ซื้อบ้าน 1 หลังด้วยการจ่ายเป็นคลิปหนีบกระดาษสีแดงของ ไคล์ แมคโดนัลด์

Money, Life, Balance
22 Oct 2019
เรื่องโดย:

โอมศิริ วีระกุล

ก่อนที่โลกของเราจะมีเงินตราเป็นสื่อกลางในการรับซื้อขายสิ่งของไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อสังหาฯ หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ มนุษย์ในอดีตต่างนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น ซึ่งขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความพึงพอใจที่ต่างคนต่างจำเป็นต้องใช้ในแต่ละสถานการณ์

        หากถามว่าแล้วยุคนี้จะมีใครดำเนินวิธีเหมือนในอดีตกาลเป็นร้อยเป็นพันปีเหมือนแต่ก่อนไหม หลายคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีหรอก เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันต้องเดินทางผ่านตัวกลางอย่างเงินสิ ใช่ครับผมก็คิดแบบนั้น โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่สำคัญๆ อย่างที่ดินหรือบ้าน

        ทว่าชายหนุ่มจากแคนาดาที่ชื่อ ไคล์ แมคโดนัลด์ กลับทำให้ผมอึ้งและทึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ เพราะเขามีบ้านเป็นของตัวเองโดยไม่ได้ลงทุนสักบาทเดียว นี่คือเหตุผลที่ทำให้อึ้ง ส่วนเหตุผลที่ทำให้ทึ่งคือการได้บ้านมานั้นมีจุดเริ่มต้นจากคลิปหนีบกระดาษสีแดงธรรมดาๆ เพียงตัวเดียว 

        ไคล์ แมคโดนัลด์ เป็นชายหนุ่มที่ดูภายนอกก็แสนจะธรรมดาที่มีความฝันอยากมีบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง แต่การมีบ้านสักหลังมันจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ด้วยประสบการณ์ในวัยเด็กที่เคยอ่านหนังสืออย่าง Bigger Better ที่ว่าด้วยการแลกของจากเล็กไปใหญ่และมีมูลค่าที่มากขึ้นๆ ทำให้ไคล์สนใจและตัดสินใจทดลองเลยทันทีในช่วงกลางปี ค.ศ. 2005

        ของสิ่งแรกที่ไคล์คิดว่าควรจะเริ่มเอามาแลกเปลี่ยนตามแนวคิดของ Bigger Better คือคลิปหนีบกระดาษสีแดงธรรมดาๆ 1 ตัว แต่การนำคลิปหนีบกระดาษสีแดงไปแลกกับคนแปลกหน้าโดยตรงก็ดูเหมือนจะไร้ความน่าสนใจไปหน่อย ไคล์จึงตัดสินใจเปิดบล็อกของตัวเองและโพสต์คลิปหนีบกระดาษสีแดงตัวนี้พร้อมกับแนวคิดของเขาลงไป

         ครั้งที่1: ในช่วงนั้นคอนเทนต์ในโลกอินเตทอร์เน็ตไม่ได้เฟ้อเท่าปัจจุบัน การที่มีชายคนหนึ่งทำโปรเจ็กต์อันแสนพิศดารขึ้นมาเพียงไม่นานก็ได้รับความสนใจและผลตอบรับค่อนข้างรวดเร็ว มีหญิงสาวคนหนึ่งติดต่อไคล์มาว่าสนใจอยากแลกคลิปหนีบกระดาษสีแดงของเขากับปากการูปปลาของเธอ การแลกเปลี่ยนครั้งแรกจึงเกิดขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม 2005

        ครั้งที่2: ในเดือนเดียวกันหลังจากนั้นไม่นานการแลกเปลี่ยนของไคล์ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อคุณป้าแอนนีสนใจอยากแลกเปลี่ยนปากการูปลาของไคล์ กับลูกบิดแกะสลักของเธอ ไคล์จึงตัดสินใจรับแลก

        ครั้งที่3: วันที่ 25 กรกฎาคม 2005 ไคล์ได้ไปออกแคมปิ้งกับณอน และไคล์ก็เสนอการแลกลูกบิดแกะสลักกับเตาปิกนิกพร้อมกับเชื้อเพลิง (Camping Stove) สุดท้าย ณอนตัดสินใจแลก เพราะกำลังต้องการลูกบิดมาต่อกับกาสำหรับกาแฟอยู่พอดี (Stovetop Expresso maker)

        ครั้งที่4: 2 เดือนต่อมาในวันที่ 25 กันยายน 2005 ไคล์เดินทางไปเเคลิฟอร์เนีย และไปเจอกับ จ่า เดวิด เจ. เป็นพลทหารอยู่ที่นั่น ซึ่งกำลังมองหาเตาปิกนิกอยู่พอดี จ่า เดวิด เจ. เลยเสนอแลกกับเครื่องปั่นไฟฟ้า ซึ่งสุดท้ายไคล์ก็ได้มา

        ครั้งที่5: วันที่ 16 พฤศจิกายน 2005 ไคล์เดินทางมาที่นิวยอร์กซิตี และได้เจอกับมาร์ติน หนุ่มวัยรุ่นที่อยากแลกเครื่องปั่นไฟฟ้าของไคล์ กับถังเบียร์และป้ายไฟ Budweisor ซึ่งเป็นยี่ห้อเบียร์ชื่อดังในอเมริกา ซึ่งของพวกนี้เหมาะสำหรับใช้จัดปาร์ตี้ในช่วงเทศกาลปลายปีพอดี แน่นอนว่าเมื่อไคล์มองเห็นประโยชน์ระหว่างของใช้กับช่วงเวลา เขาจึงแลกมาอีกเช่นเคย

        ครั้งที่6: วันที่ 8 ธันวาคม 2005 ช่วงใกล้งานเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ไคล์ได้เจอกับ มิเชล แบรตต์ พิธีกรและนักจัดรายการวิทยุที่มีชื่อเสียง ซึ่งอยากแลกของกับไคล์ ซึ่งของที่มิเชลจะแลกกับไคล์คือรถสกีหิมะ (Snow Mobile) สุดท้ายไคล์ก็ได้มา เพราะเขามองว่าอย่างน้อยน่าจะเอาไปเล่นที่แคนาดาบ้านเกิดได้ในช่วงฤดูหนาว

        ครั้งที่7: สัปดาห์เดียวกันไคล์ได้ไปออกรายการหนึ่งเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ของเขา จนมีชายคนหนึ่งได้โทรศัพท์มาหาไคล์ หลังจากรู้ว่าไคล์มีรถสกีหิมะ ซึ่งของที่จะแลกก็คือตั๋วเดินทางไปเทือกเขาร็อกกี้จำนวน 2 ที่นั่ง ไคล์จึงตกลงเพราะมีใครบ้างที่ไม่อยากเดินทางไปเทือกเขาร็อกกี้

        ครั้งที่8: วันที่ 7 มกราคม 2006 ไคล์กำลังจะเดินทางไปเทือกเขาร็อกกี้ แต่แล้วก็ไปเจอชายคนหนึ่งที่อยากไปเทือกเขาร็อกกี้เหมือนกัน แต่เขาไม่มีตั๋ว มีแต่รถตู้หนึ่งคัน แน่นอนครับ ชายคนนั้นได้แลกรถตู้กับตั๋วเดินทางไปเทือกเขาร็อกกี้ของไคล์

        ครั้งที่9: เมื่อความเชื่อของไคล์ใหญ่ขึ้น ความฝันของไคล์ก็โตขึ้นเช่นกัน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2006 ไคล์มีความฝันอยากเป็นศิลปิน เขาเลยเสนอแลกรถตู้กับการทำสัญญาค่ายเพลงค่ายหนึ่งในแคนาดา เพราะอย่างน้อยรถตู้ของไคล์ก็ทำให้บริษัทพาศิลปินออกทัวร์ได้ ส่งผลให้ไคล์ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงเป็นเวลา 1 ปี ด้วยกัน

        ครั้งที่10: วันที่ 11 เมษายน 2006 สัญญาการเป็นศิลปินของไคล์ถูกแลกกับ จูดี เมอรี แกลน นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน กับที่พักในเมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ปี

        ครั้งที่11: วันที่ 26 เมษายน 2006 สัญญาที่พักอาศัย 1 ปี ถูกแลกกับการที่ไคล์จะมีประสบการณ์ขึ้นคอนเสิร์ตคู่กับ อลิซ คูเปอร์ ร็อกเกอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ซึ่งไคล์เองก็ไม่ลังเลที่จะแลกกับการมีประสบการณ์ร่วมกับร็อกเกอร์ชื่อก้อง และแน่นอนว่าเมื่อมีแฟนเพลงของ อลิซ คูเปอร์ ได้ข่าวนี้การแลกเปลี่ยนครั้งที่ 12 จึงเกิดขึ้น

 

ไคล์ แมคโดนัลด์
ไคล์ กับ อลิซ คูเปอร์

 

        ครั้งที่12: วันที่ 26 พฤษภาคม 2006 มีแฟนตัวยงของ อลิซ คูเปอร์ มาขอแลกเวลาในการอยู่กับ อลิซ คูเปอร์ กับลูกโลกหิมะเล็ก ๆ 1 ใบ ซึ่งนี่เป็นดีลที่ย่ำแย่ที่สุดสำหรับไคล์ แต่สุดท้ายไคล์ก็ยอมแลกไปอย่างน่างุนงง

        ครั้งที่13: วันที่ 2 มิถุนายน 2006 มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาหาไคล์ จาก คอร์บิน เบินเซน เพื่อติดต่อให้ไคล์มาลงเสียงในภาพยนตร์ ไคล์มองว่าน่าสนใจ แต่ที่สนใจกว่าคือเขาไม่รู้ว่า คอร์บิน เบินเซน เป็นใคร ไคล์เลยเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและพบว่าเขาเป็นที่รู้จักในวงการ และเป็นนักสะสม Snow Globe กว่า 6,500 ชิ้น! เมื่อเป็นเช่นนี้ ไคล์จึงเสนอแลกลูกโลกกับบทแสดงหนังไปนั่นเอง

        ครั้งที่ 14: วันที่ 5 กรกฎาคม 2006 การแลกเปลี่ยนครั้งสุดท้ายก็เกิดขึ้น เมื่อสิทธิ์การแสดงหนังถูกไคล์นำไปแลกเปลี่ยนกับบ้าน 2 ชั้น ที่แคนาดา ซึ่งมีราคาถึง 50,000 ดอลลาร์ฯ เลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นความใฝ่ฝันของเขาที่เกิดขึ้นเบ็ดเสร็จโดยใช้เวลาไปเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นจากคลิปหนีบกระดาษสีแดงมาสู่บ้านหลังแรกของเขาที่หามาได้ด้วยตัวเอง  

        เรื่องราวของไคล์กลายเป็นปรากฏการณ์ในปีนั้น เขาได้รับเชิญออกสื่อรวมถึงการออกอีเวนต์ไปแชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญ เขาได้นำเนื้อหาจากบล็อกของเขาที่เขียนบันทึกเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบมารวมเป็นหนังสือที่ชื่อว่า One Red Paperclip นั่นเอง

 

ไคล์ แมคโดนัลด์

 

        นอกจากนั้นยังไม่พอ ในปี ค.ศ. 2007 เรื่องราวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของไคล์ยังได้รับการสร้างอนุสาวรีย์คลิปหนีบกระดาษสีแดงเอาไว้ที่สวนสาธารณะเบลปาร์ก ซึ่งอยู่ใกล้กับย่านบ้านหลังแรกของไคล์ด้วยเช่นกัน และยังนับว่าเป็นอนุสาวรีย์คลิปหนีบกระดาษที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

 

ไคล์ แมคโดนัลด์

 

        หากถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ให้แง่คิดอะไรกับคุณผู้อ่านบ้าง สำหรับผมไม่ว่าจะใช้กรอบไหนมาวาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การตลาด กลยุทธ์ การเจรจา ความกล้า ความบ้า ผมเชื่อว่าทุกคนคงสัมผัสได้ทุกมุมอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปอย่างไรเท่านั้นเอง อย่างน้อยสิ่งที่ ไคล์ แมคโดนัลด์ ทำก็ตอกย้ำต่อสิ่งที่หลายคนลืมบอกกับตัวเองไปว่า ไม่มีสิ่งไหนที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจกับเป้าหมายของเราครับ

 


อ้างอิง: 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โอมศิริ วีระกุล

ผู้เขียนหนังสือ สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก, เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน

 

ภาพโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์