เมื่อ ‘การเงิน’ กลายเป็นสาเหตุ ‘ความเครียด’ ที่แท้จริงของคนวัยทำงาน

Money, Life, Balance
22 Jan 2020
เรื่องโดย:

โอมศิริ วีระกุล

ระยะหลังผมได้ยินเสียงความกังวลเรื่องการงานกับการเงินอย่างหนาหูมาก หลังจากเริ่มมีการนำเสนอข่าวการปิดโรงงาน ปลดพนักงานออก จนหลายคนรอบตัวก็เริ่มหวั่นๆ ว่า มันใกล้จะถึงคิวพวกเขาแล้วหรือยัง แต่หากจะลองมองโลกในแง่ดี การมีความตื่นตัวต่อสถานการณ์เหล่านี้ย่อมทำให้เกิดการเตรียมตัวในหลายๆ ของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการเงิน

        จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่คนทำงานในประเทศไทยเท่านั้นที่เริ่มมีความกังวล เพราะในต่างประเทศโดยเฉพาะคนทำงานในโซนอเมริกาและออสเตรเลียก็กังวลใจเรื่องสถานะการทำงานกับเศรษฐกิจไม่แพ้กัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับความกังวลที่เกิดขึ้นในสังคมไทย 

        จากข้อมูลของ MetLife เว็บไซต์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสำรวจเทรนด์ ได้มีการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างคนทำงานจำนวน 1,016 คน ซึ่งเป็นทั้งพนักงานแบบ Full Time และ Part Time ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ว่ามีความคิดและความรู้สึกอย่างไรต่อการทำงานในปัจจุบัน 

        หลังจากสำรวจมาแล้วพบว่าสภาวะที่พนักงานส่วนใหญ่กำลังเผชิญมากเป็นอันดับ 1 นั่นคือ ‘ความเครียดในการทำงาน’ ซึ่งความเครียดที่ว่านี้มีสาเหตุมาจากการมีปัญหาทางการเงินส่วนตัว ที่พนักงานเกิดความกังวลและส่งผลต่อหน้าที่การงาน สุขภาพ และอาจจะกระทบไปสู่ความสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงานและครอบครัวได้

 

        เมื่อการเงินมีปัญหา การงานไม่เดินหน้า การวางเป้าหมายต่อการเกษียณก็แทบไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะเมื่อเจาะข้อมูลลงไปถึงปัญหาทางการเงินของพนักงาน จึงพบเหตุผลของความกังวลทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่ 

        1. กลัวการตกงานจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

        2. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

        3. กลัวไม่มีเงินเพื่อชีวิตในวัยเกษียณ

        4. กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสุขภาพในวัยเกษียณ

        5. กังวลการดูแลด้านสวัสดิการของภาครัฐ

        จากสาเหตุทั้ง 5 ข้อที่ได้นำเสนอมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาพื้นฐานทั้งปัจจัยภายนอกอย่างสภาพเศรษฐกิจ และมาตรการในการดูแลของภาครัฐที่ยังไม่สามารถทำให้คนทำงานไว้เนื้อเชื่อใจได้ อีกส่วนหนึ่งคือความรู้ด้านการเงิน ที่ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญต่อชีวิตที่คนทำงานทุกคนควรมี

        คำถามสำคัญคือ เราจะเตรียมตัวเพื่อรองรับความกังวลใจต่อปัญหาเหล่านี้อย่างไร? 

        เราอาจต้องกลับไปตั้งสติและค่อยๆ แก้ไขไปทีละข้อ เริ่มจากความไม่แน่ใจในความมั่นคงเรื่องหน้าที่การงานของตัวเอง ซึ่งการลดความกังวลต่อเรื่องนี้เริ่มต้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมทางการเงิน ด้วยการออมเงินจากรายได้ให้ได้อย่างน้อย 10-20% รวมถึงหารายได้เสริม เพื่อสะสมเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้อย่างน้อย 6-12 เดือน เช่น เรามีรายจ่าย 30,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น เราควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 180,000-360,000 บาท ไว้ใช้ในกรณีเจ็บป่วยหรือตกงานกะทันหัน 

        ถ้าสะสมเงินสำรองฉุกเฉินได้ครบแล้ว การออมส่วนที่เหลือก็สามารถนำไปลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้นั่นเอง

 

        ส่วนเรื่องค่าครองชีพกับรายได้ในวัยเกษียณนั้น เป็นจุดต่อเนื่องจากการมีเงินสำรองฉุกเฉินและการออมเงิน ที่ถือเป็นเกมระยะยาวที่ต้องอาศัยระเบียบวินัยอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมายก่อนว่า หลังเกษียณจากการทำงานในวัย 60 ปี เราอยากมีเงินใช้ต่อเดือนเท่าไหร่ เช่น ผมอยากรายได้ 50,000 ต่อเดือน (รวมเงินเฟ้อแล้ว) เท่ากับว่าจะต้องมีรายได้ 600,000 บาทต่อปี  และหลังจากเกษียณคิดว่าเราจะอยู่บนโลกนี้อีก 20 ปี นั่นคืออายุ 80 ปี

        ดังนั้น ก่อนเกษียณผมควรมีเงินสะสมไว้กินใช้ทั้งหมด 12 ล้าน บาท (600,000 x 20)

        แม้จำนวนเงินจะเยอะ แต่ถ้าใครตั้งใจ มีวินัยในการเก็บออม ลงทุนต่อเนื่องในแบบที่รับความเสี่ยงได้ รวมถึงรู้จักหารายได้เพิ่ม ผมเชื่อว่าทำได้แน่นอน และจะดีเป็นอย่างมากหากเริ่มตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย เพราะปัจจัยสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาในการสะสมนั่นเอง

        ส่วนความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในวัยเกษียณ ก็สามารถออกแบบชีวิตได้ด้วยการลงทุนในประกันสุขภาพ โดยต้องดูวัตถุประสงค์ของรายการที่คุ้มครองและเบี้ยประกันที่เราสามารถบริหารจัดการได้ต่อปีอย่างไม่ติดขัด แค่นี้ก็สามารถลดความกังวลได้พอสมควร เพราะยิ่งอายุเยอะและไม่มีประกันคุ้มครองด้านสุขภาพใดๆ เลย ก็เป็นความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่เราอาจจะสูญเสียเงินเก็บทั้งหมดมาจ่ายเพื่อรักษาโรคร้ายอย่างน่าเสียดาย เพราะอย่าลืมว่าเงินเก็บเหล่านั้นก็คือเงินสำหรับเกษียณอายุของเราด้วย

        เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจบีบบังคับให้เรารู้สึกกังวลต่อหน้าที่การงานและรายได้ที่มีอยู่ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่ดีมากนัก ก็ให้ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เริ่มเก็บออมอย่างมีวินัย มีเงินสำรองฉุกเฉิน ศึกษาด้านการลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ และพร้อมชนความเสี่ยงกับโรคร้ายด้วยการลงทุนประกันไว้บ้างก็ไม่เสียหาย ที่สำคัญกว่านั้นคือการหมั่นดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ด้วยการออกกำลังกายบ้าง เพราะถ้ากายใจไม่แข็งแรง ก็ไม่มีจุดเริ่มต้นในการลุกขึ้นมาทำตามแผนชีวิตที่เขียนไว้ทั้งหมด

        ขอให้ทุกคนรับผิดชอบกับงานที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด

        และใส่ใจเรื่องการเงินไปพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงครับ

 


อ้างอิง: www.metlife.com.au/employee-benefit-trends-study-2019/key-findings

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โอมศิริ วีระกุล

ผู้เขียนหนังสือ สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก, เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน

 

ภาพโดย

ฟ้าใส ผลผลาหาร

adB JUNIOR—แว่นอ้วนผู้รักสันโดษ ชอบทำงานจนลืมกลับบ้านไปกอดแมวบ่อยๆ ทำให้ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำงานเอาเงินไปเปย์แมวหรือเราทำงานจนลืมแมวกันแน่