เมื่อเวลาคือต้นทุน การอยู่กับหัวหน้าที่เก่งและดี จึงเป็นกำไรที่สำคัญต่อคนทำงาน

Money, Life, Balance
26 Nov 2019
เรื่องโดย:

โอมศิริ วีระกุล

ระยะหลังมานี้ผู้ร่วมงานที่เป็นเด็กจบใหม่หลายๆ คนต่างทยอยกันลาออกไปหางานตามบริษัทใหม่ บางส่วนให้เหตุผลว่าเพราะเพื่อนสนิทในที่ทำงานเดียวกันลาออก

        เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นเรื่องธรรมดาในก้าวแรกของการปรับตัวและเรียนรู้วิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือน เมื่อมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ผมก็เคยเป็นเช่นนั้น เมื่อเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันกันลาออกไป ในวันที่เริ่มเดือนใหม่ ใจมันแป้วตอนเดินเข้าออฟฟิศ เพราะไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาปัญหาหรือแลกเปลี่ยนเรื่องสนุกๆ กับใครดี

        โลกของการทำงานแตกต่างจากโลกของห้องเรียน ไม่มีเพื่อนร่วมงานที่จะอยู่กับเราจนได้เลื่อนชั้นเรียนและจบการศึกษาไปด้วยกันอีกแล้ว เพราะชีวิตมาถึงจุดที่บังคับให้เราเป็นผู้เลือกทางเดินตามความสามารถที่มีและโอกาสที่ได้รับ และเราไม่สามารถลอกการบ้านเพื่อนหรือไหว้วานให้ใครช่วยทำการบ้าน เพื่อจะทำให้ดูเหมือนว่าเรามีความสามารถเท่าๆ กันได้อีกแล้ว

        แน่นอนว่าสิ่งที่ทำได้คือการตั้งสติและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเอาอย่างไรต่อไปกับชีวิตการทำงานในบริษัทแห่งนี้ โดยอาจเริ่มเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย เหตุผลของการอยู่ต่อในที่ทำงานเดิมคืออะไร ถ้าข้อดีมีมากกว่าก็ยังสมควรอยู่ต่อไป แต่ถ้าข้อเสียหรือข้อที่เราไม่ต้องการมีสูงเกินกว่าจะรับได้ แถมที่อยู่มาได้ก็เป็นเพราะเพื่อนแทบทั้งนั้น แนะนำว่าให้ลองหาที่ทำงานใหม่ดีกว่า

 

        สิ่งที่ผมพบจากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาและอยากจะนำมาแชร์ต่อก็คือ เราควรวางเป้าหมายให้ชัดเจน และอย่าเพิ่งคาดหวังกับเงินเดือน แต่จงคาดหวังกับหัวหน้าที่เราต้องทำงานร่วมกับเขา นี่คือประเด็นสำคัญ

        สำหรับคนที่มีเป้าหมายแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่ามันคือเป้าหมายจริงๆ เพราะศาสตราจารย์ จอห์นมาร์แชล รีฟ (Johnmarshall Reeve) ผู้เขียนหนังสือ Understanding Motivation and Emotion ได้กล่าวไว้ว่า ‘การบอกคนที่ทำงานว่าทำให้ดีที่สุดนั้นอาจฟังดูเหมือนเป็นการตั้งเป้าหมาย แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นเพียงคำพูดกว้างๆ เท่านั้น ไม่ได้มีความชัดเจนว่าคนที่ต้องทำงานจะต้องทำอะไรบ้าง’

        คำพูดกว้างๆ จะกลายเป็นเป้าหมายที่แน่ชัดได้ เราจะต้องปรับเปลี่ยนให้ประโยคนั้นมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อช่วยลดความคลุมเครือที่อยู่ในความคิด และลดการแปรปรวนของผลงานที่ออกมา เช่น ฉันตั้งเป้าหมายว่าจะทำงานให้ดีโดยการปิดยอดขายของลูกค้าให้ได้ 4 รายต่อเดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน หรือฉันตั้งใจว่าจะเป็นนักเขียนมืออาชีพที่ขยันเขียนบทความทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งปี เป็นต้น

        การวางเป้าหมายให้ชัดนั้นแม้จะใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะบางคนก็ยังบอกว่า ‘พี่ครับ ผมยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วตัวเองอยากทำอะไร’ ซึ่งเงื่อนไขนี้เราไม่ว่ากัน ไม่มีใครตอบได้แน่นอน และผมเองก็เคยเป็นมาก่อน

        ดังนั้น การได้ทดลองทำในสิ่งที่เรายังตั้งคำถามว่ามันใช่งานที่เราต้องทำในระยะยาวหรือไม่ ก็คือการใช้เวลาทุ่มเทไปกับมัน และอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรโฟกัสก็คือการพยายามเรียนรู้อย่างตั้งใจจากหัวหน้าผู้มีประสบการณ์มาก่อน นี่คือกำไรแรกที่เราควรตระหนักจากการทำงาน

        อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและความโชคดีด้วย เพราะใครที่เจอหัวหน้าขี้เกียจ เติบโตขึ้นมาด้วยระยะเวลามากกว่าผลงาน แถมยังหวงก้างความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา แนะนำว่าจงเดินออกมาแล้วมองหาที่ทำงานใหม่เถิด เพราะอยู่ไปก็เสียต้นทุนเวลาและพลังกายพลังใจโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไร

        ในทางตรงกันข้าม หากเจอหัวหน้าที่พร้อมจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่เรา จงน้อมรับด้วยความเต็มใจ และทุ่มเทพละกำลังให้สมกับการได้รับโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอดประสบการณ์คือการเรียนรู้ที่เป็นทางลัด (shortcut) อย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับการที่เราได้อ่านหนังสือจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

        แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือเราจะได้สัมผัสวิธีคิด และหากสงสัยในความสามารถของหัวหน้า เราจะสามารถหาคำตอบได้ทันที นี่คืออีกหนึ่งหนทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตัวเองในวันที่ต้องเติบโต ไม่ว่าจะทำงานที่เดิมหรือย้ายไปที่อื่นก็ตาม

        การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ด้วยการย้ายงานบ่อยๆ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำได้ แต่สำหรับเด็กจบใหม่ ผมอยากแนะนำว่าไม่มีอะไรจะมีค่ามากกว่าองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้มาก่อนอีกแล้ว และฐานเงินเดือนที่แท้จริงในบางอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาในการทำงาน แต่อยู่ที่ผลงานและความเชี่ยวชาญในด้านลึกและการรอบรู้ในด้านกว้าง

        โลกของการทำงานเพิ่งเริ่มต้น ยังมีวิชาอีกมากมายรอให้เราขวนขวายและเก็บเกี่ยวเพื่อให้นำไปทดลอง เมื่อเกิดความล้มเหลว ขอให้นำบทเรียนเหล่านั้นมาทบทวนและต่อยอดจนเกิดความสำเร็จในโอกาสต่อไป

        สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ผมยังคงเรียนรู้ และยังต้องเผชิญต่อไปไม่มีหยุด จนกว่าเราจะเป็นฝ่ายเลือกหยุดเอง

 

        เพื่อนร่วมงานมีความสำคัญ… แต่อย่ายึดติด

        หัวหน้างานมีความสำคัญ… แต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่คิดก็ให้เดินออกมา

        เป้าหมายหน้าที่การงานสำคัญยิ่งกว่า… จงอย่าละเลย

 

        ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ คำนี้เพิ่งมากระจ่างใจในวันที่ทำงานรับเงินเดือน ดังนั้น อย่าโยนปัจจัยหลักในชีวิตไปฝากไว้ที่สิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เพราะไม่มีใครสามารถดูแลและรักษาเป้าหมายรวมทั้งความสุขในการทำงานได้ดีเท่ากับตัวเราเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โอมศิริ วีระกุล

ผู้เขียนหนังสือ สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก, เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน

 

ภาพโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์