภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

        คุณเลือกตอนจบได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เริ่มจากข้างในตัวเองก่อนเสมอ 


อ้างอิง: 

https://weinspiremovement.org/asprinkleofinspiration/lalalandkindcafe
https://www.francoisreihani.com
https://nfyi.org
https://www.weareoneproject.org/our-vision
https://www.forbes.com/profile/francois-reihani
https://www.facebook.com/lalalandkindcafe

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โสภณ ศุภมั่งมี

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เคยเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทใหญ่อย่าง Microsoft อยู่ห้าปี ทำธุรกิจกับที่บ้านก็ลุยมาแล้ว แยกออกมาทำธุรกิจของตัวเองหลายอัน สตาร์ทอัพก็มี SME ก็เคยทำ ล้มเหลวไปก็เยอะ สำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็มีอยู่ แต่ที่สำคัญคือชอบเรียนรู้และอ่านเรื่องราวของโลกธุรกิจและเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงาน เป้าประสงค์ที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรของเม็ดเงินและการทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่