“ขอบคุณที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก” แคมเปญรณรงค์ที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันบนโลกได้อย่างอิ่มใจ

Money, Life, Balance
25 Jun 2019
เรื่องโดย:

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม, โอมศิริ วีระกุล

สวัสดีผู้อ่านทุกคนครับ บังเอิญผมไปเห็นงาน Print Ad ตัวหนึ่งเกี่ยวกับการรณรงค์ทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง หากเราทะลึ่งไปทิ้งผิดที่ผิดทาง เช่น ตามป่าเขาลำเนาไพรหรือผืนทรายตามท้องทะเล ขยะจากการบริโภคของเราจะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยเฉพาะขยะประเภทพลาสติก โฟม เป็นต้น

     งานโฆษณาชิ้นนี้จึงออกแบบและเล่าเรื่องให้เราเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรานำขยะไปทิ้ง เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดและย่อยขยะตามระบบได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที แต่หากเราไม่สนใจหรือทิ้งขยะให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ กว่ามันจะย่อยสลายไปเองได้นั้น ต้องใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปีเลยทีเดียว

 

ขอบคุณที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก

 

     สารภาพว่าตอนดูภาพโฆษณานี้ก็ชื่นชมครีเอทีฟพอสมควรว่าหาวิธีการสื่อสารออกมาได้ดี และเอาอยู่ภายในภาพเดียว แต่พอหวนคิดไปอีกมุมหนึ่งว่า หากขยะในภาพยังไม่ถูกจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย น่าจะเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ป่าตามพื้นที่ต่างๆ มากมายแน่นอน ความคิดนี้ทำให้ผมนึกถึงงานถ่ายภาพของ คริส จอร์แดน ครับ

     ในปี ค.ศ. 2009 คริส จอร์แดน ช่างภาพชาวอเมริกัน ได้นำเสนอภาพการตายของนกอัลบาทรอสบนเกาะมิดเวย์ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนทั้งโลก เพราะภาพที่เขาถ่ายมานั้นบ่งบอกถึงความทุกข์ทรมานของนกอัลบาทรอสเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในกระเพาะของพวกมันเต็มไปด้วยเศษพลาสติก ฝาขวด ไฟแช็ก และวัสดุอีกมากมายที่ไม่ควรอยู่ในกระเพาะของสิ่งมีชีวิตใดในโลกใบนี้

 

ขอบคุณที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก

 

     ภาพของ คริส จอร์แดน ได้สร้างความหดหู่ และความตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม จนช่วงนั้นเกิดการแชร์ในโลกออนไลน์ และมีการพูดถึงผลกระทบของวัสดุอันตรายต่างๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมมนุษย์เป็นอย่างมาก

     นี่คืออดีตที่เกิดขึ้นและเชื่อว่าใครหลายๆ คนคงไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำ โดยเฉพาะปริมาณการใช้พลาสติกจำนวนมาก หากคุณไม่อยากใช้ก็สามารถเลือกบอกพนักงานตามร้านสะดวกซื้อชั้นนำได้เช่นกัน

     แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า บางครั้งเราไม่รู้ว่าการตัดสินใจเลือกที่จะไม่ใช้จำพวกถุงพลาสติกเพื่อลดโลกร้อน และลดความเสี่ยงการไปทำร้ายธรรมชาติทางอ้อมนั้นมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านน่าจะเริ่มคุ้นๆ แล้วใช่ไหมครับว่าผมกำลังจะเขียนถึงอะไร

 

     “ขอบคุณที่ไม่รับถุงพลาสติก”

     เชื่อว่าใครหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นประโยคนี้บนป้ายสแตนดี้ของ พี่ตูน บอดี้สแลม ซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์ของแคมเปญรณรงค์ ลดวันละถุง คุณทำได้ ที่ตั้งอยู่ตามร้าน 7-Eleven ทั่วไปนะครับ

     นี่คือหนึ่งเครื่องมือการสื่อสารของแคมเปญลดการใช้ถุงพลาสติกของบริษัท ซีพี ออลล์ นั่นเอง จากการตระหนักถึงเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากถอยไปดูภาพรวมปริมาณขยะของประเทศไทยโดยเฉพาะพวกพลาสติก พบว่ามากถึง 4.5 หมื่นล้านใบต่อปี ซึ่งหากแบ่งออกเป็นสัดส่วนจะพบว่า พวกถุงหูหิ้วที่เอาไว้ใส่ขนมอาหารนั้นมีถึง 4,525 ล้านใบต่อปี คือเยอะมากจริงๆ

     ดังนั้น ระยะหลังที่เราเข้า 7-Eleven เพื่อไปซื้อสินค้า พนักงานจะขอบคุณเราทุกครั้งเวลาเราปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก

 

     คำถามต่อมาที่หลายคนอาจทราบและหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า แล้วการปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกนั้นมีข้อมูลบอกอะไรหรือไม่ว่าเราลดการใช้ไปเท่าไหร่แล้ว การปฏิเสธใช้ถุงพลาสติก 1 ถุง เท่ากับการบริจาคเงิน 20 สตางค์ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำไปช่วยสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมอบให้อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช นั่นเองครับ

     ส่วนหากใครอยากรู้ว่าตอนนี้มีคนปฏิเสธการใช้ไปแล้วกี่ถุง และตีมูลค่าเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ เวลาเรานำสินค้าไปชำระเงินสามารถดูตัวเลขเหล่านี้ได้ตรงเคาน์เตอร์ได้เลย แล้วเราจะเห็นพลังอันมหาศาลจากแคมเปญรณรงค์ตัวนี้ที่ส่งผลกระทบในเชิงบวกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเชิงพฤติกรรมในความจำเป็นต่อการใช้ถุง การระดมทุนการซื้อเครื่องมือแพทย์ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวให้แก่องค์กร เรียกได้ว่าทำงานชิ้นเดียวได้ประโยชน์หลายทาง

     นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ทำให้เรื่องการเงินกับชีวิตเกิดความสมดุลมากขึ้นจริงๆ เรียกได้ว่าถ้าอยากให้สังคมและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เราต้องออมด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างจำเป็นและคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาให้มากๆ

     หากไม่เห็นภาพ ลองย้อนขึ้นไปดูงาน Print Ad สุดเท่ และภาพถ่ายอันแสนหดหู่ของ คริส จอร์แดน ได้อีกครั้งครับ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์

เรื่องโดย

โอมศิริ วีระกุล

ผู้เขียนหนังสือ สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก, เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน