Social Distancing จะช่วยให้เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

Scientifica
23 Mar 2020
เรื่องโดย:

กรทอง วิริยะเศวตกุล

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 ยังคงรุนแรงและกระจายตัวไปทั่วทุกที่บนโลก 

        ตัวเลขผู้ติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิตก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ วัน สิ่งที่เราเห็นตามมาก็คือหลายประเทศต่างต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมารับมือสถานการณ์ที่ยกระดับจนเข้าขั้นวิกฤตเช่นนี้

        ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยของเรา กรุงเทพมหานครเลือกใช้วิธีสั่งปิดสถานที่เสี่ยงต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สนามกีฬา และโรงภาพยนตร์ ฯลฯ เพื่อลดการชุมนุมของผู้คนในสถานที่สาธารณะลง ซึ่งมาตรการคล้ายคลึงกันนี้ถูกใช้กับนานาประเทศที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้เช่นกัน ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน เป็นต้น

        นอกจากนี้ บรรดาโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ออกมาตรการในการป้องการติดเชื้อเช่นกัน โดยทำการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนมาเป็นแบบออนไลน์ รวมถึงสถานที่ทำงานส่วนใหญ่ได้อนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้ (Work From Home) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนออกมาพบปะกันโดยไม่จำเป็น หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการ Social Distancing นั่นเอง

        นอกจากมาตรการที่ภาคส่วนต่างๆ ได้ช่วยกันกระตุ้นให้เกิดการ Social Distancing แล้ว ยังมีแบรนด์ชื่อดังที่มาร่วมรณรงค์ผ่านโลโก้ด้วย เช่น McDonald’s, MK, AIS และ Cafe Amazon ซึ่งได้เว้นระยะห่างบนโลโก้ของตัวเอง เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเว้นระยะห่างระหว่างกันและกันอย่างจริงจัง

 

        ในช่วงเวลาที่เราทุกคนต่างถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเว้นระยะห่างจากกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หลายคนอาจสงสัยถึงความจำเป็นในการทำ Social Distancing และอยากรู้ว่าการดำเนินแนวทางเช่นนี้จะนำไปสู่การยับยั้ง ป้องกัน หรือยุติการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้อย่างไร – สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อจากนี้คือคำตอบ 

ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่เชื้อให้คน 3 คน

        เพื่อจะตอบคำถามที่ว่านี้ เรามาทำความเข้าใจกับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กันก่อน 

        ว่ากันว่าไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายจากคนที่ติดเชื้อผ่านการไอหรือจาม ซึ่งการไอหรือจามแต่ละครั้งทำให้เกิดละอองขนาดเล็กได้มากถึง 3,000 เม็ดเลยทีเดียว และละอองเหล่านี้ยังสามารถกระจายไปติดกับสิ่งของหรือผู้คนในบริเวณใกล้เคียง – ที่เราอาจไปสัมผัสและนำเข้าสู่ร่างกายผ่านตา จมูก หรือปาก

        คนติดเชื้อหนึ่งคนสามารถแพร่เชื้อให้คนประมาณ 3 คน – โดยเมื่อแพร่ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เกิดการกระจายของเชื้อในวงกว้าง และจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติและยังคงพบปะใกล้ชิดกับบุคคลอื่นๆ อยู่ (โดยภายในเวลาแค่ 6 สัปดาห์ ยอดผู้ติดเชื้อจะพุ่งไปแตะหลักพันเลยทีเดียว) 

        แต่ถ้าทุกคนลดการพบปะกับผู้คนลงไปราว 1 ใน 3 ด้วยสถานการณ์เดียวกันกับการแพร่เชื้อในข้างต้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อเวลาผ่านไป 6 สัปดาห์ จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพียงแค่ 127 คนเท่านั้น – แม้จะยังเป็นตัวเลขที่มากอยู่ ทว่าเมื่อเทียบกับหลักพันในกรณีที่ไม่มีการ Social Distancing แล้ว ต้องบอกว่านี่คือตัวเลขที่น้อยมากๆ เลยทีเดียว 

Social Distancing: ห่างกันสักพักเพื่อลดการสูญเสีย  

        Social Distancing คือการทำให้ผู้คนอยู่ห่างจากกันและกัน หลีกเลี่ยงการเดินทางและการพบปะกันโดยไม่จำเป็น ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงได้มากทีเดียว เพราะอย่างที่ทราบกันว่าเชื้อมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 1-14 วัน ซึ่งแปลว่าผู้ติดเชื้ออาจจะยังไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เพราะยังไม่แสดงอาการป่วย แต่เขาได้แพร่กระจายเชื้อให้คนอื่นผ่านการพบปะหรือมีปฏิสัมพันธ์กันไปเรียบร้อยแล้ว 

        กรณีศึกษานี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1918 ที่มีการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ (ที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่าไข้หวัดใหญ่สเปน – แต่ทาง WHO ได้ยกเลิกการตั้งชื่อโรคระบาดตามสถานที่แล้ว) เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของ Dr. Wilmer Krusen ผู้บริหารสาธารณสุขของฟิลาเดเฟีย ที่พบกะลาสีติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แต่ยังคงยืนยันว่าผู้คนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลถึงการแพร่ระบาดของเชื้อนี้ และยังปล่อยให้มีการเดินขบวนพาเหรดเกิดขึ้นในเมือง ที่มีผู้คนมาร่วมงานมากกว่า 200,000 คน

        เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ใช้เวลาฟักตัวแค่ 1-3 วันเท่านั้น ทำให้เมื่อผ่านเวลาไป 3 วัน เตียงที่โรงพยาบาลต่างๆ จึงเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย และสัปเหร่อต้องจัดการกับกองศพที่สูงเป็นภูเขา เพราะยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นไปถึง 4,500 คนในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น

        ในขณะเดียวกัน เมืองเซนต์หลุยส์ที่ใช้มาตรการ Social Distancing ตั้งแต่ตรวจพบผู้ป่วยคนแรก พร้อมกับสั่งปิดโรงเรียน โบสถ์ และห้องสมุดลง รวมทั้งแบนการชุมนุมมากกว่า 20 คนขึ้นไป ได้ทำให้อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 347 ต่อ 10,000 คนเท่านั้น น้อยกว่าของฟิลาเดเฟียถึงครึ่งหนึ่งด้วยกัน ซึ่งนี่คือบทเรียนที่แม้จะผ่านมานานกว่าศตวรรษ แต่ก็ยังย้ำเตือนเสมอว่ามาตรการห่างกันสักพักนั้นยังได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพอยู่

พิษเศรษฐกิจคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

        แต่การ Social Distancing ไม่ใช่การกักบริเวณ และไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถไปไหนมาไหนได้เลย เรายังสามารถออกไปเดินเล่นหรือซื้อของได้ตามปกติ ทว่าพยายามเว้นระยะห่างจากผู้คนอย่างน้อย 2 เมตร และหลีกเลี่ยงการสัมผัสที่ไม่จำเป็นออกไป ที่สำคัญคืออย่าลืมล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ ด้วยสบู่และน้ำเป็นเวลา 20 วินาที หรืออาจใช้เจลแอลกอฮอล์แทนก็ได้เช่นกัน 

        แต่สิ่งที่ตามมาจากการ Social Distancing ก็คือบรรดาร้านอาหารต่างๆ ที่ต้องปรับตัว เปลี่ยนมาเน้นแบบห่อกลับบ้าน ร้านกาแฟต้องงดรับแก้วที่ลูกค้านำมาเอง ในขณะที่บางร้านมีการใช้รอกเพื่อส่งแก้วให้กับลูกค้าเพื่อเว้นระยะห่างให้ทุกฝ่ายปลอดภัย รวมถึงขนส่งสาธารณะที่มีผู้ใช้งานบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด 

        เมื่อมองดูมาตรการที่เริ่มชัดเจนขึ้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งความใกล้ตัวของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ย่างกรายเข้ามามากขึ้นทุกที เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะจริงจังกับการ Social Distancing มากขึ้น ทั้งเพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่นจากการติดเชื้อ ซึ่งนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่การระบาดนี้อาจสิ้นสุดลงในระยะเวลาไม่กี่เดือนให้หลัง – นี่คือกรณีที่ดีที่สุด 

        ทว่าหากการแพร่ระบาดยังคงมีอยู่ อย่างน้อยการที่เราทำ Social Distancing แยกตัวเองออกมา ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและส่งต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง และไม่ทำให้มีการแพร่เชื้อไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งยืดเยื้อออกไปเท่าไหร่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งกับเศรษฐกิจ สุขภาพ และประเทศก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปเท่านั้น 

        สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือไว้ให้ดีคือปัญหาในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้เริ่มส่งสัญญาณ หรือส่งผลกระทบต่อบุคลากรในหลายสายอาชีพแล้ว และกำลังจะเป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ว่ากันว่าต่อให้ไวรัสจากเราไปแล้ว แต่พิษเศรษฐกิจจะไม่หายไปพร้อมกับไวรัส ดังที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากหลายๆ คนที่ต้องเริ่มทยอยรัดเข็มขัด เกาะงานที่มีอยู่ไว้อย่างเหนียวแน่น โดยยังไม่รู้ว่าวิกฤตการณ์นี้จะผ่านพ้นไปตอนไหน ดังนั้นการวางแผนด้านการเงินเผื่อไว้ในกรณีที่คาดไม่ถึงนั้นเป็นสิ่งที่พึงกระทำไปด้วยในช่วงเวลานี้

เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน 

        ไวรัสที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและระมัดระวังตัวมากขึ้น เช่น การล้างมือให้ทั่วถึงและบ่อยครั้ง งดการสัมผัสใบหน้า หรือปรับตัวเข้ากับการเรียนและการทำงานรูปแบบใหม่ แถมยังต้องตัดใจจากการออกไปพบปะ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน 

        สิ่งที่น่าเศร้าคือเราอาจต้องห่างกับคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อนๆ และงดการเข้าสังคมไปสักช่วงหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ต้องห่างกันไม่กี่อาทิตย์ ย่อมดีกว่าการเพิ่มโอกาสให้คนรอบตัวเราเผชิญกับความเสี่ยง ที่อาจต้องแลกมาด้วยการไม่พบกันอีกตลอดกาล 

        ดูแลตัวเอง ดูแลกันและกันให้ดี เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน

 


อ้างอิง: 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กรทอง วิริยะเศวตกุล

“แฟนพันธุ์แท้ระบบสุริยะ คลั่งไคล้ในดวงดาว การเดินทาง และลิเวอร์พูล” —ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์อวกาศ SPACETH.CO