‘On’ รองเท้าวิ่งแบบ Zero-Waste ผลิตจากเม็ดถั่ว ส่งคืนเพื่อรีไซเคิลแล้วรับคู่ใหม่ส่งถึงบ้าน

Modern Business Stories
19 Oct 2021
เรื่องโดย:

โสภณ ศุภมั่งมี

สำหรับคนที่ดูการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลแล้วคงพลาดไม่ได้กับการแข่งขันประจำปีอย่าง Super Bowl ซึ่งเป็นประเพณีการแข่งขันเพื่อชิงแชมป์กีฬาอเมริกันฟุตบอล โดยในปี 2020 มีผู้ชมการแข่งขัน Super Bowl กว่า 99.9 ล้านคนทั่วโลกจากการรายงานของ Reuters ซึ่งถ้าใครอยู่ในวงการธุรกิจหรือโฆษณาก็พอจะทราบดีว่าการแข่งขันนี้ถือเป็นพื้นที่โฆษณาที่ค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของการถ่ายทอดสดแล้ว โดยในปี 2021 เรตค่าโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 5.5 ล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 165 ล้านบาท สำหรับสล็อตเวลาแค่ 30 วินาทีเท่านั้น

        เมื่อเป็นแบบนี้จึงไม่น่าแปลกใจถ้าบริษัทผู้ผลิตรองเท้า ‘On’ จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะรู้สึกเหมือนโชคหล่นทับ จังหวะที่ ดเวย์น จอห์นสัน (The Rock) ออกมาในช่วงพิธีเปิดแล้วสวมรองเท้าของ On ออกทีวีโดยแบรนด์ไม่เสียเงินสปอนเซอร์เลยสักบาท หลังจากนั้นแป๊บเดียวคนก็เริ่มสงสัยกันว่ารองเท้าที่เดอะร็อกใส่นั้นยี่ห้ออะไร ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ทำไมเขาถึงเลือกใส่คู่นี้ ไม่ใช่แบรนด์ดัง ๆ อย่าง Nike หรือ Adidas (แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Under Armour ด้วย) แน่นอนว่าเรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น เป็นการโฆษณาที่ได้ผลเป็นอย่างมาก มากชนิดที่ว่าคนเข้าแห่กันเข้ามาหาข้อมูลจนทำเอาเว็บไซต์ของ On ล่มกันเลยทีเดียว

on running shoes

        On เป็นหนึ่งในบริษัทเครื่องแต่งกายนักกีฬาที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลังจากที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ราคาเปิดตัวที่ 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งไปเป็น 35 ดอลลาร์ฯ ในวันเดียวกัน มูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะ 11,000 ล้านดอลลาร์ฯ

        ตลอดสิบปีที่ผ่านมา On ค่อยๆ กลายมาเป็นแบรนด์รองเท้าคู่ใจและคู่เท้านักวิ่งกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกใน 50 ประเทศ การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เติบโตอยู่ตลอดเวลากลายเป็นสิ่งที่ทำให้จู่ ๆ ก็เห็นรองเท้าของ On มีคนใส่กันมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แค่ครึ่งปีแรกของ 2021 ยอดขายของพวกเขาเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกว่า 85% ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวเลขยอดขายที่เติบโตขนาดนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว แถมในปี 2019 ยังได้นักลงทุนชาวสวิสที่เป็นนักเทนนิสระดับโลกอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (Roger Federer) ช่วยผลักดันให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

        เรื่องราวของ On ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2010 ด้วยไอเดียพื้นฐานแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายว่า “Soft Landings followed by explosive take-offs.” ไม่ใช่แค่ความรักในการวิ่งเท่านั้นที่นำพาอดีตนักกีฬาอาชีพอย่าง โอลิวิเยร์ แบร์นฮาร์ด (Olivier Bernhard) กับเพื่อนๆ ของเขาอย่าง เดวิด ออลแมนน์ (David Allemann) และ แคสเปอร์ คอปเปตตี้ (Caspar Coppetti) มารวมตัวกันก่อตั้งแบรนด์นี้ แต่พวกเขามีแนวคิดที่จะปฏิวัติวงการวิ่งด้วยรองเท้าที่นักวิ่งสวมแล้วรู้สึกเหมือน ‘วิ่งบนก้อนเมฆ’

on running shoes

        โดยแนวคิดนี้เริ่มจากหลังรีไทร์จากการแข่งขันระดับอาชีพ แบร์นฮาร์ด แชมป์โลกไตรกีฬาโลก 3 สมัย และผู้ชนะการแข่งขันไอรอนแมนหลายครั้ง ก็เริ่มใช้เวลากับการค้นหารองเท้าวิ่งที่จะให้ความรู้สึกถึงการวิ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับตัวเอง ระหว่างที่กำลังค้นคว้าหาข้อมูล เขาได้พบกับวิศวกรชาวสวิสที่มีความคิดเหมือนๆ กัน อยากสร้างรองเท้าวิ่งรูปแบบใหม่ ในปีถัดมา ประสบการณ์การวิ่งของเขากับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมก็เริ่มผสมผสานกัน จนทำให้สิ่งที่เป็นแค่แนวคิดกลายเป็นรองเท้าต้นแบบหลายสิบคู่

        กล่าวได้ว่า “Soft Landings followed by explosive take-offs.” คือสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดตลอดมา เป็นความรู้สึกในการวิ่งที่ไม่เหมือนใคร เป็นจุดเริ่มต้นให้เพื่อนทั้งสามคนมีภารกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรมล่าสุดของสวิตเซอร์แลนด์ เพียงหนึ่งเดือนหลังจากการพัฒนารองเท้าต้นแบบอย่างจริงจัง รองเท้าต้นแบบของพวกเขาก็ได้รับรางวัล ISPO BrandNew Award ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลที่สำคัญที่สุดสำหรับนวัตกรรมด้านกีฬา นักวิ่งตื่นเต้นที่ได้มาทดสอบลองใส่ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเหมือนการ ‘วิ่งบนก้อนเมฆ’ เลย ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันหลังเริ่มสร้างแบรนด์ รองเท้า On ก็เริ่มวางขายตามร้านต่างๆ 

        ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา On ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาเรื่อยๆ มุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเอง ทำรองเท้าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของพวกเขา Thilo Alex Brunner หัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า “ตอนที่พวกเราเริ่ม ตลาดเต็มไปด้วยรองเท้าที่เหมือนกับรถแข่ง เราเข้ามาและต้องการสร้างรองเท้าที่เหลือแต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ” ซึ่งถ้าใครเคยใช้รองเท้าของ On หรือเห็นตามโฆษณา จะพอทราบดีว่าส่วนพื้นรองเท้าจะมีความเป็นเอกลักษณ์หน้าตาคล้ายกับรวงผึ้ง ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยีของแบรนด์ที่เรียกว่า CloudTec ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกตอนที่แบร์นฮาร์ดตัดสายฉีดน้ำเป็นท่อนๆ แล้วแปะไว้ใต้รองเท้า แน่นอนว่ารองเท้าคู่นั้นใช้งานได้ไม่ดีนัก แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่ On ใช้เพื่อสร้างรองเท้าวิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่งคนอื่น ๆ ในตลาด ช่วยลดอาการปวดล้ากล้ามเนื้อและช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจเวลาวิ่งอีกด้วย

 

        แต่นอกจากการพัฒนารองเท้ารุ่นใหม่ๆ สำหรับนักวิ่งแล้ว มีวิสัยทัศน์หนึ่งที่ On พยายามจะทำคือเรื่องของการอนุรักษ์และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ตั้งแต่การเปลี่ยนกล่องรองเท้าจากสีดำให้เป็นสีน้ำตาลที่ไม่มีการพ่นสี เพื่อประหยัดการใช้หมึกในการพิมพ์ ภายในกล่องแทบจะไม่มีการพิมพ์อะไรเลย บางส่วนของรองเท้าที่สามารถใช้ผ้ารีไซเคิลได้ก็จะใช้เช่นเดียวกัน

        แต่เมื่อไม่นานมานี้ On เพิ่งเปิดตัวให้ลูกค้าเริ่มจองรองเท้ารุ่นใหม่ชื่อรุ่น Cyclon ที่เน้นย้ำวิสัยทัศน์เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมไปอีกขั้นหนึ่ง เป็นรองเท้าวิ่งแบบ zero-waste ที่ไม่สร้างขยะให้โลกเพิ่มเติม เป็นรองเท้าวิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดของแฟชั่นแบบยั่งยืน กระบวนการตั้งแต่การผลิตจนถึงการรีไซเคิลครั้งแรกของรองเท้า Cyclon ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ น้อยลง 50% ลดการใช้พลังงานลง 70% โดยตัวเลขเหล่านี้มาจากการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) โดย LCA จะพิจารณาทุกอย่างตั้งแต่วิธีการเย็บ วัสดุที่ใช้ การใช้น้ำในการผลิต ไปจนถึงการเดินทางของลูกค้าเพื่อไปซื้อสินค้าที่ร้าน เราแกะรายละเอียดทุกอย่างของสิ่งที่ต้องใช้ในการสร้างรองเท้าของเราและกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง

 

        แนวคิดของมันเริ่มจากการเปลี่ยนวงจรชีวิตแบบเส้นตรงทั่วไปของผลิตภัณฑ์แฟชั่นให้กลายเป็นลูปแบบต่อเนื่องไม่สิ้นสุด แทนที่จะสร้างรองเท้าคู่หนึ่งขึ้นมา ให้ลูกค้าซื้อไปใส่ วิ่ง แล้วก็ทิ้ง สุดท้ายกลายเป็นขยะ รองเท้ารุ่นนี้จะถูกนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% การนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในแต่ละครั้งก็กลายเป็นรองเท้าอีกคู่ที่เราไม่จำเป็นต้องทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น และไม่ต้องกลายเป็นขยะที่ต้องรอวันย่อยสลายอีกไม่รู้กี่ร้อยปีด้วย

        สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือรองเท้าวิ่งทุกวันนี้ส่วนใหญ่แล้วสร้างขึ้นมาด้วยพลาสติกสังเคราะห์ (synthetic plastics) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างสไตล์ ความพอดี และการใช้งานที่หลากหลายอย่างไม่สิ้นสุด สามารถปรับเข้ากับกีฬาที่แตกต่างกันและความต้องการของแต่ละบุคคล รองเท้าหนึ่งคู่มีวัสดุหลายอย่าง – Upper เป็นโพลีเอสเตอร์ รูตาไก่เป็นโลหะ โฟมใต้ฝ่าเท้า และไนลอนสำหรับเชือกรองเท้า เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ผสมกันในครั้งเดียว อีกอย่างวัสดุเหล่านี้ถูกเย็บอย่างแน่นหนาและติดกาวเข้าด้วยกัน จึงไม่ง่ายเลยที่จะแยกวัสดุเหล่านี้ออกจากกันเพื่อแยกไปรีไซเคิลเป็นชิ้นๆ ด้วย

        แน่นอนว่าพลาสติกเหล่านี้ถูกสร้างโดยโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มีต้นทุนในการผลิตต่ำและหาได้ง่าย แต่อย่างที่เราทราบ เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ดังนั้นสุดท้ายแล้วมันก็จะหมดไป (หรือโลกเราก็แตกไปก่อน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) สิ่งที่ On พยายามจะทำคือสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับรองเท้าและเครื่องแต่งกาย ใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

        จนกระทั่งวันหนึ่งบริษัท Arkema หนึ่งในหุ้นส่วนของ On แนะนำให้พวกเขารู้จักวัสดุหนึ่งชื่อ PA11 ที่อยู่ในตระกูล Prbax (เทอร์โมพลาสติก อีลาสโตเมอร์ ที่มีความยืดหยุ่น ทนทานต่อการหักงอ ทนต่อแรงกระแทก น้ำหนักเบากว่า TPU ถึง 20%) คนส่วนใหญ่อาจจะรู้จัก PA11 ในชื่อ Rilsan มันเป็นพลาสติกที่ทนทาน สามารถรีไซเคิลได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งหมายความว่ามาจากทรัพยากรที่สร้างขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ 

on running shoes

        PA11 ถูกสร้างมาจากถั่วของต้นละหุ่ง เจ้าถั่วนี้เติบโตในภูมิประเทศที่แห้งแล้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า การเก็บเกี่ยวเมล็ดละหุ่งไม่ได้ไปรบกวนพื้นที่การเกษตรแบบอื่นที่มีอยู่แล้ว อันที่จริงแล้วมันกลับตรงกันข้าม การปลูกต้นละหุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยต่างหาก วัสดุชนิดนี้มีการใช้งานมาตั้งแต่ยุค 50s มีชื่อเสียงเรื่องคุณลักษณะที่ทนทาน ถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ป้องกันในอุตสาหกรรมอย่างหมวกกันน็อก

        หลังจากที่ On ได้ลองใช้ PA11 ในบางส่วนของรองเท้าประมาณสองสามปี ตอนนี้ On ได้พัฒนากระบวนการสร้างรองเท้าทั้งหมดจาก PA11 ได้แล้ว นั่นหมายความว่า รองเท้าวิ่ง Cyclon จะสามารถรีไซเคิลได้ 100% ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมจากวัสดุเพียงสองชนิด มีส่วนประกอบเพียง 6 ชิ้นจากตระกูลวัสดุเดียว (รองเท้าวิ่งทั่วไปมีส่วนประกอบมากกว่า 50 ชิ้น) สามารถรีไซเคิลทั้งหมดรวมกันได้ เป็นส่วนประกอบทางชีวภาพมากกว่า 50% (ไม่มีพลาสติกที่ได้จากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลในการสร้างส่วนบนของรองเท้า) และเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% ไม่มีสีย้อม ไม่มีสารฟอกขาว ไม่ต้องใช้กระบวนการสีที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ รองเท้าคู่นี้มีสีเดียวคือสีขาวเท่านั้น ทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีและก๊าซที่เป็นอันตรายในขั้นตอนการผลิตด้วย 

        ถ้าคิดว่ารองเท้านั้นมีนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นแล้ว ตัวโมเดลธุรกิจของ Cyclon ก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะความจริงแล้วรองเท้าคู่นี้เหมือนลูกค้าจ่ายเงินเพื่อ ‘ยืม’ มาใช้เป็นรายเดือนมากกว่า 

        เพราะรูปแบบของมันเป็นระบบสมาชิก จ่ายเดือนละ 25 เหรียญ หลังจากนั้น On ก็จะส่ง Cyclon มาให้ที่บ้าน เมื่อมันเริ่มเก่าหรือสภาพเริ่มแย่ (เขาเคลมว่าวิ่งได้ประมาณ 600 กิโลเมตร) ก็ส่งข้อความไปที่ On เพื่อขอคู่ใหม่แล้วส่งคู่เก่าคืนไปในกล่องที่เขาส่งมาให้ วนไปแบบนี้เรื่อยๆ หลังจากที่ได้รองเท้าคู่เก่ากลับไป On ก็จะเอาไปรีไซเคิลและผลิตเป็นรองเท้าคู่ใหม่ส่งให้คนอื่น ๆ ต่อไป

        ถึงแม้ว่ารูปแบบธุรกิจแบบนี้เป็นเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นแต่ก็ยังอยู่ในช่วงทดลองและมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย อย่างแรกเลยคือเราต้องลงชื่อเอาไว้ก่อนว่าสนใจ เมื่อไหร่ที่จำนวนสมาชิกในพื้นที่หนึ่งมีมากพอ ทาง On ถึงจะเริ่มกระบวนการจัดส่งรองเท้า Cyclon มาให้เราทางไปรษณีย์ เหตุผลเพราะการขนส่งรองเท้าไม่ว่าจะทางไหนก็สร้างมลภาวะได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น พวกเขาต้องรอให้สมาชิกมีจำนวนเพียงพอต่อการส่งแต่ละครั้ง แล้วหลังจากนั้นลูปการส่งไปส่งมาถึงจะเริ่มต้นขึ้นได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าจำนวนคนสนใจไม่มากพอในพื้นที่นั้นๆ ทุกอย่างก็ไม่มีทางเริ่มขึ้นได้

on running shoes

        ธุรกิจแฟชั่นเพื่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Fashion) นั้นกำลังเริ่มได้รับเสียงตอบรับที่ดีในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า Gen Z (16-24 ปี) ที่ใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมและโลกของเรามากขึ้น คนกลุ่มนี้เติบโตมากับการรับรู้ว่าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่างๆ นั้นทำร้ายโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่มากขนาดไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นประชากรกลุ่มนี้เลือกสนับสนุนแบรนด์ที่มีวิสัยทัศน์ตรงกันกับพวกเขาด้วย ซึ่งจากรายงานของ Forbes กล่าวว่ากว่า 54% ของ Gen Z พร้อมจะจ่ายเงินมากขึ้นถ้าสินค้าที่พวกเขาใช้นั้นไม่ทำร้ายโลก (ที่จริงมิลเลเนียลก็ไม่ต่างกันมาก อยู่ที่ราวๆ 50%)

        สำหรับ On แล้วพวกเขากำลังเป็นหนึ่งในผู้นำกระแส กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจกับสิ่งที่แบรนด์ทำและผลกระทบที่มีต่อโลกทำให้พวกเขาอยู่ในจุดที่พร้อมจะเติบโตไปกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นผู้บริโภคเจเนอเรชั่นที่ใหญ่ที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แบรนด์ต่างๆ ต้องเริ่มให้มาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่ายังแข่งขันได้ในตลาด แนวคิดนี้ส่งผลดีต่อทั้งตัวธุรกิจ ลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และที่สำคัญที่สุดก็คือโลกที่เราอาศัยอยู่ด้วยอย่างแน่นอน


ที่มา:
https://www.instagram.com/p/B8FTBraFArb/
https://www.highsnobiety.com/p/on-running-shoes-interview/
https://www.highsnobiety.com/p/on-ipo-ny-stock-exchange/
https://www.on-running.com/en-us/articles/running-on-clouds-the-science-behind-the-sensation
https://youtu.be/W4wkBE8CvNchttps://www.on-running.com/en-th/about
https://www.fool.com/investing/2021/09/29/on-running-ipo-sprinted-higher-is-the-stock-a-buy/
https://www.on-running.com/en-us/articles/cyclon-bioplastics

ภาพ: Unsplash และ On Official Website


‘Modern Business Stories’ คือคอลัมน์ประจำใน a day BULLEIN ที่ว่าด้วยเรื่องราวของธุรกิจยุคใหม่จากทั่วโลก ที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายและแรงบันดาลใจที่มากกว่าแค่การทำธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างสรรค์และสมดุลกับการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โสภณ ศุภมั่งมี

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เคยเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทใหญ่อย่าง Microsoft อยู่ห้าปี ทำธุรกิจกับที่บ้านก็ลุยมาแล้ว แยกออกมาทำธุรกิจของตัวเองหลายอัน สตาร์ทอัพก็มี SME ก็เคยทำ ล้มเหลวไปก็เยอะ สำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็มีอยู่ แต่ที่สำคัญคือชอบเรียนรู้และอ่านเรื่องราวของโลกธุรกิจและเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงาน เป้าประสงค์ที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรของเม็ดเงินและการทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่