5 คำถามที่ต้องตอบ หากไม่อยากให้เงินขาดมือในวัยเกษียณ

Money, Life, Balance
5 Mar 2019
เรื่องโดย:

ดวงกมล จันทร์เนตร์, พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

ในชีวิตนี้มีคำถามที่คุณต้องตอบตัวเองให้ได้อยู่มากมายหลายข้อ และหนึ่งในนั้นคือคำถามว่าคุณเตรียมเงินไว้สำหรับวัยเกษียณหรือยัง หลายคนอาจต้องอ่านซ้ำและถามกลับว่า วัยเกษียณคืออะไร? จะรีบเกษียณไปไหน? บางคนอาจบอกว่า ไม่ได้ทำงานราชการนะจะได้มีเกษียณอายุ

     ตื่นได้แล้ว!! บริษัทไม่จ้างคุณไปตลอดชีวิตหรอกนะ ในวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เมื่อตื่นขึ้นมาคุณจะพบว่า ไม่ต้องลุกไปทำงานอีกแล้ว อาจจะเป็นข่าวดี แต่ข่าวร้ายที่ตามมาคือสิ้นเดือนนี้ไม่มีเงินเดือนโอนเข้าบัญชีคุณอีกต่อไป ยิ่งคุณตั้งสติแล้วตอบคำถามต่อไปนี้ได้เร็วแค่ไหน คุณก็จะมีชีวิตบั้นปลายที่เป็นสุขมากเท่านั้น

 

1. คุณจะมีชีวิตอยู่ถึงเมื่อไหร่?

     หลายคนคงคิดในใจว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไร ใช่ ไม่มีใครรู้หรือกำหนดได้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปวันไหน แต่จากสารประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล เดือนมกราคม ปี 2562 อายุขัยของคนไทยเพศชายอยู่ที่ 77 ปี และผู้หญิง 83 ปี นั่นหมายความว่า หากเกษียณที่อายุ 60 ปี คนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตต่อไปอีกเฉลี่ยราว 20 ปีโดยที่ไม่มีรายได้ประจำ

     ยิ่งถ้าหากคุณอยากเกษียณเร็วหรือเลิกทำงานแต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ มีเงินไว้สำหรับจับจ่ายใช้สอยได้อย่างที่คุณเป็นในปัจจุบันนี้ หรือหากคุณมีเหตุฉุกเฉินต้องเกษียณเร็วกว่ากำหนดเพราะปัญหาสุขภาพ เท่ากับว่าคุณจะมีชีวิตหลังเกษียณยาวนานกว่าที่คุณคิด ก็ต้องยิ่งต้องมีเงินออมมากกว่าคนอื่น

 

2. เริ่มเก็บเท่าไหร่และเมื่อไหร่?

     เริ่มเก็บให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าคุณเก็บตั้งแต่เริ่มทำงานช่วงอายุ 20–39 ปี เท่ากับว่าคุณมีเวลาเก็บเงินนานถึง 40 ปี ถึงแม้ว่าคุณจะมีรายได้ไม่มากนัก แต่ในทำนองเดียวกัน คุณก็อาจจะยังไม่มีภาระมากนักเช่นกัน ดังนั้น การเก็บเงิน 10–15% ของรายได้ที่คุณมีก็ไม่ถือว่าหนักหนาจนเกินไป และคุณสามารถเก็บเงินเท่านี้ไปได้ตลอดระยะเวลาทำงาน ถ้าคุณอายุ 40–49 ปี แน่นอนว่าระยะเวลาในการเก็บเงินน้อยลง แต่ด้วยรายได้ที่มากขึ้น การเก็บเงิน 20%–25% เพื่อวัยเกษียณน่าจะเป็นตัวเลขที่พอรับได้ ถ้าคุณอายุ 50–54 ปี และไม่เคยเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณเลย คุณต้องตัดใจเก็บเงินครึ่งหนึ่งของรายได้ หรือ 45%–50% เพื่อคุณจะได้มีเงินไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ ถ้าคุณอายุ 55–59 ปี แปลว่ามีเวลาเก็บเงินเพียง 1-5 ปีเท่านั้นเรียกได้ว่า แทบไม่ทันการณ์ด้วยซ้ำ การเก็บ 80–85% ของรายได้หลายคนอาจบอกว่าแทบเป็นไปไม่ได้ แต่คุณอาจต้องกัดฟันทนสักนิดเพื่ออย่างน้อยจะได้มีเงินไว้ใช้ยามเกษียณ

 

3. เงินออมในวัยเกษียณควรมีเท่าไหร่?

     สูตรค่าใช้จ่ายวัยเกษียณอ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือ 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน (เท่ากับค่าใช้จ่าย 1 ปี) x ประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ = จำนวนเงินออมที่คุณต้องมีในวันเกษียณ

     สมมติที่ค่าใช้จ่ายต่อเดือนปัจจุบันอยู่ที่ 30,000 บาท เงินออมคิดจาก 70% x 30,000 x 12 x 20 = 5,040,000 บาท ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการคิดอัตราเงินเฟ้อที่จะทำให้มูลค่าเงินลดลงไปอีก แต่เป็นเพียงการประเมินคร่าวๆ เท่านั้น

 

4. อยากใช้ชีวิตแบบไหน?

     ไลฟ์สไตล์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดวิธีออมเงินและจำนวนเงินออมเพื่อวัยเกษียณ หากคุณบอกว่า ก็ขอแค่ชีวิตที่ไม่ต่างจากตอนนี้ นั่นหมายความว่า คุณอยากเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง กินอาหารดีๆ สัปดาห์ละ 2-3 วัน มีเงินพาแมวน้อยไปหาหมอ มีทริปต่างจังหวัดกับเพื่อนเดือนละครั้งหรือเปล่า แน่นอนว่าคุณสามารถมีชีวิตแบบนั้นได้ แต่อย่าลืมว่าเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายอ่อนแอลง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมาคือค่ารักษาพยาบาล ซึ่งการผ่าตัดหนึ่งครั้งนั้นแพงกว่าทริปเดินทางต่างประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าคุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน อย่าลืมเพิ่มเงินสำหรับดูแลสุขภาพตัวเองเข้าไปด้วย

 

5. รายได้หลังเกษียณมาจากไหนได้บ้าง?

     คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า หากไม่มีรายได้ประจำ คุณจะมีเงินใช้จากช่องทางไหนบ้าง ในวัยเกษียณ แม้จะไม่มีเงินเดือน แต่เราก็สามารถมีรายได้ประจำได้หากเราเริ่มออมหรือลงทุนตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็น พลังดอกเบี้ยทบต้นจากเงินออมซึ่งเป็นเงินสดก้อนใหญ่ในธนาคาร เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือเงินออมจากการทำประกันชีวิต ซึ่งจะทำให้มีเงินไว้ใช้ยามเกษียณ นอกจากนั้น ในกรณีที่ร่างกายคุณแข็งแรงดีอาจต้องมองหาอาชีพที่เหมาะแก่ตัวเราเองเป็นการสร้างรายได้เพิ่ม

 


5 ปัจจัยที่ทำให้คนทำงาน Gen Z อยากเปลี่ยนงาน

     บริษัท จ๊อบไทย (JobThai) ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์เงินเดือนเกี่ยวกับสถานการณ์การทำงานในปัจจุบันทั่วประเทศกว่า 1,800 คน พบว่ามีกลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนงานคิดเป็น 59.26% โดยปัจจัยที่ทำให้ อยากเปลี่ยนงานในระยะเวลาอันใกล้นี้ ได้แก่

     1. ไม่พึงพอใจเรื่องเงินเดือน คิดเป็น 66.67%

     2. ไม่พึงพอใจเรื่องสวัสดิการ คิดเป็น 56.06%

     3. ไม่มีความก้าวหน้าในสายงาน คิดเป็น 53.03%

     4. ไม่พึงพอใจเรื่องโบนัส คิดเป็น 39.39%

     5. ไม่พึงพอใจเรื่องวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมขององค์กร คิดเป็น 24.24%

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ดวงกมล จันทร์เนตร์

คอนเทนต์ครีเอเตอร์อิสระ ผู้สนใจเรื่องการเงิน ชีวิต และการงานที่สมดุล ส่วนงานรองคือเขียนแนะนำไลฟ์สไตล์ด้วยสำนวนสดใหม่ มีแฟนๆ เฝ้าติดตามเธออยู่ไม่น้อย
เรื่องโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์