เราควรรักตัวเองให้มากๆ แต่อย่าหลงตัวเองมากเกินไปเป็นอันขาด

Side Effects
24 May 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร, อุษา นพประเสริฐ

ทุกคนย่อมรักตัวเองเป็นธรรมดา แต่อะไรก็ตามถ้ามากเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี เพราะความรู้สึกรักตัวเองมากๆ บางครั้งอาจแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงในตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่ฟังเสียงใคร จนทำให้มองไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของคนอื่นๆ ที่อยู่รายล้อมรอบข้างได้อีกเลย แล้วในท้ายที่สุดอาการหลงตัวเอง ก็อาจนำพาชีวิตของคนคนนั้นไปพบกับจุดจบอันแสนเจ็บปวด ไม่ต่างกับโศกนาฏกรรมของนาร์ซิสซัส (Narcissus)

        ตามตำนานเทพปรกนัมกรีกโบราณ นาร์ซิสซัสเป็นชายรูปงาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามหากได้เห็นเขาแล้วจะเกิดความรู้สึกหลงรักขึ้นมาทันทีตั้งแต่แรกพบ แต่ด้วยความหยิ่งทะนงในตน ทำให้เขาไม่เคยตอบรับรักจากใครสักคน ออกจะรังเกียจและรำคาญทุกคนที่เข้ามาชมชอบในรูปโฉมของตนเสียด้วยซ้ำ หนึ่งในคนที่เขาปฏิเสธรับรักไปคือ เอคโค (Echo) นางไม้ผู้ปลีกวิเวกอยู่เพียงลำพังในป่าลึก ซึ่งนาร์ซิสซัสเองก็ไม่รู้ตัวว่าจะเป็นคนทำให้เธอเสียใจจนตรอมใจตาย

        เมื่อเหล่านางไม้ตนอื่นๆ รู้เรื่อง พวกเธอโกรธและโมโหนาร์ซิสซัสมาก จึงตัดสินใจไปร้องขอต่อเนเมซิส (Nemesis) หรือเทพเจ้าแห่งการแก้แค้น จนในที่สุดนาร์ซิสซัสก็ต้องคำสาปจากความเกลียดชัง ทุกครั้งที่เขามีความรักจนตัดสินใจบอกรักใครสักคนขึ้นมา เขาจะไม่มีวันได้ความรักตอบจากใครเลยไปชั่วชีวิต เพื่อเป็นการสั่งสอนให้นาร์ซิสซัสรู้ซึ้งถึงความโศกเศร้าเช่นเดียวกันกับที่เอคโค่เคยต้องทนทุกข์กับความรู้สึกนี้ก่อนตาย

        จนกระทั่งวันหนึ่ง นาร์ซิสซัสรู้สึกกระหายขึ้นมาระหว่างเดินอยู่ในป่า เขาจึงเดินหาแหล่งน้ำใกล้ๆ จนพบ ขณะที่กำลังก้มตัวลงเพื่อเอามือตักน้ำขึ้นมาดื่ม เขากลับตกอยู่ในภวังค์แห่งความงดงามของเงาสะท้อนบนผิวน้ำโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นเงาตัวเอง เขาสารภาพรักกับเงานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกระโดดลงไปในน้ำเพื่อหวังจะได้โอบกอดกับคนที่รักสักครั้ง แต่ทุกอย่างกลับหายไปหมดสิ้น เขาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเฝ้ารอคำตอบ แต่ทุกอย่างเงียบงัน ที่ตรงนั้นมีเพียงเสียงของเขาที่ดังก้องอยู่คนเดียว ถึงแม้เวลาจะค่อยๆ ล่วงเลยไป แต่เขาก็ยังรอคอยการตอบรับรักอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง จนในที่สุดนาร์ซิสซัสก็ตรอมใจตาย เพราะผิดหวังจากความรักเหมือนกับเอคโค่

 

หลงตัวเอง
Echo and Narcissus (1903) John William Waterhouse, Walker Art Gallery

 

        ในโลกความเป็นจริง ชื่อของนาร์ซิสซัสจึงกลายมาเป็นชื่อเรียกความผิดปกติของบุคลิกภาพที่เรียกว่า Narcissism หรือ Narcissistic Personality Disorder เพื่อสื่อความหมายถึงอาการหลงตัวเองมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนอื่นเพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเองอย่างเดียว แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการกระทำหรือพฤติกรรมแบบไหนที่หลงตัวเอง?

        คนพูดอวดคุยโว ยกตนข่มท่าน มักใหญ่ใฝ่สูง เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น อิจฉาริษยา ทนไม่ได้ถ้าเห็นใครได้ดีกว่า รู้สึกว่ามีแค่ตัวเองคนเดียวที่คู่ควรกับคำชื่นชมหรือการกล่าวยกย่อง ใช้ชีวิตอยู่กับการเพ้อฝันถึงความหรูหรา อำนาจ ชื่อเสียง และความสำเร็จ รวมถึงแสดงพฤติกรรมข่มเหงออกมาอย่างชัดเจนเพื่อบังคับให้ทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี เพราะคิดเองเออเองว่าตนนั้นวิเศษวิโสและอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆ พฤติกรรมเกรี้ยวกราดน่ารังเกียจเหล่านี้ที่ไม่มีใครอยากคบหาหรือเข้าใกล้ คือลักษณะของคนหลงตัวเองที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งแตกต่างจากคนหลงตัวเองเพราะขาดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ คนประเภทนี้ไม่ได้ก้าวร้าว แต่จะเก็บตัวเงียบ มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายและขี้น้อยใจทุกครั้งเมื่อถูกตำหนิ ข่มขู่ หรือคุกคามด้วยคำพูดรุนแรง โดยเฉพาะคำดูถูกดูแคลนที่บ่งบอกความไม่สำเร็จหรือความเป็นไปไม่ได้ในชีวิต เช่น “ไม่มีทาง…ได้หรอก”

        แต่คนหลงตัวเองทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไม่เคยมีความเข้าใจหรือนึกถึงความรู้สึกของใครทั้งนั้น ทำให้มีความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างผิวเผิน หรืออาจกลายเป็นคนที่มีปัญหาความสัมพันธ์ไปเลย ซึ่งถ้ายังพอมีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ผู้อื่นอยู่บ้างก็จะไม่เป็นคนหลงตัวเองแบบนี้

        ถึงแม้อาการหลงตัวเองจะไม่ใช่โรคติดต่อ แต่รูปแบบการใช้ชีวิตยุคใหม่กลับเป็นตัวเร่งให้คนเราเกิดอาการหลงตัวเองได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นราวกับเป็นโรคระบาดที่แพร่กระจายในสังคม ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้กันเป็นปกติในชีวิตประจำวันอยู่ในสถานะไม่ต่างกับเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนและสื่อสังคมออนไลน์

     ในปี 2013 พจนานุกรมภาษาอังกฤษออกซ์ฟอร์ดประกาศให้คำว่า selfie หรือการถ่ายภาพตัวเองเป็นคำแห่งปี เพราะในช่วงเวลานั้นคนทั่วโลกให้ความสนใจกับสไตล์การถ่ายรูปตัวเองเป็นอย่างมาก หันไปทางไหนหรือไถดูฟีดทั้งในเฟซบุ๊กและไอจี ก็เห็นแต่คนยกกล้องหรืออุปกรณ์ถ่ายภาพหันเข้าหาตัวเองหรือเงาที่สะท้อนในกระจก จะว่าไปก็ไม่ต่างกับตอนที่นาร์ซิสซัสหลงรักเงาในน้ำ ยังไม่นับ selfie stick หรือไม้เซลฟี ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่สนองความต้องการของคนหลงตัวเองได้เป็นอย่างดี

 

หลงตัวเอง
Selfies in a Ball Bath (2018) Rolf Vennenbernd/DPA, Agence France-Presse, Getty Images

 

        ตลอดชีวิตของทุกคน อาจมีบางครั้งบางคราวที่เราเผลอหลงตัวเองไปบ้าง โดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตอนวัยรุ่นระหว่างค้นหาตัวตนก่อนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างที่คิด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราเติบโตผ่านการเรียนรู้จนมีความเข้าใจในการเลือกใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม หรือที่เรียกว่าวุฒิภาวะ อาการหลงตัวเองที่เคยเป็นจะลดน้อยลง ในทางตรงกันข้าม เราจะกลายเป็นคนที่รู้จักรักตัวเองมากขึ้น

        แล้วรักตัวเองต่างจากหลงตัวเองอย่างไร?

        คำตอบในเรื่องนี้จึงอยู่ที่มุมมองและความคิดที่แต่ละคนมีต่อตัวเองและคนอื่น ซึ่งอยากให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองไปพร้อมกัน

        คนที่รักตัวเองจะเคารพในสิ่งที่ตัวเองเป็นรวมถึงสิ่งที่คนอื่นเป็น รู้เท่าทันสิ่งที่ตัวเองคิด รู้ว่าตัวเองเก่งอะไรหรือสามารถทำอะไรได้ดี และเปิดใจกว้างรับฟังข้อด้อยหรือจุดอ่อนของตัวเองเพื่อหาทางพัฒนาและปรับปรุงตัวเองต่อไป ถ้าเกิดทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดไป จะยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพร้อมให้อภัยตัวเอง และให้โอกาสตัวเองเริ่มต้นใหม่ เพราะคิดอยู่เสมอว่าชีวิตคือการเรียนรู้ตลอดเวลา

        ในขณะที่คนหลงรักตัวเองจะมองข้ามข้อบกพร่องในตัวเองเพราะจ้องแต่จะจับผิดคนอื่น รู้สึกทุกข์ร้อนและไม่เคยยินดีหรือชื่นชมเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า พยายามบิดเบือนและเลือกรับรู้ตัวเองและคนรอบข้างหรือเหตุการณ์ต่างๆ เฉพาะด้านเท่านั้น ซึ่งมักจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เมื่อสนใจแต่ตัวเองจึงสามารถคิดวิธีหรือวางแผนเพื่อเอาเปรียบและกอบโกยผลประโยชน์จากผู้อื่นได้ตลอดเวลา

        สิ่งสำคัญคือแม้จะหลงตัวเอง แต่ลึกๆ กลับไม่เคยมีความมั่นใจในตัวเอง ออกจะเปราะบางด้วยซ้ำ ซึ่งมักจะกลบเกลื่อนด้วยการแสดงอารมณ์ร้าย หุนหันพลันแล่น ควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยไม่ได้ ในท้ายที่สุดจะเกิดอาการซึมเศร้าและเกิดปัญหาทั้งในชีวิต หน้าที่การงาน และความสัมพันธ์

        จะว่าไปคนหลงตัวเองคือคนที่น่าสงสารและควรได้รับความเห็นใจ แม้ว่าเขาอาจแสดงพฤติกรรมน่าขยะแขยงไปบ้าง เพราะถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากเป็นคนน่ารังเกียจในสายตาคนอื่น นาร์ซิสซัสถูกตีตราหาว่าเป็นคนหลงตัวเอง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงาบนผืนน้ำนั้นคือตัวเขาเอง ไม่นานหลังจากนาร์ซิสซัสตรอมใจตาย ณ ผืนดินริมแหล่งน้ำตรงนั้นก็มีดอกไม้สีขาวแกมเหลืองบานขึ้นมา เพื่อเป็นระลึกถึงโศกนาฏกรรมจากความรักและความหลงในตน

 


Reference:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

เรื่องโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ