ทำไมบัตรเครดิตถึงใช้ง่ายแต่ทำให้เราเป็นหนี้น้าน… นาน

Money, Life, Balance
23 Jun 2020
เรื่องโดย:

โอมศิริ วีระกุล

ถึงแม้สถานการณ์โควิด-19 จะเริ่มคลี่คลาย แต่เชื่อว่าช่วงนี้หลายบริษัทก็ยังเลือกใช้มาตรการเวิร์กฟรอมโฮมกันอยู่ อาจเพราะเพิ่งค้นพบว่าการทำงานที่บ้านมีประสิทธิภาพไม่ต่างจากการมาทำงานที่บริษัท รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกสอง 

        จริงอยู่ที่การอยู่บ้านช่วยให้เราประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานได้ค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องแลกมาก็คือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเรื่องของการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่เราชื่นชอบจากร้านเจ้าประจำ ที่ต่างทยอยปิดชั่วคราว หรือไม่ก็ปรับการให้บริการที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ขณะนี้ด้วยบริการแบบเดลิเวอรีนั่นเอง รวมถึงไอเทมใหม่ๆ และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้บ้านของเราน่าอยู่มากขึ้น 

        ซึ่งทำได้ง่ายๆ ด้วยการผูกบัญชีบัตรเครดิตของเราไว้ เพียงแค่นี้เราอยากจะสั่งอะไรก็ได้เท่าที่ใจอยาก ภายใต้เครดิตที่เรามี ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่การรักษาสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายที่อาจจะเสียศูนย์เพราะการขาดความยับยั้งชั่งใจในการจับจ่ายผ่านบัตรเครดิตนี่แหละ 

        เพราะอำนาจของบัตรเครดิตคือการอนุญาตให้เรานำเงินจากอนาคตมาใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกในปัจจุบันให้ตอบรับความต้องการของเราได้แบบปัจจุบันทันด่วน 

        อีกมุมหนึ่งที่ทำให้เราสนิทสนมกับบัตรเครดิตจนหยิบนำมาใช้บ่อยแบบไม่รู้ตัวก็คือ รูปแบบลักษณะการจ่ายเงินแบบล่องหนผ่านการเซ็นชื่อ หรือแค่กรอกรหัสลงไป ทำให้เราไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเหมือนตอนได้จับเงินประเภทเหรียญหรือธนบัตรแบบเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ

        แดน อรายลี (Dan Ariely) นักเขียนและศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้ขยายความลักษณะและกระบวนการการใช้เงินที่แตกต่างจากการใช้บัตรเครดิตไว้ว่า การใช้บัตรเครดิตเป็นเรื่องง่ายกว่าการหยิบเงินจากกระเป๋าตังค์มาก 

        เพราะการใช้บัตรเครดิตในการชำระสินค้าได้ซ่อนกระบวนการที่ทำให้เกิดการคิดและตรวจสอบความรู้สึกของเรา เช่น การหยิบเงิน นับเงิน รวมถึงรอเงินทอน ที่จะเกิดขึ้นเป็นปกติเมื่อเราใช้เงินสด และทำให้เราได้ทบทวนถึงเรื่องความคุ้มค่าต่อการสูญเสียนั่นเอง 

        เพราะอำนาจของบัตรเครดิตสร้างประโยชน์ระหว่างทางให้ผู้ใช้อยู่เสมอแบบที่เงินสดไม่สามารถสร้างได้ เช่น การสะสมระยะไมล์ การสะสมแต้มเพื่อแลกของ และอื่นๆ อีกมากมาย 

        อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรเครดิตซื้อของมากหรือน้อยไม่ใช่ปัญหาเลย หากปลายเดือนเมื่อมีสลิปยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตส่งมาแล้วเรายังสามารถชำระได้เต็มวงเงินตามที่กำหนด อันหมายความว่าเราได้ชำระหนี้สินตามจำนวนอย่างครบถ้วน แต่ถ้าเราเกิดทะลึ่งไปจ่ายยอดชำระขั้นต่ำ ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนที่หลายคนไม่รู้หรือมีวงเงินไม่เพียงพอต่อการชำระนั้น เราอยากบอกให้รู้ว่า มูลค่าที่เราจะต้องจ่ายเพิ่มต่อการจ่ายขั้นต่ำนั้นมีกระบวนการอย่างไรบ้าง 

        สมมติว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายน เราสั่งซื้อของชิ้นหนึ่งด้วยการรูดบัตรเครดิตไปเป็นจำนวน 10,000 บาท ซึ่งทางธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตได้มีการแจ้งรายการยอดชำระทั้งหมดเมื่อวันที่ 25 เมษายน และกำหนดให้ชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป โดยมีการคิดดอกเบี้ยกับค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 18% ต่อปี ต่อมาในวันที่ 5 ของเดือนพฤษภาคม เราได้ชำระขั้นต่ำคือ 1,000 บาท จากวงเงินเต็มที่ต้องชำระ 10,000 บาท นั่นเท่ากับว่าเราได้เข้าวงจรดอกเบี้ยบัตรเครดิตเข้าให้แล้ว ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกคิดทบในรอบบิลถัดมาคือวันที่ 25 เมษายน ดังนี้ 

        ยอดทั้งหมด (10,000) x ดอกเบี้ย (18%) x วันสรุปยอดค่าใช้จ่าย (25 วัน) / 365 วัน = 125 บาท  (1-25 เมษายน)

        ยอดคงค้าง (9,000) x ดอกเบี้ย (18%) x วันสรุปยอดเดือนถัดมา (21 วัน) / 365 วัน = 93.2 บาท (5-25 พฤษภาคม)

        ดังนั้น ยอดเงินที่เราจะถูกเรียกเก็บคือ 9,000 + 125 + 93.2 = 9,218.2 บาท

        แต่เดี๋ยวก่อน ทุกอย่างยังไม่จบแค่นั้น! เพราะยอด 9,218.2 บาท คือยอดของวันที่ 25 พฤษภาคมที่ทางบัตรเครดิตแจ้งเข้ามา แต่กว่าเราจะไปชำระก็ปาไปวันที่ 5 ของเดือนถัดไป นั่นคือเดือนมิถุนายน นั่นหมายความว่าเราจะเจอค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมระหว่างทางอีก 10 วัน คิดเป็น 9,000 x 18% x 10 / 365 วัน = 44.3 บาท 

        สรุปว่าเราต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากการที่เราจ่ายขั้นต่ำเอาไว้ถึง 262.50 บาท รวมกับยอดคงค้างอีก 9,000 บาทด้วย จะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกชำระค่าบัตรเครดิตขั้นต่ำ เราจะถูกคำนวณดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมมาเสมอ และหากยิ่งทบไปเรื่อยๆ จากขั้นต่ำก้อนเล็กๆ ก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนอาจกลายเป็นหนี้สินโดยใช่เหตุ

        อย่างไรก็ตาม บัตรเครดิตก็มีข้อดีอยู่มากมายหากเราบริหารจัดการเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหมุนเวียนรายได้ การสร้างสภาพคล่องจากเครดิตเพื่อใช้ดำเนินชีวิตและธุรกิจอื่นๆ

        สุดท้ายแล้วในระหว่างที่เรายังคงนั่งทำงานอยู่ที่บ้านเช่นนี้ เราก็อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพกายและใจ รวมถึงเครดิตการเงินให้ดีด้วยนะครับ

 

 


อ้างอิง: Dollar and Sense

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โอมศิริ วีระกุล

ผู้เขียนหนังสือ สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก, เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน

 

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist