‘ตาสว่าง’ ตามหาความจริงในนิยายชิ้นสำคัญ บันทึกจุดเปลี่ยนเดือนพฤษภา หลายสิบปีที่ผ่านมา

Soul-ciety
18 May 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

‘ตาสว่าง’ (Il Re di Bangkok) นิยายภาพ (Graphic Novel) ที่สร้างปรากฏการณ์เมื่อเปิดตัวไปในต้นปี 2563 มิติใหม่ของหนังสือนิยายที่เป็นการรวบรวมข้อมูลจากข้อเท็จจริง ทั้งจากการสัมภาษณ์ร่วมร้อยชั่วโมง ข้อมูลจากภาพถ่าย เอกสารสำคัญอีกมากมายตั้งแต่ทศวรรษ 2520 จนถึงทศวรรษ 2550 และใช้ศิลปะการประพันธ์ ภาพวาดกราฟิกถ่ายทอดฉากสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ 

        ตาสว่าง เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ตั้งแต่คณะผู้แต่งที่เป็นชาวต่างชาติที่ทำการศึกษา ค้นคว้ามานุษยวิทยาในประเทศไทยในฉากประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากจนผู้คนในประเทศเริ่มจะชินชา โดยนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาประกอบสร้างเป็น ‘นก’ ตัวละครหลักจากชนชั้นแรงงาน เป็นผู้สะท้อนเรื่องราวของบ้านเมือง ไปจนถึงการใช้เรื่องแต่ง (fiction) สะท้อนความเป็นจริง… ในสังคมที่ความจริงกลายเป็นสิ่งที่ถูกแต่งให้บิดเบือน 

        หลายสิบปีที่ผ่านมา พฤษภาเต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนแปรผัน ชวนอ่าน ตาสว่าง อีกครั้งในพฤษภาคม 2563 ตามหาความจริงผ่านนิยาย ในวันครบรอบสิบปีโศกนาฏกรรมกลางกรุง

 

ตาสว่าง

พฤษภา 2535

        “เมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทหารใช้กระสุนจริง ยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลายสิบคน สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ พลตรีจำลอง หนึ่งในผู้นำการประท้วง ยืนยันว่าผู้ชุมนุมจะไม่ยอมสลายตัว และประชาชนหลายพันกำลังรวมกลุ่มกันนอกมหาวิทยาลัย ขณะที่ความมืดกำลังจะปกคลุมเมืองหลวง เกิดความหวั่นวิตกว่าจะเกิดการสังหารหมู่ขึ้นอีกครั้ง…

        “ตั้งแต่เมื่อวาน 17 พฤษภาคม 2535 มีผู้ชุมนุมประท้วงจำนวน 2 แสนคน ในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง หลังจากที่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว สถานการณ์ตึงเครียด ทหารฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้แก๊สน้ำตา เราจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป”

        นก และไก่ ว่าที่สามีภรรยา ที่กำลังจะเข้าร่วมพิธีสมรสกันในวันรุ่งขึ้น เข้านอนดึกดื่น ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นกับพิธีที่กำลังจะมาถึง หากเพราะข่าวในวิทยุเล่าถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองหลวงแห่งประเทศไทย – แม้อุดรธานีจะอยู่ห่างไกล แต่ข่าวนั้นก็ทำให้หลับไม่ลง

        ก่อนที่ข่าวดีจากทีวีจะส่งเสียงกลางพิธีในวันถัดมาว่า “ในหลวงทรงเรียกพลเอกสุจินดากับพลตรีจำลองเข้าเฝ้า และทรงขอให้ทหารหยุดยิง” นกและไก่จึงเริ่มเฉลิมฉลองกับการแต่งงานของเขาได้ กลางเดือนพฤษภาคม 2535 วันที่คู่รักทั้งสองจะไม่ลืมเลือน วันที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของพวกเขา – และจะว่าไป ผู้คนในประเทศนี้ก็คงคิดว่าวันนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่เช่นกัน

        นกและไก่เริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ ด้วยการให้กำเนิดซัน ลูกชายคนแรกของพวกเขา ลูกชายที่ทำให้นกเริ่มคิดว่าหากมีกันสามคน ลำพังแค่ทำนาคงไม่พอกิน เขาจึงตัดสินใจบอกลาไก่และลูกที่เพิ่งเกิดใหม่ เพื่อไปทำงานก่อสร้างที่ภาคใต้ ที่ใครต่อใครบอกกันว่ากำลังเจริญ มีตำแหน่งงานมากมายให้เขาได้หาเงินมาเลี้ยงส่งครอบครัว 

        ครอบครัวที่นกคิดว่าเป็นทั้งเหตุผลทำให้เขาต้องจากลา

        และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องระเห็จระเหินออกเดินทางไป

        แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ครอบครัวหรอก

        กับดักเงินทองของชีวิตในระบบทุนต่างหาก

        ที่ทำให้นกต้องลำบากออกไป หวังจะได้ความสุขกลับคืนมา

        หารู้ไม่ว่า ความสุขนั้นอยู่ตรงหน้าของเขาเอง 

 

        เกาะสวาท หาดสวรรค์ 

        เกาะพะงันในสายตาของนักท่องเที่ยว

        หากเป็นรังมดงาน สำหรับคนงานก่อสร้างที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ปีนขึ้นปีนลง ขนอิฐขนปูนทั้งวันก่อนจะหมดแรง สลบไสลในเพิงที่พักสังกะสีที่นายทุนจัดหาให้ เพียงเพื่อให้ได้เติมพลังก่อนจะตื่นมาทำงาน วนเวียนไปอย่างนั้นอีกวัน

        ทำงาน – นอนเอาแรง กิจวัตรประจำวันของนกมีเพียงเท่านั้น จะมีแทรกก็แต่เพียงโทรศัพท์ถึง ไก่และซัน ภรรยาและลูกก่อนเข้านอนในแต่ละวัน สองชีวิตที่อยู่ห่างไกล ที่เป็นแรงใจให้เขายังก้มหน้าก้มตาทำงานหามรุ่งหามค่ำต่อไป 

        แต่แรงใจนั้นดูจะไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิตในรังมด หลังจากได้ทำความรู้จักกับ ‘ยาวิเศษ’ ช่วยเติมแรงกาย งานหนักก็ดูเบาขึ้นง่ายๆ แต่ในขณะเดียวกัน ยานั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนนกให้กลายเป็นปีศาจร้ายด้วยเช่นกัน

พฤษภา 2540

        วิกฤตเศรษฐกิจกะทันหัน ความฝันที่ ‘ประเทศเราจะร่ำรวยเหมือนอเมริกา’ ล้มลงต่อหน้า ค่าเงินบาทลดลงฮวบฮาบ ภาพลวงตาของเศรษฐกิจที่เติบโตในสิบปีที่ผ่านมา เผยให้เห็นความกลวงโบ๋ว่างเปล่าเมื่อเงินนั้นเป็นเพียงเศษกระดาษที่หยิบยืมมา และวันนี้เรากำลังจะล้มละลาย จากที่มีเงิน มีงานมากมาย กลายเป็นตกงานกันค่อนประเทศ 

        แต่เศรษฐกิจที่ล้มละลาย 

        ยังกลับคืนมาได้

        หากข่าวร้ายจากทางไกล

        ว่าพ่อของนกเพิ่งตาย

        ชีวิต ความฝัน ที่สูญหายระหว่างทาง

        นั้นไม่มีวันกลับคืน

        โชคยังดี โชคยังดีเหลือเกิน

        ที่ไก่และซัน ภรรยาและลูกยังไม่ผลักไสไล่ส่งเขาไปที่อื่น

        โชคยังดี ที่นกอย่างเขา เมื่อบินออกจากรังมด

        ยังมีรังให้กลับคืน

พฤษภา 2544

        “วันนี้ประเทศไทยเราคงไม่มีเวลามากที่เราจะมานั่งทะเลาะกันเอง อยากจะให้เวลาที่เหลือนั้นเป็นเวลาแห่งการที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อความผาสุกของคนไทยทั้งชาติมากกว่าการที่เราจะเห็นแก่ตัวกัน เราคิดถึงแต่ตัวเราเอง แต่ผลสุดท้ายคนที่อยากได้ก็ไม่ได้ เพราะสังคมโดยส่วนรวมมีปัญหา ก็เรียนพี่น้องประชาชนว่าผมขอให้กำลังใจในการประกอบอาชีพของทุก ๆ คนนะครับ ผมจะทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่ด้วยความสามารถตามที่พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจครับ…”1

        เสียงตามสายของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าประชาชน ไม่ว่าจะรวยหรือจน เป็นผู้บริหารหรือขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ‘จะได้เป็นหุ้นส่วนของประเทศไทย’ ทำให้นกผู้เปลี่ยนจากทำงานไซต์ก่อสร้างมาขับมอเตอร์ไซค์ ฝันถึงความเป็นไปได้ถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม 

        แม้ไก่จะยังกังขา บอกว่าอย่าไว้ใจนักการเมือง คนร่ำคนรวยเอาง่ายๆ แต่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ก็ค่อยๆ มีมาให้เห็น ไหนจะสวัสดิการรัฐที่เข้าถึงได้ ที่ร้านขายของดีขึ้น คอร์สอบรมฟรีของรัฐทำให้ได้เลื่อนตำแหน่ง นกและไก่เริ่มฝันถึงวันที่ซันอาจได้ร่ำได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย ไหนจะมาตรการปราบมาเฟียในชุดเครื่องแบบที่คอยรีดไถ ความเจริญก้าวหน้ารอบตัวมากมาย ทำให้นกและไก่เริ่มเกิดความหวังขึ้นในใจอีกครั้ง 

 

พฤษภา 2546

        โดยเฉพาะหลังจากความพยายามรวมตัวกันครั้งแรกของกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ประสบความสำเร็จ ครั้งแรกที่ปัญหาของเขาได้รับการรับฟัง ครั้งแรกที่ตัวแทนของเขาถูกเชิญไปคุยถึงในทำเนียบรัฐบาล ครั้งแรกที่ข้อเสนอของเขาถูกนำไปจัดระเบียบปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่คอยเอาเปรียบอย่างจริงจัง ครั้งนั้นที่ทำให้พวกเขาเชื่อในพลังเสียงของตัวเอง ว่าหากร่วมกันส่งเสียงให้ดังพอ รวมตัวกันให้หนาแน่นพอ เสียงพวกเขาจะมีความหมาย และสามารถร่วมเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

        คำสัญญาที่ไม่เป็นเพียงลมปาก หากเสียงที่เอ่ยออกมานั้นทำจริง และเสียงที่พวกเขาเปล่งออกไปนั้นถูกได้ยิน ไม่แปลกอะไรที่ทักษิณจะชนะใจพวกเขา และชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองอย่างถล่มทลาย

        และเมื่อมีผู้ชื่นชอบ ก็ย่อมมีผู้ไม่ชอบใจ เริ่มมีหลายฝ่ายออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจนโยบาย การปกครองระบอบทักษิณ ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาที่รับได้ แต่ที่น่าประหลาดใจ และช่างไร้มนุษยธรรม คือความเห็นที่มองว่าเสียงส่วนใหญ่ที่ชนะการเลือกตั้งนั้นเป็นเสียงที่ไร้คุณภาพ จนเริ่มมีการออกมาต่อต้าน เรียกร้องขอนายกฯ พระราชทาน

        และในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ข่าวลือการรัฐประหารก็กลายเป็นจริง กองทัพออกมายึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ภาพทหารบนท้องถนนไม่ต่างจากภาพข่าวในปี 2535 ในวันพิธีสมรสของพวกเขา ที่ต่างไปคือผู้คนในเมืองหลวงพากันมาเฉลิมฉลอง ถ่ายรูปให้ดอกไม้ให้ทหาร ราวกับว่าการพรากเสียงบริสุทธิ์ไปจากผู้คนเป็นการกระทำน่าสรรเสริญ 

พฤษภา 2553

        นับจาก 19 กันยายน 2549 รัฐประหารยึดอำนาจ ประเทศไทยแตกออกเป็นสองกลุ่ม บ้างว่าจำแนกด้วยสีเสื้อ บ้างว่าด้วยอุดมการณ์ บ้างว่าด้วยชนชั้น หากน้อยคนที่จะพยายามหาคุณค่าที่สองกลุ่มมีร่วมกัน ความฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์

        “พวกเราไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเราแสนห่างไกลจากท้องฟ้า และเมื่อก้มหน้าลงก็ตระหนักว่าเราเป็นเพียงฝุ่นธุลี… พวกเราชาวเสื้อแดงอยากกู่ร้องขึ้นไปบนฟ้าว่า พวกเราก็มีหัวใจ… พวกเราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน”

        ภาพผู้คนร่วมยินดีกับรัฐประหาร เป็นสัญลักษณ์ทำให้นกเริ่มตาสว่าง ตอกย้ำความไร้อำนาจของชนชั้นล่าง ความหวังที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ไม่มีอะไรจะเสีย ทำให้นกและผองเพื่อนเริ่มคิดว่าต้องรวมตัวกันทำอะไรสักอย่าง เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งขึ้นครองอำนาจ จนเกิดการรวมตัวเคลื่อนไหวในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม คนเสื้อแดง

        นก ไก่ และคนเสื้อแดง รวมตัวกันประท้วงตามหัวเมืองต่างๆ และเลือกปักหมุดอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ กลางใจเมือง หัวใจเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อหวังว่าตึกระฟ้าและห้างสรรพสินค้าจะเป็นเขตแดนป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะใช้ความรุนแรงได้ 

        แม้จะเคยสงสัยว่าความเสี่ยงของพวกเขาจะมีความหมายอะไรหรือไม่ แต่การไม่เสี่ยง ใช้ชีวิตเช่นเดิมต่อไป อาจเสี่ยงกับคนรุ่นลูกของพวกเขายิ่งกว่าว่าจะโตมาในสังคมแบบไหน… คิดได้ดังนั้น พวกเขาจึงอยู่แนวหน้าของการชุมนุมต่อไป… ใช้ความคล่องแคล่วว่องไวในการเข้าออกตามตรอกซอย คอยส่งข่าวให้เพื่อนที่ร่วมชุมนุม แต่ปัง! เสียงระเบิดดังสนั่น หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดดับลง

        มืดดับลง

        ไปตลอดกาล

 

ตาสว่าง

 

        ว่ากันว่าเมื่อประสาทหนึ่งสูญเสียไป ประสาทการรับรู้อื่นจะทำหน้าที่ดีขึ้น คงจริงสำหรับนกเช่นกัน หลังจากวันนั้นที่เขาเสียประสาทการมองเห็นไป ตาที่มืดดับดูจะทำให้เขาได้ยินเสียงต่างๆ ดังขึ้นเท่านั้น 

        ในวันครบรอบการชุมนุม – หรือพูดให้ถูกต้องคือวันครบรอบการตายของเพื่อนอีกร่วมร้อยคนที่ออกไปเสี่ยงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าจนต้องแลกกับชีวิตครั้งนี้ ในความมืดสนิทของวันนั้น เขาได้ยินเสียงตามสายจากผู้นำที่เขาเคยไว้วางใจว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน เสียงที่ดังชัดในความมืดสนิทว่า “วันนี้การเดินทางสิ้นสุดแล้ว พี่น้องพาเรือเข้าสู่ฝั่ง ผมจะไม่ลืมพระคุณ ตอนนี้มีการเลือกตั้งใหม่ มีภูเขาให้ข้าม และผมต้องข้ามคนเดียว ช่วงเวลาแห่งการชุมนุมประท้วงจบสิ้นแล้ว พี่น้องกลับไปใช้ชีวิตของพี่น้องได้แล้ว…”

        กลับไปใช้ชีวิตได้แล้ว…

        กลับไปใช้ชีวิตแบบไหนกัน – นกถามในความมืดบอดที่ทำให้เขาเห็นสิ่งต่างๆ ที่เคยบังตาตลอดมาชัดเจนขึ้นกว่าเคย ความมืดบอดที่ทำให้ตาสว่างเห็นโครงสร้างอำนาจและชนชั้นที่ชักใยชีวิตเขาเสมอมา และสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะรัฐบาลใด ชนชั้นแรงงานอย่างเขาก็เป็นเพียงหมากทางการเมืองที่ถูกใช้ในเกมต่อรองของสองขั้วอำนาจ – รัฐและทุนเท่านั้น 

        นก ไก่ และซันหวนคืนกลับบ้านเกิดอีกครั้ง ในหนังสือไม่ได้บอกว่าเขายังใฝ่ฝันถึงวันที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินอีกหรือไม่ แต่หากแม้นเขายังมีความฝันใฝ่ ตาที่สว่างแล้วจะทำให้เขาไม่เลือกใช้วิธีการเดิม ตาที่สว่างแล้วจะไม่ทำให้เขาฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่งเช่นเคย ตาที่สว่างแล้วทำให้นกเห็นว่า หนทางเดียวที่ประเทศนี้จะขยับเขยื้อนเปลี่ยนทิศทางได้ รากฐานของความอยุติธรรม อำนาจที่ไม่กระจายนั้นต้องเปลี่ยนเสียใหม่ ไม่อย่างนั้น ก็อย่าหวังว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงใดๆ จะเกิดขึ้นได้เลย ตาสว่าง

พฤษภา 2563

        นก ‘ตาสว่าง’ มาแล้วหลายปี

        ไม่รู้เมื่อไหร่ประเทศนี้ จะเห็นแสงสว่างที่ปลายทางเสียที

 


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต