เวลาไม่เคยเท่ากัน เพราะเราต่างให้ความหมายและผูกใจไว้เสมอ เมื่อต้องรอคอยใครสักคน

Side Effects
5 Jul 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

คุณเคยถูกปล่อยให้รอคอยใครบางคนหรืออะไรบางอย่างไหม? ถ้าเคย คุณคงจะเข้าใจทันทีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะประคองความรู้สึกของตัวเองให้ข้ามผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้ เพราะการรอคอยทำให้ความรู้สึกที่มีต่อเวลาแปรเปลี่ยนไป กลับกลายเป็นว่ามันช่างยาวนานและเนิบช้าลงกว่าเคย ทั้งๆ ที่เวลายังคงล่วงเลยผ่านไปด้วยความเร็วและจังหวะเท่าเดิม ทำไมการถูกปล่อยให้รอคอยถึงทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น?

        เวลาในความหมายนี้ จึงไม่ใช่เวลาที่สมมติขึ้นเป็นหน่วยวัดตามหลักฟิสิกส์อย่างที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกา (Physical Time) ซึ่งคอยบอกความเที่ยงตรงเป็นวินาที นาที หรือชั่วโมง หากแต่เป็นเวลาที่มีความรู้สึกบางอย่างของเราผูกโยงอยู่ด้วย (Psychological Time) โดยแต่ละคนจะรับรู้และแปลความหมายของเวลาแตกต่างกันออกไปตามความรู้สึกส่วนตัวในขณะนั้น หมายความว่าถึงแม้ระยะเวลาจะผ่านไปเท่ากัน คนหนึ่งอาจรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นทันใจ แต่อีกคนหนึ่งกลับรู้สึกว่ายาวนานเกินทน

 

การรอคอย
HENRY VAN DYKE (1981) HARRIS & EWING, WASHINGTON, D.C.

 

        เหมือนกับบทกลอน ‘Time Is’ ของ Henry van Dyke (1852-1933) นักเขียนและนักประพันธ์ชาวอเมริกัน ซึ่งเขาได้แต่งไว้ในหนังสือ Music and Other Poems (1904) โดยพรรณนาถึงความหมายและมุมมองที่หลากหลายต่อกาลเวลา ซึ่งถูกนิยามจากความรู้สึกของผู้คนที่ตกอยู่ในภวังค์อารมณ์บางอย่าง ถือเป็นหนึ่งในบทกลอนที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของเขา

 

Time is

Too slow for those who Wait,

(เวลาช่างเชื่องช้าสำหรับผู้ที่รอคอย)

Too swift for those who Fear,

(รวดเร็วเกินตามทันสำหรับผู้หวาดเกรง)

Too long for those who Grieve,

(เนิ่นนานเต็มทีสำหรับผู้เศร้าโศก)

Too short for those who Rejoice,

(ย่นย่อชั่วครู่สำหรับผู้ชื่นชมยินดี)

But for those who Love,

Time is not.

(แต่สำหรับผู้มีความรัก เวลานั้นเป็นอนันต์)

 

        ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีเวลาเท่ากันคือวันละ 24 ชั่วโมงก็จริง แต่สุดท้ายความรู้สึกนึกคิดของเราจะคอยกำกับและทำให้ระยะเวลาเหล่านั้นมีความหมายลึกซึ้งมากขึ้น แล้วย้อนกลับมามีอิทธิพลกับความรู้สึกของเราในตอนนั้นอีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งการรอคอย

        เมื่อไหร่ก็ตามหากต้องคอยการมาถึงของใครสักคน หรือบางสิ่งบางอย่างที่เราหมายมั่นเอาไว้ เราจะรู้สึกว่ามันยาวนานกว่าเวลาที่เป็นจริงเสมอ เพราะในใจลึกๆ ของเราเต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงมาก สมาธิและความตั้งใจจะจดจ่อไปยังเวลาที่ต้องรอ ในตอนนั้นเองเรามักจะแสดงอาการกระวนกระวายใจออกมาร่วมด้วย โดยมักจะมองไปยังสิ่งที่บอกเวลาให้รู้อยู่เรื่อยๆ อาจเป็นนาฬิกาที่สวมอยู่บนข้อมือ หรือตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอสมาร์ตโฟน เราเฝ้าดูเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปนาทีต่อนาทีซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันคือความยาวนานที่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด

 

        James H. Geer นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเคยอธิบายถึงการรับรู้เวลาระหว่างรอคอยทำนองนี้ไว้ว่า ความคลุมเครือและการเอาแน่เอานอนไม่ได้จากการเฝ้ารอ จะสร้างความกังวลใจและความรู้สึกกลัวจนมีผลต่อการรับรู้เวลาว่านานกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ว่าจะเพศอะไรก็จะรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน

        หรือในยามที่ชีวิตกำลังถูกคุกคามหรือเผชิญกับภัยอันตราย เราจะรู้สึกว่าเวลาช้าลงทันที เพราะว่าเมื่อร่างกายตื่นตัวจากความกลัว กลไกการทำงานของระบบสมองจะเปิดรับข้อมูลแวดล้อมทุกอย่างเพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกายรับมือและคิดหาหนทางที่จะเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์นั้นให้ได้ ยิ่งถ้าเราสนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวมากเท่าไหร่ เราจะรู้สึกว่าเวลาในตอนนั้นจะผ่านไปอย่างเนิบช้าลงเท่านั้น จนกว่าความรู้สึกหวาดกลัวของเราจะหายไป

        การรอคอยก็เช่นเดียวกัน สมองของเราจะไม่คิดถึงเรื่องอื่นเลย แต่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่กำลังรอเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับตอนที่มีกิจกรรมหรือได้ทำอะไรบางอย่างที่ช่วยสร้างความพึงพอใจหรือความสุขสบาย เราในตอนนั้นจะรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนอยากให้มีเวลามากกว่านี้ด้วยซ้ำ

        เวลาของแต่ละคนจึงไม่เคยเท่ากัน และเวลาก็เป็นสิ่งมีค่าเกินกว่าจะถูกปล่อยทิ้งให้หายไปเพราะต้องรอคอยสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญกับชีวิต โดยเฉพาะการต้องรอคอยใครสักคนอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งเราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรอคอยนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ สุดท้ายมันอาจเป็นสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกและคอยกัดกินเวลาชีวิตของเราไปอย่างไม่รู้ตัว

        เวลาอาจเป็นหน่วยวัดที่เราเชื่อมั่นได้ว่าเที่ยงตรงและซื่อสัตย์มากที่สุด แต่ใจของเราต่างหากที่คอยสร้างการรับรู้เวลาให้บิดเบือนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

        การรอคอยจึงไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหรือน่าเกรงกลัวเสมอไป เพราะท้ายที่สุดแล้วเราต่างหากเป็นคนสร้างความหมายให้กับการรอคอยครั้งนั้น คนหนึ่งอาจรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะรอ ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกเสียเวลาชีวิต ไม่มีใครตอบแทนกันและกันได้ แต่การรอจะเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเสียใจขึ้นมาทันที หากเราเลือกที่จะรอใครบางคน ซึ่งมีเพียงเราคนเดียวเท่านั้นที่เป็นฝ่ายรอคอย

 


Reference:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ