‘Solar Cow’ ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ผลิตพลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อให้เด็กๆ ในแอฟริกาได้ใช้เรียนหนังสือ

‘ไฟฟ้า’ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตที่เชื่อว่าเราทุกคนใช้โดยที่ไม่ได้คิดถึงมันด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าจะเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดสวิตช์ไฟในบ้าน ชาร์จมือถือ ทุกอย่างต่างพึ่งพาไฟฟ้าทั้งสิ้น คิดดูว่าวันหนึ่งถ้าเราเปิดสวิตช์แล้วไฟไม่ติดจะเกิดอะไรขึ้น หรือจะชาร์จมือถือต้องเดินไปเสียบปลั๊กที่สถานีที่ไกลออกไปกว่า 4 ชั่วโมงจะเป็นยังไง เราอาจจะนึกไม่ออก แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ แถมไม่ใช่ในอดีตเมื่อห้าสิบปีก่อนด้วย แต่ทุกวันนี้ยังคงมีพื้นที่อีกหลายแห่งบนโลกที่ไม่มีแสงสว่างในยามค่ำคืน มีรายงานจากสำนักข่าว Washington Post บอกว่า

        “คนกว่า 1,300 ล้านคนทั่วโลกยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และกว่าครึ่งหนึ่งของคนเหล่านั้นอาศัยอยู่ในแถบแอฟริกา”

        แต่การเข้าถึงไฟฟ้าไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ประเด็นที่น่าสะเทือนใจกว่านั้นคือ เด็กๆ กว่า 20% ที่อยู่ในชุมชนที่ยากจนเหล่านี้แทบไม่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือ เพราะต้องทำงานเพื่อหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว เนื่องจากพ่อแม่ต้องหาเช้ากินค่ำ รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จนต้องให้ลูกๆ หยุดเรียนโดยไม่มีทางเลือกอื่นนัก ซึ่งก็ยิ่งทำให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและยากจนมีโอกาสเข้าถึงหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานน้อยมาก ทั้งที่เราทุกคนทราบดีว่าเด็กคืออนาคตของโลก แต่เด็กหลายล้านชีวิตกลับไม่ได้รับโอกาสที่จะสร้างอนาคตที่ดีของตัวเองด้วยซ้ำ

ภาพ: yolkstation.com

        ชาง ชุง อัน (Chang Sung Un) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาทร์อัพพลังงานแสงอาทิตย์ Yolk จากประเทศเกาหลีใต้ เล็งเห็นถึงประเด็นนี้เป็นอย่างดี เธอทราบดีว่าปัญหาความยากจน การศึกษา และแรงงานเด็ก มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่นั่นก็คือการเข้าถึง ‘ไฟฟ้า’ เพราะ 90% ของชาวแอฟริกันต้องพึ่งพาโทรศัพท์มือถือในการทำธุรกรรมการเงิน ซึ่งมือถือเหล่านี้ต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จในทุกๆ วัน พื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ประชาชนต้องเดินทางเพื่อไปชาร์จไฟมือถือ ครั้งหนึ่งราว 4-5 ชั่วโมง เสียเวลาทำงานทั้งวัน แถมค่าชาร์จก็แพง รายได้ก็น้อย เด็กๆ ในครอบครัวก็ต้องไปทำงานหาเงินด้วย หลังจากชางศึกษาปัญหานี้อย่างถี่ถ้วน ก็คิดได้ว่าพวกเขาสามารถ ‘มอบ’ บางอย่างให้กับครอบครัวเหล่านั้นได้ด้วยการเปลี่ยน ‘ไฟฟ้า’ ให้เป็นเหมือนรางวัลในการส่งลูกไปเรียนหนังสือแทน

        “ถ้าคุณค่ามันคล้ายกันหรือมากกว่า พ่อแม่ก็พร้อมที่จะส่งเด็ก ๆ ไปโรงเรียนมากกว่าที่ทำงาน”

        สำหรับครอบครัวในพื้นที่ห่างไกลแล้ว ไฟฟ้าถือว่ามีค่ามหาศาล นั่นคือจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ ‘Solar Cow’ ที่แก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยเป้าหมายของชางคือการ “นำส่งต่อพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับชีวิตของทุกคน”

        บนเว็บไซต์ของ Yolk เขียนเอาไว้ว่า

        “เด็กกว่า 150 ล้านคนได้รับผลกระทบจากปัญหาแรงงานเด็กและถูกลิดรอนสิทธิในการใช้ชีวิตวัยเด็กรวมทั้งเสียโอกาสในการเรียนหนังสือเพราะปัญหานี้ โปรเจกต์ ‘Solar Cow’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหารุนแรงของการใช้แรงงานเด็ก และมอบโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาด้วย”

        ชางเรียนจบด้านการออกแบบจาก School of Art Institute of Chicago เธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของเธอโดยการสร้างเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์เรียกว่า ‘Solar Paper’ ซึ่งเป็นที่ชาร์จมือถือด้วยแผงโซลาร์แบบบาง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถระดมเงินได้กว่า 1 ล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว ต่อจากนั้นเธอก็เริ่มหันมาให้ความสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นในแอฟริกา จนเกิดเป็นไอเดียของ ‘Solar Cow’ ขึ้นมา

ภาพ: yolkstation.com

        เธอเริ่มต้นทดลองไอเดียนี้ที่เมืองโพค็อต (Pokot) ประเทศเคนยา (Kenya) ในปี 2018 โดยได้นำเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่มีโครงสร้างเหมือนกับของเล่นปีนป่ายรูปทรงคล้ายวัว ด้านบนติดแผงโซลาร์เซลล์แบบแผ่นบางเพื่อให้เก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนด้านล่างตรงส่วนเต้านมของวัว จะมีพาวเวอร์แบงค์รูปทรงคล้ายขวดนม (Power Milk) หลายสิบขวดเสียบเอาไว้อยู่ โดยเด็กทุกคนที่มาโรงเรียนจะได้รับเจ้าพาวเวอร์แบงก์นี้กลับบ้านคนละอันเพื่อเอาไปใช้งาน สามารถเป็นไฟฉายสำหรับอ่านหนังสือตอนกลางคืน ใช้เชื่อมต่อกับวิทยุขนาดเล็กหรือเสียบชาร์จมือถือได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานีชาร์จในเมืองที่ห่างออกไปหลายชั่วโมง ทำให้พ่อหรือแม่ที่บ้านมีเวลาทำงานเยอะขึ้น พอถึงตอนเช้า เด็กก็กลับไปเรียนหนังสือ เอาพาวเวอร์แบงก์กลับมาเสียบที่โรงเรียนเพื่อชาร์จไฟ ตกเย็นเรียนเสร็จก็เอากลับบ้าน วนลูปไปแบบนี้เรื่อยๆ

        ชางให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า

        “พ่อแม่คือกุญแจสำคัญ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้มันคือการที่เราพยายามโน้มน้าวพ่อแม่ให้ส่งเด็ก ๆ ไปโรงเรียน”

        เชอร์ลีย์ ลี (Shirley Lee) ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ Yolk เล่าเหตุผลให้ฟังว่าทำไมถึงต้องทำเป็นรูปทรงวัว “เพราะมันคล้ายกัน [กับวัว] ที่ได้มอบสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิต พลังงานแสงอาทิตย์จากที่ชาร์จ ก็เหมือนน้ำนมจากแม่วัว” 

        โปรเจกต์นี้นอกจากจะช่วยนำไฟฟ้าไปยังชุมชนห่างไกลที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดแล้ว ยังเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เด็ก ๆ กลับไปเรียนหนังสือด้วย เพราะถ้าไม่ไปก็ไม่สามารถจะเสียบชาร์จ Power Milk ของตัวเองได้ การมาโรงเรียนนอกจากจะได้ไฟฟ้ากลับไปใช้ที่บ้านแล้ว ยังได้ความรู้และสังคมเพื่อน ๆ ที่ก่อนหน้านี้ขาดหายไปจากชีวิตเพราะต้องไปทำงานหาเงินอีกด้วย

        เมื่อเด็กกลับไปเรียนที่โรงเรียน ปัญหาเรื่องการใช้แรงงานเด็กก็ลดลงตามไปด้วย เพราะไม่มีความจำเป็นแล้ว เมื่อพ่อแม่มีเวลามากพอ ทำงานได้เยอะขึ้น รายได้ก็เยอะขึ้น ลูกก็สามารถไปโรงเรียนได้ และปัญหาความยากจนก็จะค่อย ๆ ได้รับการคลี่คลาย ในอนาคตเมื่อเด็กที่ไปโรงเรียนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำเป็น จนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็สามารถยกระดับชีวิตครอบครัวและสังคมที่อยู่ได้

        เชอร์ลีย์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Techacute.com ว่า

        “เป้าหมายที่ชัดเจนของโปรเจกต์นี้คือ ชุมชนที่ก่อนหน้านี้การเข้าถึงไฟฟ้าเป็นเรื่องยากทั้งที่เป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาระบบการรับจ่ายเงินผ่านมือถือและต้องชาร์จตลอดเวลา โดยเราวางแผนให้มันใช้งานง่ายที่สุด เพื่อให้คนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่าย”

ภาพ: yolkstation.com

        หลังจากที่ได้ติดตั้ง Solar Cow ตัวแรกไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ที่โรงเรียน Chemoril ประเทศเคนยา ผลปรากฏว่ามีนักเรียนกลับมาเรียนเป็นประจำมากขึ้น นักเรียนใหม่ ๆ สมัครเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้นด้วย โปรเจกต์นี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ AidEx Innovation Challenge 2018 และในสี่ปีถัดมา ชางได้ติดตั้ง ‘Solar Cow’ เพิ่มในแทนซาเนีย, กัมพูชา และคองโก นอกจากนั้นยังได้รับรางวัล CES Innovation Award และเป็นหนึ่งใน ‘Best Inventions 2019’ ที่จัดอันดับโดยนิตยสารระดับโลกอย่าง Time ด้วย

        ชางหวังว่าโปรเจกต์ ‘Solar Cow’ จะได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในแต่ละประเทศที่จำเป็น สามารถขยายไปทั่วในพื้นที่แอฟริกาและเอเชียที่ยังอยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้ โดยเจ้า ‘Solar Cow’ แต่ละตัวนั้นถูกออกแบบมาให้ถอดประกอบได้ง่าย ถ้าเสียก็สามารถซ่อมเปลี่ยนแค่บางส่วนได้ โดยไม่ต้องซ่อมทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อทั้งการติดตั้งและบำรุงรักษาในระยะยาว นอกจากนั้นยังสามารถปรับขนาดจำนวน Power Milk ให้เหมาะสมกับจำนวนเด็กในแต่ละโรงเรียนด้วย

        “ในฐานะนักออกแบบที่ถูกฝึกมาให้นำเสนอทางแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์โดยมองปัญหาในมุมที่แตกต่างออกไป ฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เริ่มต้นทำธุรกิจและสร้างโปรเจกต์ที่เป็นนวัตกรรมอย่าง Solar Paper และ Solar Cow”

        โดยชางให้สัมภาษณ์ต่อว่าเหตุผลที่เธอสนใจพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ก็เพราะว่า “พลังงานที่ดวงอาทิตย์มอบให้กับโลกภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงนั้นมากกว่าที่มนุษย์ทุกคนใช้ทั้งปีซะอีก เมื่อพลังงานที่มหาศาลแบบนั้นถูกส่งมาทุกวัน มันก็สามารถเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดเลย” 

        แม้ว่าปัญหาเรื่องความยากจนและแรงงานเด็กในแอฟริกายังไม่หมดลงไปง่ายๆ เด็กอีกหลายล้านคนยังคงไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนเพราะเหตุผลสารพัด แต่โปรเจกต์อย่าง ‘Solar Cow’ คือแสงสว่างแห่งความหวังของอนาคตที่ทำให้เราเห็นว่ามันคือปัญหาที่ยังสามารถแก้ไขได้ เหมือนอย่างคุณครูที่โรงเรียน Chemoril บอกหลังจากที่เด็กนักเรียนเริ่มกลับมาเรียนอีกครั้งว่า

        “คนที่ได้รับการศึกษานั้นไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนชะตากรรมของสังคมด้วย”


อ้างอิง:

https://www.washingtonpost.com/graphics/world/world-without-power/

http://yolkstation.com/mission-of-yolk-2/

https://techacute.com/solar-cow-to-provide-electricity-in-exchange-for-education/

https://assembly.malala.org/stories/sen-chang-yolk

https://time.com/collection/best-inventions-2019/5733126/yolk-solar-cow/

https://www.korea.net/NewsFocus/Sci-Tech/view?articleId=198886 

เรื่อง: โสภณ ศุภมั่งมี