Zomb-Ployees เมื่อเรามีโอกาสกลายเป็นผีดิบที่ตกงานและปราศจากเงินในการดูแลชีวิต

Money, Life, Balance
20 Aug 2020
เรื่องโดย:

โอมศิริ วีระกุล

ใครว่าซอมบี้มีแต่ในโลกภาพยนตร์ แต่มันกำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกจากเชื้อไวรัส COVID-19 เนี่ยแหละครับ

        Zomb-Ployees คือคำศัพท์เฉพาะกิจที่เกิดขึ้นมาระหว่าง Zombie ผสมกับ Employee ที่หมายถึงผีดิบกับพนักงาน

        เมื่อรวมกันแล้วคือพนักงานที่มีสภาพเหมือนผีดิบ คือตกงาน ไม่มีสติ และก็ไม่รู้ด้วยว่าจะหาทางออกอย่างไร ซึ่งได้แต่เดินไปเรื่อยๆ อันเป็นการเปรียบเทียบพฤติกรรมซอมบี้อย่างอ้อมๆ และคิดว่าไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพเช่นนั้นนักหรอก

        หากเราไม่อยากมีสภาพเป็นอย่าง Zomb-Ployees ก็สามารถป้องกันไว้ก่อนได้ด้วยการประเมินความเสี่ยงจากงานที่ทำอยู่ว่า

        ·  มีโอกาสโดนลดเงินเดือนลงต่อไปไหม

        ·  โอกาสที่จะถูกเลิกจ้างเยอะแค่ไหน

        ·  เงินสำรองฉุกเฉินที่มีอยู่เพียงพอต่อสถานการณ์โดนไล่ออกหรือไม่

        ·  ทบทวนค่าใช้จ่ายต่อเดือนในภาวะปกติและหลังเข้าภาวะวิกฤต

        ·  หนี้สินที่คงค้างอยู่มากน้อยแค่ไหน

        ·  ความสามารถที่จะหารายได้เสริมในระหว่างนี้

        ·  สิทธิที่ควรได้รับจากการทำงาน เช่น สิทธิประกันสังคม หรือเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ฯลฯ

        คิดว่าการพิจารณาเงื่อนไขเหล่านี้อย่างรอบคอบและครบถ้วน ก็น่าจะช่วยชะลอไม่ให้ไวรัสตัวนี้แพร่เชื้อส่งผลกระทบมาถึงตัวเราได้อย่างรุนแรงเกินควร เพราะอย่างน้อยการประเมินความเสี่ยงในข้อแรกก็ทำให้เราได้ทักษะในการสังเกต และหมั่นตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงในบริษัทหรือองค์กร

        แถมการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ก็ยังเป็นการตั้งคำถามไปยังอนาคตให้แก่ตัวเราอีกด้วยว่า ชีวิตการทำงานของเรานับจากนี้ไป จะเดินไปทางไหนต่อ ถ้าหากจะทำงานในสายงานนี้ต่อ อะไรเป็นปัจจัยให้บริษัทหรือองค์กร ยังเลือกที่จะลงทุนและรักษาเราไว้ต่อไป

        ส่วนเรื่องการเงินนั้น วิกฤตครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้เราหันกลับมาสนใจการบริหารเงินส่วนบุคคลอย่างเอาจริงเอาจังเสียที และเราอาจได้มีโอกาสตั้งคำถามและสำรวจการใช้จ่ายตลอดชีวิตที่ผ่านมาด้วยว่า เราควรปรับปรุงและวางแผนการเงินเพื่อรองรับวิกฤตในวันนี้ และอนาคต รวมถึงแผนเกษียณอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจมากขึ้น

        เพราะจากสถิติที่ผ่านมา อ้างอิงจากสถาบันวิจัยตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกสำรวจในกลุ่มแรงงานไทยช่วงอายุ 40-60 ปี พบว่าภาพรวมส่วนใหญ่ มีการวางแผนการออมและการลงทุนเพื่อชีวิตในวัยเกษียณที่ผิดพลาด ส่วนสาเหตุที่ผิดพลาดนั้นมีหลากหลายประการ ได้แก่ 

1. ไม่มีระเบียบวินัย

        คือมีการวางแผนการออม แต่ไม่ได้ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้แผนที่วางไว้ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในข้อนี้คือ ระเบียบวินัยในการออมและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะการบกพร่องในข้อนี้แม้ว่าในอนาคตเราจะสามารถนำเงินมาทบได้ แต่สิ่งที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้ คือระยะเวลาที่เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้เงินต้น และอัตราผลตอบแทนเลย

2. ไม่เข้าใจถึงกลไกที่เปลี่ยนแปลงของโลกการเงิน

        ต่อให้มีแผนการเงิน แต่เราต้องอย่าลืมว่าบนโลกนี้ยังมีคำว่า ‘เงินเฟ้อ’ (inflation) ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอยู่ทุกปี ดังนั้น ก๋วยเตี๋ยวที่เราซื้อกินอยู่ในวันนี้ ในวันที่เราเกษียณราคาของมันจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ฉะนั้น อย่าลืมคิดค่าเงินเฟ้อของเงินก้อนที่จะใช้ในปลายชีวิตเพิ่มไปด้วยนะ

3. การประเมินค่าใช้จ่ายที่ผิดพลาด

        หากถามว่าเราจะอยู่บนโลกนี้จนถึงอายุเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เรามักจะประเมินด้วยความเคยชินจากการเคยได้ยินนักวางแผนการเงินยกตัวอย่างเสียบ่อยครั้งว่า เราจะอยู่กันถึงอายุ 80 ปี นั่นหมายถึงเราจะมีอายุอยู่บนโลกนี้ประมาณ 20 ปี เงินเก็บที่หาไว้ต่อปี ต่อเดือนเท่านี้คงพอ แต่อยากบอกว่าการกำหนดปลายทางของชีวิตนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อย่าประมาท ขอให้ลองกลับไปสำรวจอายุเฉลี่ยของพ่อแม่และเครือญาติ รวมถึงแนวโน้มของการเติบโตเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่อาจทำให้เราอยู่ยืนยาวมากกว่าที่เราคิดไว้ก็ได้

4. ไม่เคยสำรวจสวัสดิการของบริษัทและองค์กร

        ผลสำรวจพบว่าเกิน 50% คนทำงานมีเงินก้อนหลังเกษียณไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเชื่อไหมว่า คนทำงานส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตการทำงานของเรามีสวัสดิการทางการเงินอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ซึ่งเป็นกองทุนสมทบสำหรับนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง เรียกได้ว่าเป็นกองทุนที่ต้องใส่ใจและหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าเงินเดือนของเรา นอกเหนือจากถูกหักส่งประกันสังคมแล้ว มีส่วนที่หักไปไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกี่เปอร์เซ็นต์ และนายจ้างสมทบกี่เปอร์เซ็นต์ และกองทุนนี้ลงทุนอะไร ผลตอบแทนเท่าไหร่ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของเราล้วนๆ ในอนาคต ที่เราสามารถบริหารสัดส่วนได้ตั้งแต่ 3-15% ของการลงทุนในกองทุนนี้ตลอดชีวิตการทำงาน

 

        ผมเชื่อว่าวิกฤตในครั้งนี้ ถ้าใครมีสติและมีเวลาในการทบทวนชีวิตการงานและการเงินบนสถานการณ์ที่เกิดจากความเสี่ยงมาเขย่าให้ครุ่นคิด และเริ่มวางแผนต่อการอยู่รอดในอนาคตอันใกล้ตามเช็กลิสต์ที่ได้เกริ่นไว้ในช่วงแรก ผมเชื่อว่าการลุกขึ้นมาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเร่งด่วนก็ยิ่งจะทำให้เรามีโอกาสรอดจากการเป็น Zomb-Ployees มากขึ้น

        ซึ่งความน่ากลัวหนักกว่านี้ คือความเสี่ยงการเป็น Zomb-Ployees ในวัยใกล้เกษียณแบบที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากโอกาสหายจะน้อยลงแล้ว ภาระต่อเจเนอเรชันรุ่นถัดไปก็จะหนักตามมาอีกด้วย นี่คือปัญหาที่สามารถส่งต่อได้ซึ่งรุนแรงไม่แพ้ไวรัส COVID-19 เลยแหละครับ

 


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โอมศิริ วีระกุล

ผู้เขียนหนังสือ สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก, เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน

 

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist