Pathological Lying: สร้างชีวิตใหม่ด้วยคำโกหก เพราะการยอมรับความจริงคือความเจ็บปวดยิ่งกว่า

Side Effects
5 Apr 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

ถ้าพูดถึงการจับโกหก เต็มสิบคุณให้คะแนนตัวเองในเรื่องนี้เท่าไหร่? คะแนนสูงอาจหมายความว่าคุณเก่งกาจด้านการจับไต๋ รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนที่ไม่พูดความจริง คล้ายกับว่าเพียงใครสักคนเริ่มอ้าปาก คุณก็มองเห็นลิ้นไก่ทะลุไปยังเบื้องลึกภายในใจจนหมดเปลือก ขณะที่คะแนนน้อยอาจหมายถึงการไม่ค่อยทันคนหรืออ่อนต่อโลกเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปั่นหัวได้ง่ายๆ ด้วยคำโกหกสวยหรู ไม่ว่าคุณจะให้คะแนนตัวเองมากน้อยเท่าไหร่ แต่นี่คือคะแนนจากความรู้สึกและมุมมองต่อตัวเองที่สะท้อนออกมาว่าคุณคิดเห็นอย่างไรเมื่อตกเป็นฝ่ายถูกโกหกใส่

        เป็นเรื่องธรรมดาที่คนส่วนใหญ่มักรู้สึกไม่ชอบใจเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกหลอกหลวงด้วยคำโกหกไม่ว่าจากปากใครก็ตาม เพราะการตกเป็นผู้ถูกกระทำ แสดงถึงความไม่สนิทใจ หรือการไม่ได้รับความไว้วางใจมากพอจากคู่สนทนาที่จะยอมเปิดเผยความจริงให้ได้รับรู้ แต่เงื่อนไขทำนองนี้แปรเปลี่ยนได้ด้วยการมีความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อคู่สนทนารู้จักกันมากขึ้น จะทำให้ต่างฝ่ายรู้สึกเชื่อใจและจริงใจต่อกัน จากคนอื่นคนไกลกลายเป็นคนชิดใกล้ แล้วเมื่อถึงจุดที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจมากพอ ทั้งคู่จะพูดความจริงและไม่โกหกเหมือนก่อนหน้านี้

        แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะลึกๆ แล้วมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัวและหวังแต่ได้ ยอมแม้กระทั่งทำทุกอย่างโดยเฉพาะโกหกเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย รอดในที่นี้ไม่ใช่แค่กินอิ่มนอนหลับ แต่รวมถึงการได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งเป็นความปลอดภัยในความรู้สึกที่ทุกคนต่างโหยหา

        ดังนั้น การพูดโกหกที่มีสาเหตุมาจากความรู้สึกขาดแหว่งภายในจนกลายเป็นบาดแผลในใจ รวมถึงความคิดวิตกกังวลว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า ถึงขนาดต้องสร้างเรื่องต่างๆ นานาขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจตลอดเวลา เพื่อชดเชยไม่ให้ตัวเองรู้สึกถูกลืมหรือถูกทิ้งไว้ในมุมมืด ซึ่งเป็นจุดอับความสนใจของผู้คนในสังคม ยิ่งนานวันเข้า การโกหกยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและไม่เคยมีแนวโน้มว่าจะลดน้อยลงเลยสักครั้ง พฤติกรรมโกหกที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้เข้าข่ายอาการป่วยทางจิตที่เรียกว่า Pathological Lying

ก่อนเคยเรียกว่า Pseudologia Fantastica แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น Pathological Lying

        ในปี ค.ศ. 1891 Anton Delbrueck จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้ตีพิมพ์รายงานการแพทย์ฉบับหนึ่ง โดยบรรยายถึงคนไข้ในความดูแล 5 ราย ซึ่งมีอาการผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับการพูดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง โดยเขาได้ตั้งชื่อความผิดปกตินี้ว่า Pseudologia Fantastica หมายถึง โรคพูดโกหกจากความคิดเพ้อฝัน (pseudo แปลว่าเทียมหรือปลอม logia แปลว่าคำพูด ส่วน fantastica คือ fantasy) พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้สั้นๆ ว่าเป็นการบิดเบือนความจริงในทุกๆ เรื่อง ซึ่งมีอาการรุนแรงและซับซ้อน ที่สำคัญความเจ็บป่วยนี้สามารถคงอยู่ได้นานนับปีหรือตลอดชีวิตของผู้ป่วย

        หลังจากนั้นต่อมาเมื่อทางการแพทย์เริ่มสนใจศึกษาเพิ่มเติมในโรคนี้มากขึ้น แม้จะยังไม่รู้ต้นตอหรือสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีการสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นรูปแบบพฤติกรรมหรือวิธีหนีปัญหาอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจไม่ปกติและประสบการณ์ชีวิตในอดีตมากกว่าเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย (ปัจจุบันมีการศึกษาสาเหตุจากโครงสร้างและการทำงานของสมองแต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน) จึงเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า Pathological Lying

        และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ขอย้ำอีกครั้งว่า Pathological Lying ไม่ใช่ชื่อโรคแต่เป็นชื่อเรียกอาการผิดปกติ ซึ่งแสดงออกทางการพูดโกหกซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ส่วนคนที่มีอาการ Pathological Lying เรียกว่า Pathological Liar

เพราะชีวิตเคยโดนทำร้ายและทำลาย สุดท้ายกลายเป็น Pathological Liar

        สาเหตุหลักที่จิตแพทย์และนักจิตวิทยาต่างให้ความสนใจและมุ่งประเด็นศึกษาคือเหตุผลเบื้องลึกในใจ โดยทั่วไปการที่คนเราพูดโกหกหรือพยายามปกปิดความจริงก็เพราะรู้สึกลำบากใจหากต้องบอกความจริงนั้นให้คนอื่นได้รู้ ดังนั้น Pathological Liar ก็น่าจะมีเหตุผลในการพูดโกหกที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่อาจเชื่อมโยงกับประเด็นอ่อนไหวในชีวิตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางความรู้สึกและทำลายความมั่นคงทางจิตใจที่รุนแรงกว่า ทำให้เลือกใช้วิธีพูดโกหกเพราะยอมรับความจริงไม่ได้ และเข้าใจว่าเป็นหนทางเดียวที่จะประคองชีวิตตัวเองให้ดำเนินไปอย่างปกติที่สุด ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะการโกหกครั้งแรกจะทำให้โกหกครั้งต่อไปเรื่อยๆ

        ผู้เชี่ยวชาญที่พยายามศึกษาสาเหตุของ Pathological Lying จึงคิดเห็นตรงกันว่า เป็นผลมาจากประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งเคยถูกทำลายความรู้สึกลงจากความขัดแย้งในครอบครัว พ่อแม่มีปัญหา ไม่ได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ ทำให้ขาดความอบอุ่น หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นถูกทำร้ายร่างกาย และถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกบังคับขืนใจทั้งจากคนแปลกหน้าหรือคนในครอบครัว ประสบการณ์เลวร้ายเหล่านี้สร้างบาดแผลที่ฝังลีกในใจ เกิดเป็นภาพจำที่คอยกดทับไม่ให้เด็กรู้สึกภูมิใจในตัวเอง กลายเป็นปมด้อยของชีวิตที่สร้างความด่างพร้อยราวกับว่าเป็นชีวิตที่มีตำหนิ ไร้คุณค่า เมื่อเติบโตขึ้น จะเกิดความเกรงกลัวต่อตัวเอง หวาดระแวงว่าคนอื่นจะล่วงรู้ความมืดดำของชีวิตที่มีปัญหาและเคยถูกกระทำ จึงพยายามแต่งเรื่องราวอื่นๆ มาสร้างความสนใจแทนที่ เพียงแค่ต้องการหลบหนีความจริงอันโหดร้าย แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่อยากรับรู้อีกต่อไป

        แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโกหกแบบไหนจึงเข้าข่าย Pathological Lying?

เส้นแบ่งระหว่างพูดโกหกจนเป็นสันดาน (Compulsive Lying) กับ Pathological Lying

        ข้อสังเกตง่ายๆ ที่ใช้แบ่งอาการโกหกแบบ Pathological Lying ออกจากการโกหกทั่วไปคือ ให้ดูที่เป้าหมายหรือเจตนาของการโกหก หมายความว่า Pathological Lying พูดโกหกเพราะต้องการเติมเต็มความพึงพอใจในตัวเองเป็นสำคัญ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดี ได้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม หรือโกหกเพราะต้องการหลีกเลี่ยงความลำบากใจบางอย่าง เช่น ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ความรู้สึกผิดต่อตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือจุดด้อยที่ไม่อยากบอกให้ใครรู้ ขณะที่การพูดโกหกเป็นสันดาน หรือ Compulsive Lying โกหกเพราะต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากคนอื่นมาใส่ตัว เข้าข่ายมิจฉาชีพที่คอยจ้องหลอกลวง ต้มตุ๋น คดโกง เป็นพฤติกรรมต่อต้านสังคมอย่างหนึ่ง (Sociopath) สร้างความเดือนร้อนให้เจ้าทุกข์

        นอกจากนี้ อาการโกหกแบบ Pathological Lying ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งเป็นอาการร่วมกับความผิดปกติอย่างอื่น ได้แก่

        กลุ่มแรก คนที่มีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคจิตเวชอยู่ก่อน ลักษณะสำคัญของผู้ป่วยทางจิตคืออาการหลงผิดไม่อยู่กับความจริง (out of reality) แยกแยะระหว่างความจริงที่เป็นอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านไม่ออก ทำให้พูดเพ้อถึงไปเรื่อยเพราะเข้าใจผิดหลงคิดไปว่าเรื่องที่สร้างขึ้นมาคือความจริง

        กลุ่มสอง คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มักจะสร้างเรื่องราวดีๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้นึกถึง แทนการจมปรักอยู่กับความรู้สึกเศร้าเดิมๆ จนสามารถเกลี้ยกล่อมให้ตัวเองอยู่กับเรื่องสมมติเหล่านั้นได้ แม้ภายในลึกๆ ยังคงรู้สึกถึงความขัดแย้งภายในใจก็ตาม

        กลุ่มสาม คนที่มีปัญหาบุคลิกภาพ ไม่ได้หมายถึงภาพลักษณ์ แต่หมายถึงลักษณะนิสัยบางอย่างที่สุ่มเสี่ยงกับการเป็น Pathological Liar นั่นคือการพูดโกหกบ่อยจนติดเป็นนิสัย มักจะพูดโกหกเป็นประจำแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ หรือคนที่มีบุคลิกภาพแปรปรวน หลงตัวเอง รวมถึงอาการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ (Impulse Control Disorder) ก็มักจะมีอาการโกหกแบบ Pathological Lying ร่วมด้วย

ดู ดูให้ดี วิธีสังเกตพฤติกรรมและภาษากายที่ฟ้องถึงอาการ Pathological Lying

        ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสังเกตได้รวดเร็วว่าใครกำลังพูดโกหก เพราะอาการพูดโกหกแบบ Pathological Lying อาจแนบเนียนราวเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อใดที่รู้สึกสงสัยใครบางคน ให้ลองใช้แนวทางสังเกตทั้ง 3 ด้านนี้

        เริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรมเป็นอันดับแรก คนที่เป็น Pathological Liar มักจะพยายามเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นด้วยวิธีต่างๆ เช่น เล่นใหญ่ไว้ก่อน แกล้งเจ็บป่วยปลอมๆ คะยั้นคะยอ แสดงอาการโน้มน้าวผิดปกติเพราะกลัวความแตก พยายามทำตัวเองหรือสร้างสถานการณ์บางอย่างให้ได้รับการยอมรับ ถ้าถูกจับได้ว่าโกหกจะแสดงอารมณ์โมโหร้าย หรือร้องไห้ออกมาเพราะต้องการเรียกร้องความเห็นใจ

        ข้อสังเกตต่อมาคือภาษากาย ให้สังเกตการใช้สายตาระหว่างพูดคุยที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ เช่น กะพริบตาถี่ไป หรือช้าไป น้ำเสียงก็สำคัญ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำเสียงสูงต่ำจนผิดสังเกต บางครั้งพูดติดๆ ขัดๆ เมื่อถูกถามจี้ หรืออาจอธิบายรายละเอียดยืดยาว เพราะต้องการเพิ่มเหตุผลให้คำโกหกน่าเชื่อถือมากขึ้นก็มีความเสี่ยงมีอาการ Pathological Lying สำหรับสีหน้าและรอยยิ้ม ก็ต้องไม่มีใบหน้าตึงเกร็ง หรือยิ้มแค่มุมปากเท่านั้น เพราะสื่อถึงการแสดงออกทางสีหน้าที่ไม่จริงใจ

        สุดท้ายคือสังเกตความเสี่ยงส่วนตัว เช่น มีปัญหาทางจิตเวช บุคลิกภาพ หรือมีประวัติการทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ทั้งช่วงชีวิตวัยเด็ก ความสัมพันธ์ในครอบครัว ลักษณะนิสัย สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับอาการ Pathological Lying ทั้งสิ้น

 

        สำหรับการดูแลรักษาคนที่เป็น Pathological Liar มีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการในแต่ละคน แต่วิธีการเบื้องต้นคือการกล่าวตักเตือน ให้เขารู้ตัวว่าสิ่งที่กำลังโกหกอยู่ไม่ใช่เรื่องจริง แล้วบอกผลเสียที่จะตามมา โดยให้โอกาสพูดสารภาพ ส่งเสริมให้พูดความจริง และชื่นชมความจริงใจและความซื่อสัตย์ให้ยอมรับในสิ่งที่เป็น ดังนั้น คนใกล้ชิดกับ Pathological Liar จึงเป็นคนที่สำคัญมากๆ เพราะจะช่วยเป็นกำลังใจที่ดี คอยช่วยเหลือและให้การสนับสนุนในการรักษา

        สำหรับการรักษาในระยะยาวคือการพบจิตแพทย์ ซึ่งอาจใช้วิธีการบำบัดและปรับพฤติกรรม รวมถึงมีการใช้ยาร่วมด้วยถ้ามีผลกระทบจากอาการทางจิตในระดับน่าเป็นห่วง โดยจิตแพทย์จะใช้ดุลยพินิจและการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

        สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราบังเอิญรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับ Pathological Liar โดยเฉพาะคนใกล้ชิด จึงไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะโกรธหรือเกลียดคนที่โกหกใส่เรา เพราะไม่มีใครรู้สึกดีกับการถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริงของการโกหกนั้น ว่าเป็นเพราะอาการ Pathological Lying ความโกรธที่เคยเดือดดาลจะคงอยู่ต่อไปหรือไม่เป็นเรื่องที่ตอบแทนกันไม่ได้ แต่ภายในความรู้สึกขุ่นเคืองอาจมีความเข้าใจและเห็นใจเจือปนอยู่บ้าง เพราะการมีชีวิตอยู่รอดในสังคมสำหรับคนที่หัวใจเคยแหลกสลายไปแล้วครั้งหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่เคยง่าย ซึ่งเป็นความรู้สึกน่าเห็นใจเสียมากกว่า

 


References:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ