เราสามารถฟอกอากาศด้วยเทคโนโลยีได้หรือไม่ อะไรกำลังจะมาแทนต้นไม้

Scientifica
28 Apr 2020
เรื่องโดย:

ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

ประมาณช่วงปี 2555 หนังแอนิเมชันนาม The Lorax ได้ถูกนำเข้ามาฉายในไทย เนื้อเรื่องกล่าวถึงตัวเอกที่ชื่อว่า เท็ด วิกกินส์ (Ted Wiggins) ผู้อาศัยอยู่ในโลกอนาคตที่ต้นไม้ล้มหายตายจากไปเสียหมดสิ้น ผู้คนต้องอยู่อาศัยกับต้นไม้ปลอมในรูปของหลอดไฟในเมืองปิดตาย และอากาศบริสุทธิ์ถูกอัดขวดมาขายให้กับผู้คนทั่วไปเพราะอากาศภายนอกล้วนเต็มไปด้วยมลภาวะชนิดยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยังต้องยอมแพ้

        แต่ด้วยชะตาลิขิตก็ไม่ปาน เท็ดของเราดันไปล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของต้นไม้ภายนอกกำแพงเมืองเข้าให้ การผจญภัยอันสุดแสนจะวายป่วงในการตามล่าเครื่องผลิตออกซิเจนนี้กลับมาสู่สังคมมนุษย์จึงเริ่มต้นขึ้น

        เนื้อหาที่ดูออกแนวไซไฟโลกอนาคตสุดๆ นี้ แท้จริงถูกสร้างจากหนังสือนิทานเด็กของ ดร. ซูสส์ (Dr. Seuss — ผู้แต่งเรื่อง Green egg and ham อันโด่งดัง) แต่เรื่อง Lorax กลับแฝงเอาไว้ด้วยแง่คิดและคติสอนใจเกินวัยเด็กเอาไว้มากมาย ทั้งการควบคุมระบบเศรษฐกิจด้วยการตลาดผูกขาด ไปจนถึงหลายๆ สาเหตุที่มนุษยชาติจะนำพาสังคมของตนเองไปสู่ยุคดิสโทเปียได้ในอนาคต

        อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อคิดที่สำคัญที่สุดคือการที่มนุษย์อย่างเราๆ นี่แหละเป็นตัวการร้ายที่ทำลายโลกและสิ่งแวดล้อมจนพังสลายไปเสียหมด แต่ถ้าเราเริ่มที่จะแก้ไขในสิ่งที่เรากระทำต่อโลกใบนี้ก็นับว่ายังไม่สายเกินไป (ซึ่งในเวลานี้น่าจะพูดได้เต็มปากแล้วกระมังว่าสายไปจริงๆ)

        ถึงแม้ต้นไม้จะคงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) แต่ในมหานครใหญ่หลายแห่งทั่วโลกซึ่งมีพื้นที่สีเขียวจำกัด ล้วนกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับมลภาวะทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เกินจะรับไหว ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากมลพิษที่มนุษย์สร้างขึ้น

        ท่ามกลางแนวคิดในการแก้ปัญหาที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ อย่างเช่น การปลูกต้นไม้หรือรณรงค์ลดการใช้รถ ฯลฯ ประเทศจีนกลับเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาช่วยต้นไม้ในการฟอกอากาศ นั่นก็คือการสร้างหอคอยขนาดยักษ์ที่ใช้สำหรับฟอกอากาศโดยเฉพาะขึ้นมาเลย (อารมณ์ว่าถ้าต้นไม้ฟอกไม่ทัน มนุษย์อย่างเราจะทำเอง) คอนเซ็ปต์ที่ดูเถื่อนสุดๆ นี้ ที่จริงมีการค้นคว้ากันมาระยะหนึ่งแล้ว ในชื่อคอนเซ็ปต์ว่า Anti smog tower / Smog tower (หรือหอป้องกันฝุ่นพิษ) ซึ่งนอกจากการก่อสร้างหอคอยนี้ในจีนแล้ว อินเดียและเนเธอร์แลนด์เองก็มีทีมงานที่ค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

        หลักการทำงานของหอคอยเหล่านี้คือการดักจับฝุ่นในอากาศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสมือนเครื่องฟอกอากาศขนาดยักษ์ ก่อนจะปล่อยอากาศสะอาดที่ผ่านการกรองแล้วกลับสู่ภายนอก (โดยแยกไม่ให้ปนกับอากาศสกปรก) หอคอยที่สร้างเสร็จแล้วในเมืองซีอานของจีน ยึดหลักการนี้โดยตรง โดยดูดอากาศรอบทิศทางเข้ามากรองด้วยต้นไม้นานาชนิดในเรือนกระจกที่บริเวณฐาน ความร้อนจากเรือนกระจกทำให้อากาศลอยตัวขึ้นไปยังส่วนหอคอยสูงกว่า 100 เมตร เพื่อผ่านไส้กรอง (คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นประเภท HEPA) และปล่อยออกไปภายนอกที่บริเวณยอดเพื่อไม่ให้ปนเปื้อนกับฝุ่นที่ลอยตัวต่ำบริเวณพื้นดิน หอคอยนี้สามารถกรองอากาศได้มากถึง 50-100 ลบ.ม ต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 ตร.กม ช่วยลดฝุ่นในบริเวณโดยรอบหอคอยลงได้ แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวนั้นยังคงเป็นอะไรที่ต้องศึกษากันต่อไปอีก

 

หอคอยฟอกอากาศ

 

        ในส่วนของประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น Smog tower ที่สร้างขึ้นเน้นไปที่ความสวยงามมากกว่าเพื่อไม่ให้ดูโดดเด่นเกินไปแบบ Smog tower ของจีนซึ่งอาจจะได้มลภาวะทางสายตาแถมมาแทน โดยงานออกแบบนั้นถูกนำโดย Studio Roosegaarde หนึ่งในสตูดิโอออกแบบชื่อดังที่มีผลงานในด้านนี้มาแล้วหลายชิ้น 

        ตัว Smog tower ของ Roosegaarde มีความสูงแค่ 7 เมตร และใช้เทคโนโลยี Positive Ionization มาช่วยในการกรองอากาศเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากระบบของหอคอยในจีนที่เลี่ยงการใช้ไฟฟ้ามาเสริมถ้าไม่จำเป็น แต่ถึงกระนั้น ระบบของ Roosegaarde ก็ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในปริมาณที่ต่ำมากทีเดียว อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ดังนั้น ตัว Smog tower นี้จึงเหมาะที่จะจัดวางไว้ในสถานที่ทั่วไป เช่น สวนสาธารณะหรือพื้นที่ที่มีคนใช้งานมาก โดยเป็นระบบที่เน้นการทำงานร่วมกันผ่านระบบกรองหลายๆ ตัวในพื้นที่ เพื่อกำจัดมลภาวะออกไป 

        โครงการ Smog tower ของ Roosegaarde ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั้งในเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ และในจีนด้วยเช่นกัน

 

        มนุษย์เรานั้นมีแนวคิดที่แปลกใหม่มากมายในการแก้ไขปัญหา คอนเซ็ปต์ของ Anti smog tower เองก็เป็นไอเดียที่เคยถูกมองว่าประหลาดและไม่น่าเป็นไปได้จริง แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการกำจัดมลภาวะและการผลิตพลังงานสะอาด ล้วนตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ของแนวคิดนี้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ         

        สุดท้ายแล้วต้นไม้และพื้นที่สีเขียวในเมืองยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และควรที่จะได้รับการเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ใช่ตัดทิ้งจนโกร๋นเพื่อหลบสายไฟ) และการการเข้ามาของ Anti smog tower ก็ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนี้สามารถแทนที่ต้นไม้ไปเสียทั้งหมด (แน่นอนว่าไม่มีอะไรมาแทนต้นไม้ได้) เทคโนโลยีนี้เป็นเหมือนตัวช่วยที่เพิ่มประสิทธิภาพในการกรองอากาศเสียมากกว่า การสร้าง Smog tower เองก็ผลิตฝุ่นขึ้นมามากด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราต้องศึกษาให้ดีถึงผลกระทบและประสิทธิภาพที่จะได้จากเทคโนโลยีนี้ เพราะหากย้อนกลับไปดูกันแล้ว มนุษย์เราเองมิใช่หรือที่เป็นตัวการลดจำนวนต้นไม้ลงตั้งแต่ต้น เป็นการทำลายเครื่องฟอกอากาศที่ดีที่สุดของธรรมชาติลงด้วยน้ำมือเราเอง

        หวังว่าพวกเราคงจะไม่ต้องอาศัยอยู่ในโลกไร้ต้นไม้แบบ Lorax ที่ต้องใช้ Anti smog tower เพื่อสร้างอากาศสะอาดพอให้หายใจได้ไปวันๆ หากเป็นเช่นนั้นมนุษยชาติก็คงจะหมดสิ้นซึ่งความหวังในการรักษาโลกใบนี้เอาไว้แล้วจริงๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

“ชายหนุ่มผู้หลงไหลในวิทยาศาสตร์และศิลปะ จนในบางครั้งก็หลงลืมกาลเวลาไปเสียสิ้น” —นักเขียนและกราฟิกดีไซเนอร์ประจำเว็บไซต์อวกาศ SPACETH.CO 

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist