Ride and Learn: คู่แข่งมีไว้เพื่อให้เราได้พบกับมิตรภาพที่แท้จริง

Ride and Learn
15 Jan 2021
เรื่องโดย:

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่เคยเดินทางไปลำปางด้วยจักรยาน

        เราปั่นจากเมืองลำพูนมาลำปาง ใช้ทางหลวงสาย 11 ผ่านขุนตาน ยุคนั้นใครที่อยากปั่นจักรยานเร็วๆ จากทางเหนือมาลำปางมักจะใช้เส้นนี้ ลำปางเป็นจังหวัดที่ปั่นจักรยานสนุก มีเส้นทางหลายรูปแบบให้เลือก บรรยากาศของเมืองและผู้คนก็มีเสน่ห์ เราปั่นกันอย่างเพลิดเพลิน วันคืนที่เราใช้ในลำปางจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

        การปั่นบันไดบนหลังอาน ไม่เหมือนการเหยียบคันเร่งหลังพวงมาลัย เราจะรู้สึกและรู้จักถนนสายที่เราใช้เดินทางมากกว่าปกติ จำได้ทั้งชื่อถนน และความขรุขระของมันว่ามากน้อยแค่ไหน

        ผมไปลำปางเพื่อทำงาน คณะของเราคือเพื่อนร่วมงานชายล้วน 

        เราเริ่มปั่นจักรยานและหลงรักมันพร้อมๆ กัน 

 

        ทริปนี้เราโชคดีที่มีคณะนักปั่นเจ้าถิ่นช่วยนำทางและแนะนำสิ่งที่น่าสนใจของลำปาง ค่ำวันหนึ่ง พวกเราปั่นไปส่งนักปั่นสาวกลับบ้าน ช่วงสุดท้ายเราปั่นกันบนถนนย่านชานเมือง เป็นถนนเส้นตรง ที่ไม่มีรถเลย อากาศดี ลมไม่แรง เป็นสภาวะในอุดมคติสำหรับการปั่นจักรยานมาก

        ทางมันน่าปั่น ไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน รู้ตัวอีกทีพวกเราก็กำลังปั่นจักรยานแข่งกัน เราเร่งความเร็วถีบบันไดอัดใส่กันแบบไม่ยอมใคร อารมณ์เหมือนเด็กผู้ชายเพิ่งได้ของเล่นใหม่

        ลืมไปชั่วครู่ว่ากำลังปั่นจักรยานทัวริ่งเหล็กน้ำหนักสิบกว่ากิโลฯ 

        ลืมไปด้วยว่ากำลังปั่นมาส่งแขก 

        แข่งกันได้ไม่นานนักก็ถึงจุดหมาย ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นใครชนะ รู้แต่นักปั่นเจ้าถิ่นสาวที่เราตั้งใจปั่นมาส่งอยู่หลังเราไกลลิบตา 

        เราจบวันนั้นด้วยเสียงหัวเราะ ไม่มีใครโทษใคร ปั่นกลับที่พักอย่างอิ่มเอมใจ

        ทริปนั้นเราต้องเดินทางไปอีกหลายจังหวัด หลังออกจากลำปาง เราได้ปั่นบนถนนสายตรงที่ทอดยาวอีกหลายครั้ง และเช่นเคย เราแข่งกันทุกครั้งที่มีโอกาส

        ก็มันสนุก เพื่อนกันทั้งนั้น ใครเริ่มก่อนได้เปรียบ 

        ก่อนปั่นกลับที่พักอย่างครื้นเครง

 

 

        ไม่ใช่แค่เรื่องจักรยานหรอกที่เราชอบแข่งกัน 

        ในออฟฟิศของเราตอนนั้นมีพนักงานเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง บรรยากาศการทำงานจึงเหมือนเด็กผู้ชายรวมตัวกัน ว่างเมื่อไหร่ก็จะคุยเรื่องผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเมื่อคืน ใครชนะใครก็ข่มกันพอหอมปากหอมคอ 

        ช่วงที่การวิ่งเริ่มฮิตใหม่ๆ เราแข่งกันวิ่งผ่านแอพพลิเคชันของ Nike ในแอพฯ มีการจัดลำดับระยะทางที่เก็บสะสม ตกเย็นเมื่อไหร่แทบทุกคนในทีมจะคว้าชุดวิ่งและรองเท้าไปวิ่งในสวนใกล้ๆ มันเป็นการวิ่งทั้งเพื่อสุขภาพและเพื่ออันดับไปในตัว 

        เมื่อการทำงานสื่อเปลี่ยนไป เราเปลี่ยนไปทำงานเล่าเรื่องผ่านเว็บไซต์บ่อยกว่าหน้ากระดาษ ข้อดีของเว็บฯ คือมันบอกยอดการอ่านจากผู้ชมได้ 

        คนในทีมครึ่งหนึ่งเป็นนักเขียน มันจึงเกิดการข่มกันเล็กๆ เวลางานของใครสักคนได้ยอดวิวดี 

        เราแข่งกันแทบจะทุกเรื่อง แต่มันไม่ได้เคร่งเครียดอะไร เป็นความสนุกระหว่างทำงานมากกว่า 

        จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทีมของเราแยกจากกัน 

 

        เล่าอย่างกระชับ บริษัทของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง คนในทีมครึ่งหนึ่งรวมกันแยกออกไปเปิดบริษัทเอง ทำงานสื่อในลักษณะใกล้เคียงกัน 

        เราร่ำลากันด้วยความเสียดาย เสียใจ และเข้าใจในการตัดสินใจของทุกคน

        ผมยังอยู่ที่เดิม รวมตัวกับน้องๆ ทำงานกันต่อ ต่างคนต่างใช้ชีวิตต่อไป 

        สักพักเราเริ่มเอะใจที่เห็นงานของกลุ่มเพื่อนพี่น้องที่แยกออกไป มีลักษณะบางอย่างคล้ายกับงานที่ฝั่งผมทำอยู่ ทั้งประเด็นที่เลือกและวิธีการนำเสนอ เกิดเหตุการณ์เขียนเรื่องชนกัน หรือสัมภาษณ์คนคนเดียวกัน

        เมื่อเกิดเรื่องบ่อยเข้า เราก็กลายมาเป็นคู่แข่งกันโดยไม่รู้ตัว

        จากที่แข่งปั่น แข่งวิ่ง ก็มาแข่งกันในสนามสื่อออนไลน์

        ไม่รู้ว่าฝั่งนั้นตั้งใจมั้ย แต่ผมก็พยายามมองเหตุการณ์นี้อย่างเข้าใจ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องเรียนรู้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนบางส่วนในทีมผมรู้สึกไม่สบายใจกับสภาวะนี้ 

        เช้าวันหนึ่ง รุ่นน้องโทร.มาด้วยน้ำเสียงร้อนใจ ว่าคนที่ตั้งใจจะไปสัมภาษณ์เพิ่งถูกตัดหน้าจากคู่แข่ง น้ำเสียงในโทรศัพท์เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ 

        ความกระอักกระอ่วนใจยังเกิดขึ้นเมื่อเราบังเอิญเจอเพื่อนต่างบริษัทตามงานต่างๆ 

        การงานกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของชีวิต เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องงาน  

        ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่เป็นไร แต่เมื่ออยู่คนละฝั่ง บางเรื่องเราจำเป็นต้องสงวนเก็บไว้เป็นความลับ เป็นมารยาทที่พึงกระทำ แต่ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้เปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่องเหมือนเมื่อก่อน 

        บางครั้งก็เผลอ คุยเยอะไป กลายเป็นเราข่มกันว่างานของฝ่ายตนดีกว่า ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดขึ้นโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ตั้งใจ

        คงเป็นเพราะเราสนิทกันเกินไป อ่อนไหว ขาดประสบการณ์ ผมเลยรู้สึกเจ็บกับสถานการณ์นี้มากกว่าที่คิด

        ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง ผมให้คำแนะนำทีมงานแบบกว้างๆ ทำนองว่าไม่ต้องคิดมาก ทำงานของเราให้เต็มที่ 

        ปากพูดอย่างนั้น แต่ใจยังคิด ติดอยู่ในหัวอีกหลายวัน

        วันหนึ่ง ผมรื้อหนังสือเล่มเก่าๆ มาเปิดอ่าน เห็นรูปถ่ายจักรยานจากทริปที่เราเคยไป

        พลางคิดถึงการปั่นแข่งกันในลำปาง บนเส้นทางสายนั้น

 

 

        จักรยานเป็นกิจกรรมกินพื้นที่ในบ้านอย่างยิ่ง 

        นอกจากต้องเก็บจักรยาน ยังมีอุปกรณ์จิปาถะที่ต้องใช้ หมวก ยางใน ประแจ หกเหลี่ยม น้ำมันหยอดโซ่ และอีกหลายสิ่งที่คนไม่ปั่นคงไม่เข้าใจว่าใช้อย่างไร 

        ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเกะกะ ออกจะเพลิดเพลิน เมื่อได้เอาอุปกรณ์ต่างๆ มาดูแลจักรยาน

        การดูแลอย่างถูกวิธีจะทำให้มันปั่นดีและเร็วขึ้น

        ตอนแข่งกัน ผมมักเป็นที่โหล่ ไล่ยังไงก็ไม่ทัน แรงมันน้อย (และบางครั้งก็ขี้เกียจ ไม่เข้าใจว่าระยะทางแสนสั้น พี่จะแข่งกันทำไม) 

        ช่วงนั้นผมไล่ศึกษาเคล็ดลับที่จะทำให้จักรยานเร็วขึ้น ยืดเส้น หยอดโซ่ ปรับอาน แนะอะไรผมทำหมด ไม่ได้จะไปชิงชัยอะไรมาก แค่อยากแข่งให้สนุกขึ้น ตามคนอื่นเขาทันบ้าง ก็แค่นั้น 

        เมื่อเริ่มปั่นทันกัน ผมรู้สึกดีที่ตัวเองพัฒนาขึ้น เริ่มสนุก

        การแข่งทำให้เรามีเป้าหมาย การพิชิตเป้าหมายคือความสำเร็จ แม้มันจะเล็กน้อย แต่เราจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวไปข้างหน้า ไม่หยุดอยู่กับที่

        นั่นคือสิ่งที่การแข่งขันมอบให้เรา 

        ผมอ่านหนังสือ Principles ของ Ray Dalio จบ หนังสือหนาหลายร้อยหน้า ผมจำประโยคหนึ่งได้ขึ้นใจ

        “จะเก่งขึ้น พัฒนาขึ้น เติบโตขึ้น ต้องผ่านความเจ็บปวดมาก่อน”

        เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ระหว่างอดีตเพื่อนร่วมทีม ผมคิดว่าดีแล้วที่เราได้มีโอกาสแยกย้าย เดินตามทางของตัวเอง

        น้องในทีมหลายคนก่อนหน้านี้ไม่เคยทำงานใหญ่ เมื่อแยกไปพวกเขาต้องพึ่งตัวเอง ได้ดูแลงานที่ยากขึ้น ผลคือหลายคนเก่งขึ้น ค้นพบความสามารถอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้สมัยที่ยังรวมทีมกัน 

        ใครเป็นแฟนกีฬาที่แข่งเป็นทีม คงเคยเจอประสบการณ์นักกีฬาที่เราชอบต้องแยกจากทีมไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด วันหนึ่งเมื่อโชคชะตาทำให้เขาต้องกลับมาแข่งกับทีมที่เคยสังกัด ผมก็เห็นพวกเขาแข่งเต็มที่ ไม่มีผ่อนปรนหรือเกรงอกเกรงใจเพื่อนร่วมทีมเดิม 

        การแข่งเต็มที่ ถือเป็นการให้เกียรติกันด้วยซ้ำ เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งเป็นงานสื่อสาร ภารกิจของเราคือการทำเพื่อผู้อ่าน ถ้าไม่ลงแรง ไม่ทำเพื่อผู้อ่าน เราคงไม่จำเป็นต้องมีอยู่ 

        หากนักกีฬาลงแข่งขันแบบออมแรง เกรงใจฝั่งตรงข้าม เขาจะมาเสียเวลาเชียร์เราทำไม ไม่มีแฟนทีมไหนยอมรับได้ 

        ตอนปั่นแข่งกัน ระหว่างเราไม่มีใครส่งสัญญาณเริ่ม เราออกตัวถีบบันไดตามสัญชาตญาณ เช่นเดียวกับการงาน เห็นเรื่องอะไรน่าสนใจ เรื่องที่ผู้อ่านควรรู้ เราต่างพุ่งเข้าใส่ ด้วยความอยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุด 

        มันเป็นวิญญาณของนักเล่าเรื่อง และความเป็นมืออาชีพที่เกิดจากการถูกเคี่ยวกรำมานาน 

        ในสนาม ซัดกันเต็มที่ จบเกมก็จับมือกัน คือความสวยงามของการแข่งขัน

 

 

        ทุกวันนี้ผมยังเจอคนในทีมเดิมบ้างตามวาระต่างๆ หลายครั้งก็มาเจอกันที่บริษัทลูกค้าซึ่งเราต้องพิตช์งานแข่งกัน ทุกครั้งก็รู้สึกขำๆ ยังแซวกันอยู่ว่าไม่กี่ปีก่อนหน้า คนในห้องนี้ล้วนเคยอยู่บริษัทเดียวกัน เวลาประชุมกับลูกค้าก็นั่งโต๊ะฝั่งเดียวกัน ไม่ได้แยกกันนั่งเหมือนทุกวันนี้

        บางคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับผม เคยเป็นน้องที่เคยสอนงานให้ วันนี้พวกเขาสวมบทบาทที่ใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องน่ายินดีมิใช่หรือ        

        ใจที่ยึดติดอยู่กับที่ ทำให้เราเจ็บเมื่อพบความเปลี่ยนแปลง

        ก็เหมือนกับต้นไม้ต้นโปรด วันใดออกดอกสวยงาม เราก็อยากเก็บความงามนั้นไว้ให้คงที่ 

        วันหนึ่งดอกไม้ต้องร่วงโรย ต้นไม้ต้องแผ่กิ่งก้าน สิ่งที่เราควรทำคือเปลี่ยนกระถางใหม่ ไม่ก็เอาลงดิน ให้เหมาะสมกับการลำต้นที่เติบโต

        การแข่งขันและคู่แข่งก็เป็นเหมือนปุ๋ยที่ทำให้เราเติบโต

        ถ้าเข้าใจข้อนี้ เราจะผ่านมันไปได้ด้วยดี 

        เหมือนตอนปั่นจักรยานแข่งกัน เร่งฝีเท้าเต็มที่ ใครชนะไม่รู้ แต่การแข่งขันจะจบลงด้วยรอยยิ้มเสมอ

 


ภาพ: Getty Images

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศิวะภาค เจียรวนาลี

Creative Director แห่ง Daypoets ที่ยังชอบเขียน จัดพอดแคสต์ และปั่นจักรยานอยู่เสมอ