โลกของเราสว่างไปแล้วหรือเปล่า ทำไมเราจึงต้องใส่ใจกับมลภาวะทางแสง

Scientifica
1 Sep 2020
เรื่องโดย:

ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

ทำไมผู้คนในเมืองใหญ่ถึงไม่เคยได้เห็นดาวนับล้านๆ ดวงบนฟากฟ้า ทำไมมนุษย์อย่างเราๆ ถึงได้วิวัฒนาการมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในนครที่มิเคยหลับไหล โดยใช้แสงไฟที่คิดค้นขึ้นเป็นเครื่องมือในการยืดเวลาชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในห้วงภวังค์ออกไปอีก

        เป็นเวลานับหลายศตวรรษที่พวกเราทุ่มเทหยาดเหงื่อและความรู้เพื่อพัฒนาแสงที่สว่างกว่าดวงจันทร์ อยู่ได้นานกว่าดวงอาทิตย์ แถมสามารถใช้ได้ทุกที่ ตั้งแต่กองไฟขนาดใหญ่, เทียนไขก้านยาว, ตะเกียงจ้าวพายุ, มาจนถึงหลอด LED หรือเลเซอร์ในปัจจุบัน ที่ยืนยันถึงความสำเร็จในการพัฒนาแสงสว่างของพวกเราไปอีกขั้น

        ในโลกสมัยใหม่ ความสว่างเป็นทั้งมาตรฐานในการใช้ชีวิตและสาธารณูปโภค ผนวกกับระบบไฟฟ้าที่เข้าถึงแทบทุกมุมโลกแล้ว แสงสว่างจึงเป็นถึงเครื่องแสดงถึงการมีอยู่และอารยธรรม (Civilization) ของมนุษย์ได้อีกด้วย ภาพถ่ายดาวเทียมยามค่ำคืนคือการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดแล้ว จุดแสงสว่างทั้งหลายตามพื้นทวีปนอกจากสายฟ้าในพายุ คือหมุดหมายของการมีตัวตนอยู่ของพวกเรา แต่ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้กำลังจะกลายเป็นดาบสองคมหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเราได้เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยแสงสว่างในทางที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราเอง แต่ผลเสียที่อยู่ด้านหลังม่านแห่งนวัตกรรมและชีวิตนี้คืออะไรกันแน่

วิวัฒนาการมากับความมืด

        มนุษย์เราเป็นศัตรูกับความมืด ลึงลงไปจนถึงระดับสัญชาตญาณ พันธุกรรม และวัฒนธรรม เราเลือกเวลากลางคืนมาเป็นแหล่งบ่มเพาะเรื่องเล่าน่าหวาดกลัวทั้งหลาย และแต่งแต้มให้มันเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ความกลัว หรือแม้กระทั่งความตาย เรื่องเล่าของเหล่าผีและวิญญาณล้วนปะปนมากับค่ำคืนดึกสงัดไร้ซึ่งแสงไฟทั้งสิ้น

        แต่ทำไมกันล่ะครับ ทำไมเราถึงเลือกที่จะรังเกียจเดียดฉันท์ยามราตรีกันขนาดนี้ คำตอบคือเพื่อการป้องกันตัวนั่นเอง ย้อนไปสมัยก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการใช้ไฟ แหล่งกำเนิดแสงอย่างเดียวที่เรามีคือดวงจันทร์และดาวนับล้านๆ ดวงที่สุกสกาวอยู่เต็มท้องฟ้า เราในฐานะสปีชีส์ไม่สามารถควบคุม ‘แสง’ เหล่านี้ได้เลย หากโชคดีเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง เราก็คงมีโอกาสมองเห็นทางเดินกลับไปที่พักของตนเองได้ แต่ถ้าเป็นคืนเดือนมืดล่ะก็ คงจะต้องตัวใครตัวมัน หรือถ้าจำเป็นก็ต้องเลี่ยงไปใช้ระบบประสาทอื่นที่ไม่ใช่ ‘ตา’ ในการนำทาง (และชีวิต) ให้รอดไปได้อีกค่ำคืนหนึ่ง

        ดวงตานี่แหละครับที่กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะในความมืดสนิทที่ปกคลุมป่าดิบไปทั่วนั้น มีสัตว์นักล่าอีกเป็นร้อยที่มองเห็นเราได้แบบชัดระดับสไนเปอร์ติด Night vision scope เลยก็ไม่ปาน สาเหตุคือสัตว์นักล่ากลางคืนอย่างเช่น เสือ มีเซลล์รูปแท่งที่ประกอบกับเป็นประสาทรับภาพสูง จึงสามารถมองเห็นในที่ที่มีแสงน้อยได้ดี แตกต่างจากมนุษย์ที่มีเซลล์รูปโคนเยอะกว่าเพื่อประมวลสีและใช้งานในที่มีแสงเช่นเวลากลางวัน มนุษย์จึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เหมือนกับได้ไอเทมที่ตีบอสไม่ได้มาใช้ยังไงยังงั้น แถมด้วยหลักการของสิ่งมีชีวิตที่กลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นกันอยู่แล้ว (เพราะเมื่อมองไม่เห็น เราก็จะ ‘คาดการณ์’ ความเสี่ยงไม่ได้) ความมืดนี่แหละครับจึงกลายเป็นสุดยอดเครื่องมือแสนเพอร์เฟ็กต์ของธรรมชาติที่จะใช้ตัดกำลังเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ได้ได้

        เพราะด้วยเหตุนี้ มนุษย์เราจึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่เหยื่อทำได้ดีที่สุดครับ ใช่แล้วครับ ‘หนี’ นั่นเอง ตะวันลับขอบฟ้าเมื่อไหร่คือหมดเวลา ต้องรีบเข้าที่กำบัง ซ่อนตัว และพักผ่อน ถ้าไม่ออกไปใช้ชีวิตในความมืด อันตรายก็จะไม่เกิดขึ้นกับพวกเรา พวกเราจะปลอดภัย และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้โดยไม่โดนเสือคาบไปกิน

        “แสงสว่างคือเพื่อน และความมืดคือศัตรู” จึงฝังอยู่ในสัญชาตญาณของพวกเรามานับแต่นั้น

        แต่อีกไม่นานหรอกครับ…

เทคโนโลยีและความสว่าง

        และแล้วมนุษย์ก็ใช้ไฟเป็นในที่สุด ง่ายๆ แค่นั้นเลยครับ โคตร Plot twist หักมุมสุดๆ เลย เพราะกลายเป็นว่าเราเอาภัยธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิงวิวัฒนาการไปเรียบร้อย ทั้งใช้หุงหาอาหาร ป้องกันตัว  พัฒนาวัสดุ อ๋อ และใช้ให้แสงสว่างไปด้วย หลังจากนั้นเราก็ต้องการที่จะยืดความสว่างที่มีออกไปอีก เราค้นพบว่าเชื้อเพลิงและไขมันสัตว์สามารถทำหน้าที่นี้ได้ เทียนไขจึงถือกำเนิดขึ้น ตามมาด้วยตะเกียงน้ำมัน ที่ทำให้มนุษย์เริ่มล่าวาฬมาใช้เป็นเชื้อเพลิง พัฒนาต่อมาเป็นตะเกียงก๊าซ (ที่ระเบิดได้ด้วยนะ) ในเมืองใหญ่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม

        จนในที่สุด เราก็ค้นพบสุดยอดพลังงานที่เหมาะสมมากๆ ที่เราเรียกว่าไฟฟ้าขึ้นมาได้ เราใช้การไหลของอิเล็กตรอนนี้ในการกระตุ้นไส้หลอดไฟในหลอดไส้ไฟฟ้า เพิ่มความสว่างและความสะดวกขึ้นไปอีก แต่นั่นยังไม่พอ หลอดไส้กินพลังงานมาก เราจึงคิดค้นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้แก๊สในการกระตุ้นสารเรืองแสงที่ฉาบภายในหลอด วิธีนี้ช่วยลดพลังงานไฟฟ้าลงไปได้ แต่ก็ยังคงไม่พอต่อความต้องการของเราอยู่ดี เราจึงพัฒนาต่อจนเกิดเทคโนโลยีแอลอีดี (LED: Light Emitting Diode) ขึ้นมา ซึ่งใช้สารกึ่งตัวนำในการปล่อยโฟตอนเพื่อให้แสงสว่าง วิธีนี้คือสุดยอดนวัตกรรมด้านความสว่างที่แท้จริง เพราะประหยัดพลังงานแบบสุดๆ เปลี่ยนสีได้เพียบตามความต้องการ แถมใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยสูง ในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงเต็มไปด้วยแสงสี ดวงดาวไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเราในการนำทางอีกต่อไป มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยในยามวิกาล และในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เมืองหลวงส่วนใหญ่ก็สว่างแทบไม่ต่างจากกลางวัน มนุษย์หนึ่งคนต้องอยู่ภายใต้หลอดไฟไม่ต่ำกว่าสองถึงสามหลอด แทบจะตลอดเวลาเลยก็ว่าได้

        ดูเหมือนมนุษย์จะประสบชัยชนะและสยบความมืดลงได้ด้วยเทคโนโลยี นิทานเรื่องนี้น่าจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งใช่ไหมล่ะครับ แต่แน่นอนว่าถ้าบทความผมยาวขนาดนี้ ความจริงก็คือ…

มลพิษทางแสง เมื่อสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดย้อนกลับมาเล่นงานพวกเราเอง

        …เราสว่างกันเกินไปครับ ใช่ครับ ไม่ผิดเลย พวกเราสว่างกันมากเกินไปจริงๆ เพราะหลอดไฟเปล่งแสงออกมาทุกทิศทุกทาง แสงที่สะท้อนหน้ากระดาษหรือพุ่งออกจากหน้าจอเข้าตาของคุณผู้อ่านได้ทำหน้าที่ของมันเป็นที่เรียบร้อย แต่โฟตอนที่เหลือล่ะ แน่นอนว่ามันกระจายออกไปทางอื่นตามกฎของคลื่น เลี้ยวเบน แทรกสอด หลุดรอด สะท้อนออกไปจากโคมกั้นได้ตามหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยิ่งกับแสงไฟถนนที่ส่องลงไปที่พื้นตรงๆ แม้จะเป็นถนนยางมะตอย แสงก็สามารถ ‘สะท้อน’ ออกไปได้อยู่ดี ถึงแม้พื้นผิวจะขรุขระก็ตาม แสงที่เล็ดลอดออกไปเหล่านี้คือที่มาของมลภาวะทางแสง ที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย (ไม่นับเรื่องมลภาวะทางอากาศที่มีผลร่วมกันได้อีก)

        มลภาวะทางแสงที่พบกันได้บ่อยๆ ถูกจำแนกองค์ประกอบ 4 ประเภทคือ

        1. Glare – แสงที่กระจายออกมาในทิศทางที่เราไม่ต้องการ (คล้ายๆ Flare ที่จ้าอัดเข้ามาในกล้องเวลาถ่ายภาพยนตร์)

        2. Skyglow – การที่แสงบนพื้นโลกส่องหรือสะท้อนขึ้นไปในชั้นบรรยากาศและอนุภาคแขวนลอยจนเหมือนเป็นแสงเรืองปกคลุมไปทั่วบริเวณ

        3. Light trespass – แสงที่ส่องไปในบริเวณที่เราไม่ต้องการ

        4. Clutter – การที่แหล่งกำเนิดแสงอยู่รวมกันมากๆ จนเกิดเป็นแสงสว่างจ้าเกินไป

        เมื่อทั้งสี่รวมกัน ความหายนะจึงบังเกิด บริเวณเช่น ใจกลางเมือง ทางด่วน สนามบิน จะมีองค์ประกอบนี้ครบถ้วน สังเกตได้จากแสงที่เรืองขึ้นมาจนเราไม่สามารถมองเห็นอะไรโดยรอบได้ชัดเจน เหมือนมีม่านหมอกสว่างๆ มาขวางการมองเห็นของเราเอาไว้ ปัญหานี้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงย่านชุมชนด้วยซ้ำ และวิธีการทดสอบง่ายๆ คือการลองเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าตอนกลางคืน ถ้าเราเห็นเมฆเป็นสีขาวจากแสงสะท้อนเมื่อไหร่ นั่นแปลว่าบริเวณนั้นมีมลภาวะทางแสงอย่างชัดเจน ถ้าเป็นพื้นที่ที่ท้องฟ้ามืดสนิท เมฆจะกลายเป็นสีดำท่ามกลางแสงดาวที่สว่างอยู่ด้านหลังนั่นเอง ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขนาดนี้น่าจะทำให้คุณผู้อ่านเห็นภาพกันแล้ว แต่ผลกระทบที่ตามมากลับมากกว่าที่พวกเราคิดซะอีก

ผลกระทบต่อสุขภาพ (และสิ่งแวดล้อม)

        มนุษย์อย่างเราๆ ควรจะพักผ่อนนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่การเข้ามาของหลอดไฟทำให้เราทำลายข้อจำกัดทางธรรมชาติไปได้ มนุษย์เรานอนน้อยลง และดึกมากขึ้น รวมถึงผิดวัฏจักรนาฬิกาธรรมชาติได้เต็มที่ เพราะในเมื่อมีแสงสว่าง พวกเราก็สามารถทำงานและดำเนินกิจวัตรได้เรื่อยๆ

        นี่กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันหรือโรคหัวใจก็มีสาเหตุมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แสงไฟถนนที่แยงตาจนทำให้บางคนนอนไม่หลับก็เป็นสาเหตุเช่นเดียวกัน

        นอกจากนั้น นักดาราศาสตร์และผู้คนอีกมากมายที่พยายามจะใช้ประโยชน์จากความมืดล้วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า 

        ผลกระทบจากมลภาวะทางแสงนั้นกระทบสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ หนักกว่าหลายเท่าครับ แมลงที่บินตอมไฟเพราะคิดว่าเป็นดวงจันทร์ส่งผลให้หลายสายพันธุ์สูญหายไปตลอดกาลจากระบบนิเวศเขตเมือง นกอพยพที่บินชนอาคารเพราะแสงที่รบกวนการนำทาง หรือสัตว์ป่าหลายชนิดที่ตามแสงไฟเข้ามาหากินในเมืองจนเกิดอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะกับประเทศที่มีป่าเยอะๆ เช่น โซนยุโรป) ก่อความเสียหายกับทั้งคนและสัตว์ไม่ต่างกัน

        เราจึงสามารถพูดได้ว่ามนุษย์เราเอาชนะความมืด โดยทำลายวัฏจักรกลางวัน-กลางคืนไปแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจึงเป็นปัญหาประเภทเดียวกันกับการฝืนธรรมชาติทั้งหลายแหล่

ท้ายที่สุดแล้ว เราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร

        มาจนถึงจุดนี้หลายๆ คนน่าจะเห็นว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือการลดปริมาณแหล่งกำเนิดแสงลง ซึ่งก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุซะด้วย แต่วิธีนี้ก็จะพาเราย้อนกลับไปสมัยยุคหินเลยหรือเปล่า เรากำลังจะทำลายซึ่งเป้าหมายที่พวกเราอุตส่าห์แก้กันมาเป็นร้อย เป็นพันปีเลยหรือ คำตอบคือไม่เลย เราแค่ทำอย่างไรก็ได้ให้มลภาวะทางแสงลดลงและมีความสว่างแค่พอดี

         หลอดไฟแอลอีดีที่ผมได้กล่าวถึงไปนี่แหละที่เรานำมาใช้ได้ ด้วยความที่หลอดประเภทนี้ประหยัดไฟมาก และควบคุมความสว่างได้ดี เราจึงสามารถออกแบบและติดตั้งให้เหมาะสมกับสถานที่และการใช้งานได้ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าหลอดไส้ธรรมดา แต่ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากพวกเราลองหันไปมองรอบๆ ตัวกันดีกว่าว่าเรามีไฟที่ไม่ใช้มากแค่ไหน หากไม่ใช่สถานที่จำเป็นอย่างห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการที่แสงสว่างเป็นเรื่องสำคัญ การถอดหลอดไฟออกสักหลอด หรือย้ายโคมไฟไปไว้ในที่ที่จำเป็นกว่าก็ช่วยได้แล้ว การเปลี่ยนไฟมาเป็นระบบเซนเซอร์ที่สว่างเฉพาะช่วงเวลาที่เราต้องการ ก็ช่วยได้ การติดม่านเพื่อกันทั้งแสงภายในเล็ดลอดออกไป และแสงภายนอกสว่างเข้ามาก็เช่นกัน รวมถึงการลดปริมาณแหล่งกำเนิดแสงที่อยู่ใกล้ๆ กันออกก็ด้วย ยิ่งเรากำจัดแสงที่ไม่จำเป็นออกไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยได้เท่านั้น

        แต่กระบวนการที่ต้องแก้ไขที่ระบบใหญ่ๆ ทั้งหมดนี้ต้องใช้การวางแผน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีองค์กรระดับโลกอย่าง IDA หรือ International Dark-Sky Association เข้ามาเป็นหัวหอกในการนำแคมเปญ ‘ปรับ’ ความสว่างของเรากัน (Dark Sky Movement)

        เมือง ชุมชน อุทยาน และสถานที่ที่ร่วมมือกับทาง IDA จะทำการจัดระบบแสงสว่างใหม่ทั้งหมด โดยมีการตรวจสอบโดยทีมนักวิจัย และเครื่องมือ เช่น Light meter หรือภาพถ่ายดาวเทียม และกระบวนการทางภูมิสารสนเทศ เมื่อผ่านเกณฑ์แล้วก็จะได้รับตราสัญลักษณ์สุดเท่เป็นการรับรอง และที่สำคัญคือได้ท้องฟ้ายามค่ำคืนอันสวยงามกลับมาอีกครั้ง (บางที่ยังได้รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวอีกด้วย)

        นอกจาก IDA แล้ว หน่วยงานด้านนี้ยังมีอีกเพียบ เช่น CieloBuio ของอิตาลี หรือหน่วยงานด้านอวกาศอย่าง NASA ก็รณรงค์เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

        เรายังสามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์บันทึกมลภาวะทางแสงได้ด้วย เพื่อเอาข้อมูลไปช่วยพัฒนาฐานข้อมูล (ตามหลัก Information is king) ผ่านโครงการอย่างเช่น Globe at Night ที่ให้เราบันทึกมลภาวะทางแสงผ่านการสังเกตการณ์โดยตรงด้วยตาเปล่า ใช้โปรแกรมหรือแอพพลิเคชันบสมาร์ตโฟนก็ได้

        หนทางการแก้ไขยังมีอีกมากมาย ปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายๆ คนมองข้ามกันไป เพราะมันไม่ได้รบกวนเราโดยตรงอย่างฝุ่น PM 2.5 แต่เมื่อใดก็ตามที่มนุษยชาติเลือกที่จะลืมปัญหา สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบที่รอเล่นงานพวกเราโดยไม่รู้ตัว จริงที่อยู่ที่แสงสว่างเป็นตัวแปรสร้างทั้งโอกาส และพัฒนาสายพันธุ์ของเราขึ้นมาจนถึงจุดนี้

        แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต้องไม่ลืมว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนและความมืด ก็เป็นความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาให้พวกเราได้ใช้ชื่นชมและรักษาไว้เช่นเดียวกัน…

 


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

“ชายหนุ่มผู้หลงไหลในวิทยาศาสตร์และศิลปะ จนในบางครั้งก็หลงลืมกาลเวลาไปเสียสิ้น” —นักเขียนและกราฟิกดีไซเนอร์ประจำเว็บไซต์อวกาศ SPACETH.CO 

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist