‘ขอกลับไปตายที่บ้าน’ เมื่อบ้านเป็นที่อยู่ของใจและเป็นที่มั่นสุดท้ายของชีวิต

Side Effects
14 Jun 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

“กลับบ้านได้ไหม ขอกลับไปตายที่บ้านนะ”

        หญิงวัยเกษียณพูดกับลูกที่เธอรัก แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะแหบไปบ้างเพราะมีเสมหะจำนวนมากคั่งค้างอยู่ในลำคอ แต่ก็ชัดเจนมากพอจนทำให้ทั้งคู่หันมาสบตากัน…

        ตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ (ตอนที่ผมกำลังเขียนบทความ) ไม่มีความสูญเสียครั้งไหนในชีวิตที่ทำให้ผมรู้สึกใกล้ชิดกับความตายได้เท่าวันที่สูญเสียคนในครอบครัว คำร้องขอซึ่งมีสถานะเหมือนกับคำวิงวอนสุดท้ายของป้า กลับไม่เป็นอย่างที่ใจหวัง เพราะลูกต้องการให้เธอได้รับการรักษาเป็นอย่างดีในความดูแลของหมอ เขาจึงเลือกทำตามสิ่งที่ตัวเองหวังไว้มากกว่า

        เขารอคอยวันที่เธอจะหายป่วยเพื่อพาคนที่รักที่สุดกลับบ้านอีกครั้ง และใช้ชีวิตอยู่ดูแลกันเหมือนที่ผ่านมา แต่ความจริงของชีวิตอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจคิด กลางดึกของคืนหนึ่งหมอบอกให้เขาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย เพียงชั่วขณะที่ทั้งสองคนได้ใช้เวลาร่วมกัน เธอหลับตาลงและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

        คงไม่ใช่แค่ป้าของผม แต่รวมถึงใครก็ตามที่กำลังป่วยหนักอยู่ตอนนี้ หรือแม้กระทั่งคนที่ยังแข็งแรงปกติดี หลายคนอาจจะเคยพูดทำนองเดียวกันว่า “…ขอกลับไปตายที่บ้าน” คำปรารถนาของพวกเขาทำให้ผมสงสัยว่า เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตทำไมคนเรามักจะคิดถึงบ้านที่จากมา

        นั่นก็เพราะว่าบ้านที่เราอยู่มาทั้งชีวิตอาจไม่ได้เป็นแค่ House หรือสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น หากแต่เป็น Home ซึ่งประกอบสร้างจากความรู้สึกผูกสัมพันธ์บางอย่างที่มีความหมายลึกซึ้งกับชีวิต บ้านจึงเป็นสถานที่ยึดโยงหัวใจของผู้อยู่อาศัยเอาไว้ ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและสบายใจทุกครั้งเมื่อได้อยู่ภายใต้ชายคาของบ้านหลังนั้น และอาจไม่ต้องรอให้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็พอจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าบ้านมีความหมายกับเรามากขนาดไหน

 

        ในทุกๆ เช้า เราทุกคนต่างออกจากบ้านเพื่อไปทำหน้าที่ตามบทบาท เราตรากตรำทำงานจนเหน็ดเหนื่อยเพราะใช้งานร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งวันจนอ่อนล้าเต็มที เราคิดถึงช่วงเวลาพักผ่อนก่อนวันจะหมดลง ดังนั้น เมื่อถึงเวลากลับบ้านทุกคนจะไม่รีรอ นั่นก็เพราะว่าบ้านกำลังนิยามความเป็นเราและคอยย้ำเตือนให้รู้ว่าเราเป็นใคร เราอาจเป็นลูกรักที่แม่ตั้งใจทำอาหารเย็นสุดอร่อยไว้ให้ หรืออาจเป็นคุณน้าใจดีของหลานที่มักจะซื้อขนมไปฝากพวกเขา เราคือใครสักคนที่ต้องรีบกลับบ้านเพื่ออีกคนที่รอเราอยู่ในบ้าน

        หากเย็นวันนั้นฝนตกหนักจนกลับบ้านไม่ได้ แม้ว่าเราในตอนนั้นจะรู้สึกทุกข์ร้อนจนแสดงอาการกระวนกระวายใจออกมา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้รู้ว่าเรามีบ้านที่เรียกว่า Home และเปลี่ยนสถานะจากสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต บ้านจึงเป็นทั้งที่อยู่ของ ‘ใจ’ และที่อยู่ของ ‘ใคร’ ซึ่งมีความหมายกับชีวิตเรามากมายเหลือเกิน

        ชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง คงจะมีไม่กี่ที่หรอกที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นที่ของเราจริงๆ หลายคนจากบ้านมาเพื่อมาทำงานต่างถิ่นต่างแดน แต่ในท้ายที่สุด ความรู้สึกลึกๆ ในใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ใหม่ย่อมทำให้พวกเขาเลือกหวนคืนสู่บ้านที่จากมา เช่นเดียวกับภาพชินตาที่เรามักจะเห็นผู้คนจำนวนมากต่างเดินทางกลับบ้านในช่วงวันหยุดยาว

        บางครั้งกว่าจะรับรู้และเข้าใจความหมายที่แท้จริงของบ้านที่เราอยู่ ก็ต่อเมื่อถึงวันที่เราต้องห่างจากบ้านมาไกลแสนไกล ไม่ต่างกับความหมายกินใจของเพลง Home จากภาพยนตร์เรื่อง The Wiz (1978) ที่บอกไว้ว่าบ้านคือสถานที่แห่งเดียวซึ่งจะทำให้พบความรักที่เติมเต็มหัวใจและทุกอย่างในชีวิตได้อย่างแท้จริง

 

        ความผูกพันและความอุ่นใจทุกครั้งเมื่อได้อยู่ในบ้านไม่อาจทำให้เกิดขึ้นได้ภายในวันสองวัน เพราะเรื่องความรู้สึกเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาสั่งสมและบ่มเพาะไม่ต่างจากปลูกต้นไม้ ถ้าเราต้องการให้มันออกดอกออกผล เราก็ต้องมั่นดูแลรดน้ำพรวนดิน ดังนั้น เมื่อเราเอาใจเข้าไปใส่ในบ้านแล้ว เท่ากับว่าเราสบายใจมากพอที่จะสร้างบรรยากาศบางอย่างเพื่อทำให้ทุกชีวิตในบ้านสุขใจ

        แต่ชีวิตไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ย่อมมีจังหวะที่ทำให้สะดุดหกล้ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน

        แม้ว่าความทุกข์และความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นจะหนักหนาสาหัสจนบั่นทอนความรู้สึกในใจไปมากขนาดไหนก็ตาม แต่ในเมื่อสิ่งเหล่านี้คือความเป็นจริงที่ชีวิตมีโอกาสพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราจึงมีหน้าที่ยอมรับและเรียนรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเก็บไว้เป็นประสบการณ์หรือเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งของชีวิตเราผ่านอะไรมาบ้าง

        เพราะไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง บ้านของเรายังมีรอยแตกร้าวบนกำแพง สีตัวบ้านยังโดนแดดเลียจนซีดจาง ต้นไม้หน้าบ้านยังแห้งเหี่ยวเจียนตายแม้เราจะใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี แล้วนับประสาอะไรกับหลายชีวิตที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น จริงอยู่ทุกคนรักชีวิตที่มีความสุข แต่ไม่มีใครหลีกหนีความทุกข์ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างคอยสร้างความหมายให้ชีวิตในบ้านที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เราเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน และบ้านเป็นส่วนหนึ่งของเรา รวมเป็นส่วนสำคัญของกันและกัน

 

        ในความเงียบสงัดภายในห้องพักผู้ป่วย หรือแม้แต่บรรยากาศภายนอกห้องตรวจที่เซ็งแซ่ด้วยเสียงฝีเท้าของผู้คนเดินสวนกันไปมา เสียงพยาบาลผู้ทำหน้าที่คอยเรียกชื่อคนไข้ตามลำดับที่นัดไว้ เสียงประชาสัมพันธ์ที่ดังอยู่เรื่อยๆ เสียงไอไม่เป็นจังหวะของผู้ป่วยซึ่งไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของ และเสียงเด็กเล็กร้องไห้งอแงไม่หยุด อาจมีใครบางคนกำลังส่งเสียงวิงวอน “ขอกลับไปตายที่บ้าน” และคงดังต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มีบ้านกลายเป็นที่อยู่ของใจโดยสมบูรณ์ เพราะเราต่างสร้างความหมายให้ชีวิตต่างกันไปเป็นของตัวเอง

        แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะมีบ้านหลังนั้น… บ้านหลังที่เป็นทั้งที่อยู่ของใจและเป็นที่มั่นสุดท้ายของชีวิตนี้

 


Reference:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ