Ride and Learn: หูสำคัญกว่าตา เพราะเราต้องพึ่งพามันสำหรับฟังเสียงหัวใจตัวเอง

Ride and Learn
8 Jan 2021
เรื่องโดย:

ศิวะภาค เจียรวนาลี

คนอาจคิดว่า อุปกรณ์ที่ต้องพกติดตัวตลอดเวลา ลืมเมื่อไหร่จะใช้ชีวิตนอกบ้านลำบาก คือโทรศัพท์มือถือ 

        แต่สำหรับผม สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือหูฟัง 

        สมัยก่อนผมใช้หูฟังค่อนข้างหนักหน่วง ต้องมีติดกระเป๋าใช้ทั้งวัน เพราะโดยอาชีพที่ต้องออกไปสัมภาษณ์คนบ่อยๆ สุดท้ายต้องใช้หูฟังเพื่อถอดเทป ฟังเสียงถอดความเป็นตัวอักษร ยังไม่นับว่าระหว่างเขียนก็หยิบมาใช้เพื่อฟังเพลง ซึ่งมีประโยชน์ทั้งช่วยสร้างสมาธิ และตัดเสียงรบกวนในออฟฟิศชั่วคราว 

       คิดดูดีๆ เรามีเวลาน้อยมากที่หูจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย 

       อาชีพคนทำนิตยสารที่ต้องสัมภาษณ์คน การฟังคือทักษะสำคัญ สิ่งแวดล้อมรอบข้างระหว่างใช้ชีวิต ยังสร้างเสียงหลายประเภทให้เราฟังตลอดเวลา 

        บางครั้งเราก็เปิดเพลง ฟังพอดแคสต์ สร้างกำแพงเสียงเพื่อเป็นเกราะป้องกันสิ่งรบกวนจากโลกภายนอกไม่ให้มาทำอะไรเราได้เช่นกัน

        ผมเคยคุยกับเพื่อนที่ทำงานในเอเจนซีโฆษณาวัย 30 กว่า แม้สายงานและแวดวงจะแตกต่าง แต่เราสองคนมีเส้นทางชีวิตบางด้านที่คล้ายคลึงกัน 

        เราไต่เต้าจากพนักงานประจำตัวเล็กๆ ในบริษัทขนาดกลาง ทำงานหนักในวัย 20 เพื่อพิสูจน์ตัวเอง 

        งานเป็นเรื่องใหญ่ ความสัมพันธ์ค่อยคิดทีหลัง ผจญภัยบนเส้นทางไม่ราบเรียบจนกระทั่งได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าในวัยต้นสามสิบ

        นอกจากเงินเดือนมากขึ้น และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากตำแหน่งหัวหน้า คือความโดดเดี่ยวที่มากขึ้นเป็นทวีคูณ

        ตอนเป็นรุ่นน้อง เรามีหัวหน้าที่คอยให้คำสั่ง ปกครองและดูแลให้ทำงานอย่างราบรื่น วันไหนเจอเรื่องไม่ถูกใจจากเจ้านาย เราก็รวมหัวกันปรับทุกข์โดยมีคำนินทาเป็นน้ำจิ้มเพิ่มความสนุกสนาน ความทุกข์ของเราดูจะน้อยลงเมื่อได้แบ่งปันกับคนหัวอกเดียวกัน

        เมื่อเป็นหัวหน้า เราจะเป็นเป้าให้คนโยนปัญหาใส่ ด้วยความคาดหวังว่าหัวหน้าจะช่วยลูกน้องแก้ปัญหานี้ได้ สิ่งที่ต่างคือครั้งนี้คุณจะมีคนที่คุยปรับทุกข์ได้น้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลยในบางองค์กรและบางสถานการณ์

        อวัยวะที่คนเป็นหัวหน้าจะได้ใช้บ่อยขึ้นมาก คือหูสองข้างที่ต้องรับฟังปัญหาร้อยแปดจากคนมากมาย 

        บางเวลาปัญหาก็เข้ามามากจนล้มทั้งยืน ในช่วงเวลานั้น ผมก็เผลอปล่อยใจคิดด้วยความเพ้อ อยากหนีจากสภาวะปัจจุบัน เหวี่ยงตัวขึ้นหลังอานปั่นจักรยานออกไปนอกเมือง บนถนนห่างไกลที่ทอดยาวไม่เห็นปลายทาง 

        ทุกครั้งที่มีความคิดนี้ผมจะรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้พักผ่อนชั่วครู่ เป็นเกราะป้องกันปัญหาภายนอกไม่ให้เข้ามาปะทะจิตใจอันอ่อนล้า ผมรู้ว่าทุกครั้งที่คิดแบบนี้เราแค่อยากหยุดพัก เดี๋ยวก็ต้องกลับไปแก้ปัญหาที่รออยู่อีกมาก

        แต่เคยคิดเล่นๆ เหมือนกันว่าถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา ผมจะรู้สึกอย่างไรที่ได้ปั่นจักรยาน ออกเดินทางไกลเพื่อหนีปัญหาชีวิต

        หูจะไม่ได้ยินปัญหาใดๆ อีก ได้ยินแต่เสียงลมที่พัดปะทะใบหน้าขณะเดินทางด้วยสองขา

        หนีจากปัจจุบัน ไม่หวนกลับมาอีก 

 

Ride and Learn

 

        จะว่าไป ครั้งหนึ่งผมก็เคยมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับภาพเพ้อฝันนี้มาก่อน

        หลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสร่วมทริปปั่นจักรยานทางไกลจากเชียงคานไปหนองคาย ใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเลยและหนองคาย ผ่านอำเภอเชียงคาน ปากชม และสังคม ก่อนทอดตัวเข้าสู่อำเภอเมืองหนองคาย เป้าหมายสุดท้ายของทริปนั้นคือการขนจักรยานขึ้นรถไฟข้ามไปปั่นจักรยานเล่นในเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว 

        ดูจากแผนที่ อ่านคำบรรยาย มันฟังดูเหมือนถนนสายโรแมนติก เพราะเป็นถนนเส้นที่ตัดเลียบแม่น้ำโขงไปตลอดทาง แต่มันไม่ใช่ ‘ถนนเลียบแม่น้ำ’ อย่างที่เราฝันไว้ สภาพภูมิประเทศเป็นเนินซึมเกือบตลอดทาง ต้องออกแรงปั่นมากกว่าปกติ ตัวถนนก็ไม่ได้ตัดใกล้แม่น้ำมาก เราจึงปั่นอยู่บนถนนเส้นรองที่มีต้นไม้ พงหญ้า และเนินให้เราเผชิญตลอดทาง 

        ทริปนี้เรามากันหลายคน เวลาปั่นจักรยานทางไกลเป็นกลุ่ม เรามักจะปั่นแบบตัวใครตัวมัน ไม่ได้ปั่นไปคุยไปตลอดทาง นัดเพียงจุดหมายและเวลาแบบหลวมๆ มันเป็นการเดินทางเป็นกลุ่มที่ทุกคนมีอิสระ จะปั่นเร็วหรือช้าไม่ว่า ค่อยมาเจอกันที่ปลายทาง

        เส้นทางค่อนข้างตรง แยกน้อย รถน้อย สิ่งที่จะเบี่ยงความสนใจมีน้อย ช่วงแรกผมฟังเพลง (ทำไม่ได้เลยถ้าคุณปั่นจักรยานในเมือง) สักพักก็ถอดหูฟัง ปล่อยให้หูได้พัก ไม่ต้องฟังอะไรอยู่หลายชั่วโมง

        ผมไม่เคยปั่นจักรยานทางไกลที่โดดเดี่ยวแบบนี้มาก่อน แต่เป็นความโดดเดี่ยวที่ผมหลงรัก 

        ทางหลวงสาย 211 บางช่วงก็ทอดยาวไม่เห็นปลายสาย นานๆ จะมีรถวิ่งสวนมาสักคัน

        เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นตรงหน้า สิ่งที่ผมรู้สึกต่อมาคือ หูได้ยินเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงลม 

        ทริปนั้นดูเหมือนจะน่าเบื่อ ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ผมกลับชอบประสบการณ์ครั้งนั้นมาก ไม่เคยตั้งใจฟังเสียงลมมากเท่านี้มาก่อน เมื่อลองฟังก็พบว่าลมแต่ละวูบมีเสียงที่แตกต่าง บางครั้งก็เบา บางครั้งก็ดัง เปลี่ยนไปตลอดเวลา

        ลมที่ได้ยินระหว่างปั่นจักรยานวันนั้น มีทั้งเสียงลมตามธรรมชาติ และเสียงลมหายใจของตัวเอง

        บิล ซิมมอนส์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งช่องพอดแคสต์สายกีฬาชื่อ The Ringers เคยให้สัมภาษณ์เหตุผลหนึ่งที่พอดแคสต์เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมาก เพราะคนเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการอ่านเนื้อหาที่เป็นข้อความบนหน้าจอในสื่อออนไลน์  

        เมื่อสายตาอ่อนแรง การฟังเนื้อหาจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนังสือแบบ Audible ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย 

        เมื่อคนหันมาทำและฟังพอดแคสต์มากขึ้น เรามีช่องให้เลือกฟังเป็นร้อยเป็นพัน ฟังดูเป็นเรื่องดี แต่มันก็มีข้อเสีย เพราะชีวิตเราจะถูกรบกวนจาก ‘คอนเทนต์’ มากขึ้น ทั้งในรูปแบบของข้อความและเสียง จนมนุษย์แทบจะหาเวลาที่เราจะไม่อ่านและไม่ฟังอะไรไม่ได้เลย 

        เคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ถ้าคิดอะไรไม่ออก ให้ออกไปเดินเล่น ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ไปสักพัก แล้วจะคิดออกเองมั้ยครับ 

        คำแนะนำนี้อาจฟังดูเลื่อนลอย แต่ค่อนข้างได้ผล มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากพยายามหาคำตอบว่า ทำไมการเหม่อลอยไม่คิดอะไรชั่วครู่ ถึงทำให้เราคิดอะไรบางอย่างออกมาได้ 

        ในหนังสือ Elastic ของ ลีโอนาร์ด มโลดิโนว์ อธิบายความสำคัญของอาการใจลอยว่า เวลาที่เราว่าง ไม่ได้ทำอะไร จะเปิดโอกาสให้สมองส่วนที่ทำงานอัตโนมัติได้ประมวลทำความเข้าใจประสบการณ์ใหม่ๆ หรือสิ่งที่เราเพิ่งได้เรียนรู้ ซึ่งจะเป็นแหล่งกำเนิดความคิดใหม่ เมื่อสมองของเราผ่อนคลาย เราจะสามารถสำรวจแนวคิดใหม่ๆ เกิดไอเดียดีๆ ในช่วงเวลานี้ได้

        มีศาสตร์หนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะเรียกว่า จิตวิทยาเชิงนิเวศ (Ecopsychology) มีการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายว่าการจัดเวลาอยู่เงียบๆ กับตัวเองดีกับสมองเราอย่างไร 

        อันที่จริง ต่อให้ไม่มีอะไรมายืนยัน ผมก็คิดว่าช่วงเวลาที่ไม่ต้องทำอะไรชั่วครู่สำคัญกับชีวิตผมมาก

        ในแง่หนึ่ง มันก็เป็นเหมือนการหนี แต่คงไม่มีใครหรอกที่จะยืนหยัด เข้มแข็ง ฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคชีวิตไปได้ตลอดเวลา 

        มันต้องมีบ้าง วันที่เราพ่ายแพ้ อ่อนล้า ล้มคว่ำจากความผิดพลาด การนั่งพักจึงเป็นเรื่องปกติ 

        จะพ่ายแพ้ไปตลอดกาล หรือพลิกกลับมาชนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราลุกขึ้นยืนจากพื้นได้เร็วแค่ไหน

 

        ทุกวันนี้ผมมีเวลาปั่นจักรยานทางไกลน้อยลง หรือถ้าพูดให้แม่นยำขึ้น ต้องบอกว่าแทบไม่มีเวลาปั่นเลย แต่ประสบการณ์บนทางหลวงสาย 211 ยังคงชัดเจนในความทรงจำ

        ถ้าโชคดี ตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา ผมจะค่อยๆ เดินย่องจากห้องนอนไม่ให้ลูกและภรรยาตื่น 

        หยิบจักรยานคันเก่ามาปั่นเล่นในหมู่บ้าน ทางไม่ได้ไกลอะไร ปั่นไปเหงื่อแทบไม่ออก แต่อย่างน้อยมันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แสนสำคัญที่หูผมจะไม่ได้ยินอะไรชั่วครู่ 

        นอกจากเสียงลมหายใจของตัวเอง


ภาพ: Getty Images

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศิวะภาค เจียรวนาลี

Creative Director แห่ง Daypoets ที่ยังชอบเขียน จัดพอดแคสต์ และปั่นจักรยานอยู่เสมอ

ภาพโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter: @Matt_Doraemon