รู้ไหมว่าคุณอาจกำลังสร้าง ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ ผ่านการทำตาม ‘เทรนด์’

Scientifica
13 Aug 2020
เรื่องโดย:

ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

สมัยประถมผมมักจะแอบหลบไปหลังสวนพฤกษศาสตร์เพื่อไปดูตู้เลี้ยงปลาสวยงามอยู่เสมอ อาจารย์และภารโรงเลี้ยงปลาเอาไว้หลายชนิดสำหรับปล่อยในบริเวณต่างๆ ของโรงเรียนเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย หรือเอาเข้าจริงก็น่าจะเลี้ยงไว้เพื่อดูเล่น (ซึ่งไม่จริงครับ ใบ้ให้ได้เลยว่าเจ้าปลาชนิดนี้ถูกเลี้ยงไว้ทำความสะอาดตู้)

        ทีนี้มันจะมีปลาอยู่พันธ์ุหนึ่งที่หน้าเหมือนหลุดออกมาจากหนังเอเลี่ยน ตัวของมันสีดำขลับ ประปรายไปด้วยจุดขาวๆ เหมือนเป็นโรคผิวหนังอะไรซักอย่าง แถมมีนิสัยเกาะตามผนังตู้ไม่ก็พื้นกรวด ไม่ยอมว่ายไปมาเหมือนปลาตัวอื่นๆ เจ้าปลาตัวนี้คือหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เข้ามารุกรานประเทศไทยอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ในนาม ‘ซักเกอร์’ หรือปลา ‘เทศบาล’ ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี

        การทำลายล้างระบบนิเวศของปลาซักเกอร์นั้นเริ่มมาจากปลาไม่กี่ตัวที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเจ้าของที่ไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งอาจจะด้วยความที่เจ้าปลาชนิดนี้มีหน้าตาน่าเกลียดจริงๆ เมื่อโตขึ้น หรือจะด้วยพฤติกรรมคุกคามของมันก็แล้วแต่ เจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ก็ได้บุกรุกเข้ามาจนกลายเป็นหนึ่งในปัญหาระบบนิเวศที่เด่นชัดที่สุดของไทยไปเป็นที่เรียบร้อย

        ปัญหาปลาซักเกอร์ในฐานะ ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ ยังสร้างประเด็นถกเถียงในสังคมตามมาอีกมาก หลายสิบปีนับตั้งแต่ปลาเจ้ากรรมชนิดนี้ผันตัวเองจากนักทำความสะอาดตู้มาเป็นนักล่าในแม่น้ำ เราก็ยังคงพบเห็นมันได้ตามธรรมชาติอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้วิธีที่สร้างสรรค์ขนาดไหนในการพยายามกำจัดมันก็ตาม

        ปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ดูจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน โดยมีตัวแปรสำคัญคือเทคโนโลยีการขนส่งของมนุษย์อย่างเราๆ นี่เอง ดังนั้นเราลองมาทำความเข้าใจกันดีกว่าครับ ว่าแท้จริงแล้วเรามีโอกาสที่จะป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่

ปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์

        เอเลี่ยนสปีชี่ย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาบนโลกของเรา สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนถูกสร้างขึ้นมาให้ขยายพันธุ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีจำนวนมากขึ้น ก็ต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ส่งผลให้ต้องกระจายตัวเข้าไปในระบบนิเวศและพื้นที่ใหม่ๆ ในที่สุด และไม่ต้องมองไปไหนไกลเลยครับ เราในฐานะมนุษย์นี่แหละที่ประสบความสำเร็จกับเป้าหมายนี้แบบสุดๆ จนถึงขั้นควบคุมสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้ ไปจนถึงเปลี่ยนระบบนิเวศได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้น ‘เอเลี่ยนสปีชี่ส์’ ในที่นี้คือการที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเข้าไปอาศัยและปรับตัวอยู่รอดได้ในอีกระบบนิเวศหนึ่ง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่เดิมหรือไม่ก็ได้ (ก็คือแต่เดิมพื้นที่นั้นไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตที่ว่ามาก่อนนั่นเอง)

        ถ้ายึดตามหลักการนี้มนุษย์ก็นับว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ได้เหมือนกัน เพราะตั้งแต่เราวิวัฒนาการออกมาจากทวีปแอฟริกา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ก็ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วทุกแห่งหนบนพื้นโลกไปเรียบร้อยและทำลายล้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ ไปก็ไม่น้อย ดังนั้นแล้วเราจะขอโฟกัสไปที่สิ่งมีชีวิตที่ถูกมนุษย์นำไปยังพื้นที่ใหม่ๆ (ไม่ได้วิวัฒนาการหรือเดินทางไปด้วยตัวเอง) และก่อให้เกิดปัญหาเอเลี่ยนสปีชี่ส์ขึ้นมาเป็นหลักครับ

        เมื่อมนุษย์วิวัฒนาการตนเองมาจนถึงจุดหนึ่ง เราเริ่มอพยพย้ายถิ่นฐานไปมาได้ เพื่อหาอาหารหรือที่อยู่ที่ดีกว่าเดิม เราทำแบบนี้กันอยู่พักใหญ่ในรูปแบบนักล่า แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงเมื่อพวกเราค้นพบว่าสามารถใช้งานสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้แทนที่จะฆ่ามันมาแกงทันที หากเราปลูกผัก เลี้ยงไก่ ฝึกสุนัข หรือใช้งานม้า เราจะได้อาหารในระยะยาว เพื่อนยามยาก และพาหนะสำหรับขนย้ายทุกอย่างที่ว่ามานี้ไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่เราต้องการได้

        นี่จึงเป็นต้นกำเนิดของการที่พวกเราหอบเอาสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่เราชื่นชอบไปกับเราด้วยทุกที่ ม้าที่มีต้นกำเนิดจากเอเชียไปโผล่อยู่ในอเมริกา (แน่นอนครับว่าถ้าอยู่เฉยๆ ม้ามันคงไม่ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปเองแน่ๆ) หรือมะเขือเทศที่กระจายไปทั่วโลกผ่านพวกเรา (นอกจากมะพร้าวและพืชไม่กี่หยิบมือ มะเขือเทศก็คงไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้ไกลขนาดนี้ด้วยตัวมันเอง)

        สิ่งมีชีวิตที่กระจายไปในพื้นที่ใหม่ๆ เช่นนี้ ไม่ว่าจะโดยธรรมชาติหรือส่วนใหญ่คือด้วยน้ำมือพวกเรา จะถูกเรียกว่า ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น’ ในสถานะนี้ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศเดิมได้อย่างปกติ ไม่มีใครโจมตีใคร (ม้าไม่ได้รวมฝูงกันยกพวกถล่มไบซันหรือกวาดล้างหญ้าในอเมริกาแต่อย่างใด) แต่แน่นอนว่าธรรมชาติไม่ได้ออกแบบให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันได้ชิลๆ อยู่แล้วครับ ดังนั้นแล้วถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ถูกนำเข้ามามีสกิล หรือความสามารถที่ดีกว่า การแข่งขันย่อมเกิดขึ้น และเมื่อเกิดความเสียหายกับสิ่งมีชีวิตเดิมแล้ว เราจะเรียกสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ว่า ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน’ หรือ ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ นั่นเอง

เอเลี่ยนสปีชี่ย์คือการตัดสินของธรรมชาติ?

        เมื่อเรานิยามปัญหาเอเลี่ยนสปีชี่ส์ได้แล้ว เราลองมาดูกรณีตัวอย่างกันก่อนว่าความร้ายแรงของปัญหานี้มันมากมายขนาดไหน เริ่มกันที่ประเทศไทยก่อนเลย อย่างแรกเลยคือปลาซักเกอร์นี่แหละ ที่ถูกนำเข้ามาเป็นปลาพื้นน้ำเพื่อกินตะไคร่และช่วยทำความสะอาดตู้ แต่พอหลุดออกสู่ธรรมชาติก็ได้ใช้ความถึกและความเกรี้ยวกราดของมันเข้าล่าและทำลายไข่ปลาท้องถิ่นจนแทบจะหมดเกลี้ยง

        ในกลุ่มสัตว์น้ำยังมีหอยเชอรี่ที่เดิมถูกนำเข้ามาเพาะเพื่อเป็นอาหารและสัตว์เศรษฐกิจ แต่ด้วยความไม่คุ้มทุนและไม่มีใครกิน (จริงๆ) หอยที่หลุดออกมาจึงกลายสภาพไปเป็นหนึ่งในศัตรูพืชที่ร้ายกาจที่สุดที่ประเทศไทยเคยเจอ เห็นไข่หอยสีชมพูแดงๆ อยู่ตามริมน้ำเมื่อไหร่ แสดงว่าบริเวณนั้นถูกหอยเชอรีเข้ารุกรานเรียบร้อยแล้ว

        กุ้งเครย์ฟิช เต่าญี่ปุ่น ปลาอัลลิเกเตอร์ และสารพัดสัตว์น้ำที่ถูกนำเข้ามาเพื่อเลี้ยงหรือขาย ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่คนไทยเห็นกันจนชินตาไปแล้ว ทั้งๆ ที่สายพันธุ์เหล่านี้ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพวกเราเลย

        ในส่วนของพืช ผักตบชวายังคงยืนหนึ่งในตำแหน่งสุดยอดสายพันธุ์รุกราน หลังจากถูกนำเข้ามาเพื่อเป็นไม้ประดับและหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แม่น้ำแทบทุกสายในไทยก็โดนพืชชนิดนี้เข้าระบาดเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้จะมีความพยายามในการนำผักตบชวามาใช้เป็นอาหารหรือผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์แล้วก็ตาม การเอานวัตกรรมเข้าสู้กับผักตบก็ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น และไม่มากพอที่เราจะกวาดล้างพืชชนิดนี้ออกไปได้อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

        วัชพืชอย่างอ้อ กระถิน บัวตอง และไมยราพ ที่เราเห็นกันทั่วไปก็จัดเป็นสายพันธุ์รุกรานเช่นเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าถ้าผมเดินทางไปต่างจังหวัดแล้วเดินสำรวจป่าละเมาะ กว่าครึ่งของสิ่งมีชีวิตที่พบเจออาจจะเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ก็เป็นได้ ถ้านับรวมแมลง สัตว์บก สัตว์ปีก ฯลฯ เข้าไปอีก

        สรุปแล้วในประเทศไทยมีสิ่งมีชีวิตที่จัดเป็น ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน’ ร้อยกว่าชนิด จากสิ่งมีชีวิตหลักพันที่ถูกนำเข้ามา นี่อาจจะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ด้วยพลังทำลายล้างที่สูงเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ หลักร้อยก็นับว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงความรุนแรงที่ชัดเจนแล้วล่ะครับ

 

        กรณีศึกษาที่น่าสนใจนอกจากในบ้านเราก็เช่น เถาวัลย์ญี่ปุ่น Kudzu ที่รุกรานพื้นที่ชานเมืองของอเมริกา และอีกหลายแห่งทั่วโลกหลังจากถูกนำเข้าไปปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์ พืชชนิดนี้รุกรานได้อย่างชัดเจนมากๆ โดยการเลื้อยคลุมพื้นที่และทุกอย่างที่ขวางทาง เหมือนมีคนจงใจเอาผ้าห่มต้นไม้ไปคลุมไว้เลยครับ ปัญหานี้รุนแรงมากจนถึงขั้นต้องมีทีมไล่เผาพืชชนิดนี้กันอย่างจริงจัง (ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่) ตามกันมาติดๆ คือ Tumbleweed (ผักขมหนาม) หญ้าแห้งที่เป็นก้อนกลมๆ กลิ้งอยู่ในหนังคาวบอยนั่นเองครับ เจ้าหญ้านี้เป็นภาพคลาสสิกคุ้นตาในวัฒนธรรมสื่อเลย ไม่ต่างจากเสียงจักจั่นเวลามีคนเล่นมุกแป้ก แต่แท้จริงแล้วเจ้าพืชชนิดนี้ไม่เคยมีอยู่ในอเมริกาด้วยซ้ำ แต่ติดเข้ามาทางเรือจากแหล่งกำเนิดของมันในรัสเซียโดยอุบัติเหตุ และแพร่กระจายเร็วสุดๆ (โดยส่วนตัวผมนิยามให้เจ้าพืชชนิดนี้เป็นตัวแทนวัชพืชของโลกเลยด้วยซ้ำ) เมื่อเจ้า Tumbleweed ตายลง มันจะกลายสภาพเป็นก้อนแห้งๆ ไวไฟ อย่างที่เราคุ้นเคย ก่อนที่จะกลิ้งไปทั่ว พร้อมวางเพลิงชุมชนหรือบ้านเรือนที่ขวางทาง หากสภาพอากาศนั้นแห้งพอ

        นอกจากนี้ก็ยังมีปลาสิงโตที่กลายเป็นเจ้าถิ่นนักล่าในชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา ดาวทะเลที่ค่อยๆ กลืนปะการังใน Great barrier reef ในออสเตรเลีย หอยทากยักษ์ที่ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม หรือตั๊กแตนและแมลงศัตรูพืชอีกเพียบที่อพยพเข้าไปทำลายพืชในอาณาเขตใหม่ๆ จากผลของภาวะโลกร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น

        กรณีศึกษาทั้งหมดนี้แสดงออกถึงหลักการพื้นฐานของธรรมชาติในการเอาชนะและเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต (ที่ถูกนำเข้าไปจนเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์) ตามหลักการคัดสรรก็จริงอยู่ แต่แทบทุกเหตุการณ์ล้วนเป็นการตัดสินใจของมนุษย์ทั้งสิ้น และสุดท้ายพวกเราเองก็ไม่ได้ต้องการให้ปัญหานี้เกิดขึ้น (เพราะคงไม่มีใครอยากไปตกปลาแล้วได้แต่ปลาซักเกอร์หรอกใช่มั้ยล่ะครับ – หยีเลยนะแบบนั้น) หากจะมองในเชิงปรัชญาแล้ว เราเองก็เป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ ที่สร้างเอเลี่ยนสปีชี่ส์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาย้อนกลับมาหาพวกเราเอง เหมือนกับสำนวนไทยที่ว่า ขว้างงูไม่พ้นคอ แต่เราไปไล่จับงูมาขว้าง และที่สำคัญคือเรานี่แหละเป็นงูซะเอง

        มาถึงจุดนี้หลายๆ คนคงรู้สึกถึงความวายป่วงและรุนแรงของปัญหานี้มากยิ่งขึ้นแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงครับเพราะทุกอย่างดูจะแย่ลงเมื่อมนุษย์ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยเฉพาะยุคของอินเทอร์เน็ตและการเดินทาง

เอเลี่ยนสปีชี่และกระแสสังคม

        มนุษย์ยุคปัจจุบันสามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบการเดินทางอันทรงประสิทธิภาพทั้งทางบก น้ำ และอากาศ (รวมถึงอวกาศในอีกไม่นาน) ซึ่งหมายความว่าเรามีโอกาสที่จะนำสายพันธุ์ใหม่ไปยังพื้นที่ใหม่ได้ง่ายสุดๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ที่ได้เล่าให้ฟังกันไปข้างต้น สามารถสั่งเข้ามาในไทยได้เพียงแค่ปลายนิ้วผ่านทางเว็บ

        ลองมาดูเทรนด์ล่าสุดกันเลยครับ กับต้นไมยราพที่เป็นกระแสอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเกาหลีและญี่ปุ่นที่นำพืชชนิดนี้มาปลูกเป็นไม้สวยงามในบ้านแบบชิคๆ ตัดกิ่งให้ออกมาคล้ายบอนไซไว้เล่นเวลาใบหุบ (หรือใช้เตือนแผ่นดินไหว) กระแสนี้ลามเข้ามาในไทยจนไมยราพเริ่มมีให้เห็นอีกครั้งตามตลาดนัดต้นไม้ หรือบางคนก็ไปขุดมาจากต่างจังหวัดก็มี

        แต่ความจริงคือไมยราพ โดยเฉพาะไมยราพยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงที่เคยระบาดในไทยอย่างหนักเมื่อหลายสิบปีก่อน จนรัฐบาลต้องตั้งทีมงานมากำจัดโดยเฉพาะ เมื่อมีความต้องการอะไรสักอย่างหนึ่งตามกระแส แน่นอนว่าราคาของสิ่งเหล่านั้นย่อมต้องพุ่งสูงขึ้นตามหลักพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยเองไม่ได้มีมาตรการในการควบคุมการนำเข้าสิ่งมีชีวิตที่รัดกุม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็แทบไม่ได้ระบุบทลงโทษที่รุนแรงเอาไว้ การนำเข้าและส่งออกสิ่งมีชีวิตจึงหลุดลอดได้โดยง่าย ไมยราพเองไม่จำเป็นที่จะต้องนำเข้ามาเป็นต้นเลยด้วยซ้ำ แต่สามารถนำเข้ามาในรูปของเมล็ดซึ่งทนพอจะเก็บไว้ได้หลายปีทีเดียว

        ดังนั้นกระแสสังคมจึงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเอเลี่ยนสปีชี่ส์ขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแค่เพราะความต้องการและการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์เท่านั้นเอง ยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดรุกรานล้วนมีต้นกำเนิดมาจากการนำเข้าเพื่อใช้งานเชิงเศรษฐกิจ หรือเลี้ยงเพื่อความสวยงามตามกระแสสังคมทั้งนั้น ปลาซักเกอร์เองครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเทรนด์ เต่าญี่ปุ่นก็เหมือนกัน และผักตบชวาก็ใช่ แล้วทีนี้เราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไรดีล่ะ

บทสรุป

        ผมว่าปัญหานี้ไม่ต่างกับโรคระบาดเท่าไหร่ เพราะคนยุคใหม่ต่างก็ตระหนักถึงปัญหาการรุกรานของเอเลี่ยนสปีชี่ส์ (อย่างน้อยก็ได้เรียนเรื่องนี้ในวิชาวิทยาศาสตร์แน่ๆ) แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้ว่าต้นไม้ที่กำลังจะสั่งเข้ามา หรือปลาที่จะรับมาเลี้ยงจะกลายเป็นศัตรูของระบบนิเวศหรอกใช่ไหมครับ ยิ่งเป็นเทรนด์ด้วยแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ต่างแย่งกันสั่งสิ่งมีชีวิตนั้นเข้ามา รู้ตัวอีกทีก็สายไปแล้ว แถมในบางกรณีการกำจัดคือการปล่อยสู่ธรรมชาติซะด้วย ก็นั่นแหละครับ หายนะมาเยือนแน่ๆ

        ดังนั้นแล้วก่อนจะซื้อต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ตามเทรนด์ เราควรศึกษาให้แน่นอนก่อนว่ามันจะไม่เป็นอันตรายกับระบบนิเวศ การตัดไฟแต่ต้นลมโดยการไม่นำเข้ามาเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วครับ เพราะแทบทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการตามไปกำจัดแทบไม่สำเร็จเลย (ตอนนี้ปลาซักเกอรก็ยังมีอยู่ในแหล่งน้ำเหมือนเดิมนะ) ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมนี่เองที่จะช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นเอาไว้ได้ในอนาคต และสำคัญที่สุดคือเราทุกคนต้องร่วมมือกันด้วย เพื่อลดความเสี่ยงของการ ‘แนะนำ’ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าสู่ระบบนิเวศของพวกเรา

        ที่น่าสนใจมากๆ อีกข้อหนึ่งคือการที่พวกเราพยายามไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นนอกโลกโดยเด็ดขาด ยานอวกาศที่ถูกส่งไปสำรวจดาวดวงอื่นอย่างเช่นดาวอังคารจะต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดให้เหลือสิ่งปนเปื้อนน้อยที่สุด ก่อนจะส่งขึ้นสู่อวกาศ และเพื่อให้แน่ใจว่าการปนเปื้อนจะไม่เกิดขึ้น ยานสำรวจส่วนใหญ่จึงถูกบังคับให้ทำลายตัวเองไปเลย เช่น ยานแคสสินีที่ทะลวงชั้นบรรยากาศดาวเสาร์จนสลายหายไป มั่นใจได้ 100% ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตรอดไปได้แน่ๆ ดังนั้นแล้วหากเราใช้กระบวนการที่เป็นระบบมากขนาดนี้กับโลกของเราได้ก็คงจะดีไม่น้อย

        สุดท้ายแล้วสิ่งมีชีวิตก็ยังคงที่จะเอาตัวรอดกันต่อไปในสภาพแวดล้อมใหม่ที่พวกมันเดินทางเข้าไป ในขณะที่มนุษย์นั้นพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเราต้องการ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเราเองก็ต้องเอาตัวรอดเช่นเดียวกัน 

 


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

“ชายหนุ่มผู้หลงไหลในวิทยาศาสตร์และศิลปะ จนในบางครั้งก็หลงลืมกาลเวลาไปเสียสิ้น” —นักเขียนและกราฟิกดีไซเนอร์ประจำเว็บไซต์อวกาศ SPACETH.CO 

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist