“ความฝันเดือนตุลาฯ” ถึงผู้ปรารถนาประชาธิปไตยในปัจจุบัน

Soul-ciety
16 Aug 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“เสรีภาพเป็นแสงสว่าง มันจึงมีลักษณะดั่งเปลวไฟที่สีสายกับสายลม ขณะอาการเฉื่อยเชื่องอาจให้ความรู้สึกสงบเรียบร้อย แต่แท้จริงแล้วคือแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมดินแดนเหน็บหนาว ณ ที่นั้นอาจไม่มีความร้อนรุ่มลานลน แต่ก็อาจปราศเสียสิ้นจากพลังชีวิต”

        ข้อความช่วงต้นจากหนังสือ ความฝันเดือนตุลา หนังสือรวบรวมปาฐกถาในวาระ 40 ปี 14 ตุลาคม ที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้เขียนเล่าในคำนำว่าต้องใช้เวลามากกว่าสามชั่วโมงในการบรรยายถ้อยความในปาฐกถาทั้งสามชิ้นนี้ ใช้เวลาหกเดือนในการค้นคว้าหาข้อมูล และใช้เวลาสี่สิบปีในการมองเห็นโครงสร้างล่องหนที่ทำให้กระบวนการสร้างประชาธิปไตยนั้นยาวนาน การเคลื่อนไหวที่ใช้พลังมหาศาลแต่ราวกับย่ำอยู่กลับที่ อะไรกันที่ชะงักการเติบโตของประชาธิปไตยทั้งในระดับสังคมขนาดใหญ่ ไปจนถึงระดับความคิดปัจเจกชนอยู่อย่างนี้

        แม้ในวันนี้การได้เห็นสปิริตจิตวิญญาณเสรีลุกขึ้นมาปลดแอกตนเองจากพันธนาการจะเป็นเรื่องน่ายินดีและชวนให้มีความหวังอีกครั้ง หากความกังวลที่ปิดไม่มิดคือภาพประวัติศาสตร์ที่แม้ใครต่อใครจะบอกว่าบริบทนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว และการปกครองบ้านป่าเมืองเถื่อนจะเป็นเรื่องน่าขัน ไม่น่าเป็นไปได้ในวันที่โลกก้าวมาไกลถึงพุทธศักราชนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรจะการันตีได้ว่าความรุนแรงจะกลายเป็นเครื่องมือซ้ำซากในการรักษาอำนาจ ขนบ แนวคิดที่เป็นรากของปัญหาด้วยคำอธิบายว่าด้วยความมั่นคงเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่

        ไม่มีคำตอบให้ความกังวลที่คุกรุ่นในใจนี้ มีเพียงหนังสือเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้ หนังสือที่กลั่นบทเรียนจากผู้ที่ผ่านเหตุการณ์มาแล้วในวันวาน การอ่านถ้อยความปาฐกถาในครั้งนั้นที่ชวนย้อนดูประวัติศาสตร์ พินิจพิเคราะห์ให้ลึกถึงรากเหตุของความบาดหมาง ตั้งหลักก่อนเคลื่อนไหวด้วยแก่นแท้ของประชาธิปไตยที่เราปรารถนา และก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยท่าทีที่เป็นประชาธิปไตยในความหมายที่กล่าวถึงใน ‘ความฝันเดือนตุลาฯ’ ความฝันที่ชีวิตหลุดพ้นจากพันธนาการล่ามตรวนทั้งจากรัฐและมนุษย์ด้วยกัน 

 

เจตนารมณ์ประชาธิปไตยจะเป็นอื่นไปไม่ได้

นอกจากปลดปล่อยมนุษย์ออกจากการครอบงำ (domination)

ทั้งโดยรัฐและมนุษย์ด้วยกัน

        ปาฐกถาชิ้นแรก ‘จิตวิญญาณประชาธิปไตย’ ชวนทบทวนความหมายของประชาธิปไตยตั้งแต่สมัย จอห์น ล็อก ปราชญ์ชาวอังกฤษที่วางรากฐานคิดนี้ไว้ในศตวรรษที่ 17 ว่าด้วยสัญญาประชาคม (social contract) ที่ล็อกเชื่อว่าจิตธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสรี มีความสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ในหนทางของตน ดังนั้นหากมนุษย์จะต้องยินยอมสละเสรีภาพบางส่วนของตัวเองในการปกครองหมู่แล้ว การปกครองนั้นต้องเป็นไปเพื่อปกป้องความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ และที่สำคัญการปกครองหรือผู้ปกครองนั้นต้องเป็นผู้ที่มนุษย์ให้การยอมรับ ไม่ใช่ยัดเยียด

        นัยของการถอยไปไกลถึงศตวรรษที่ 17 นั้นเพื่อให้เห็นภาพในมุมกว้างว่าประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่แค่รูปแบบการปกครอง แต่คือความเชื่อขั้นพื้นฐานในจิตวิญญาณเสรีของมนุษย์ หากมองไปไกลถึงที่มาที่ไปนี้แล้ว การยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากการกลับสู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสรี คิดได้ ตัดสินใจด้วยตนเองเป็น และเป็นประธาน (subject) ผู้กำหนดชีวิตเอง ไม่ใช่กรรม (object) ที่ต้องเดินไปตามหมากเกมที่รัฐเป็นผู้กำหนด

 

รากเหง้าของความขัดแย้งนี้อยู่ที่ไหน 

ตอบแบบฟันธงลงไปก็ได้ว่าอยู่ที่ความขัดแย้ง

ระหว่างปณิธานประชาธิปไตย

กับวัฒนธรรมหลักที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

 

        ในวันที่การกดขี่นั้นมีอยู่จริง การลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้นกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าการถกเถึยงในเชิงความคิดนั้นจะมีประโยชน์อันใด แต่ทั้งการเคลื่อนไหวของประชาชน ทั้งการใช้อำนาจของรัฐล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมของมโนทัศน์นามธรรมทั้งสิ้น ในแง่นี้นั้น การต่อสู้เชิงรูปธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้อง การลงนาม การชุมนุม ฯลฯ ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทำงานในเชิงความคิด เพื่อให้การขับเคลื่อนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รูปแบบ ไม่ใช่แค่การแสดงออก แต่มีสปิริตของประชาธิปไตยในความหมายการเคารพจิตเสรีของมนุษย์ หยุดเหตุปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการกดขี่ ริดรอนเสรีภาพ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ส่งเสริมวิถีประชาธิปไตยขึ้นมาแทน

        ในเมื่อวัฒนธรรมอำนาจนิยม ชนชั้นวรรณะ สังคมอุปถัมภ์ เป็นปัจจัยขัดขวางอิสระเสรีของมนุษย์ในการมีชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ การจะสร้างสังคมประชาธิปไตยได้ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรม ความเชื่อที่ต่างออกไป เมื่อมองในแง่นี้แล้ว ข้อเรียกร้องต่างๆ ในวันนี้ ไม่ว่าจะเรื่องความหลากหลายทางเพศ ทรงผมนักเรียน การตั้งคำถามต่อขนบธรรมเนียมโบราณ และอีกสารพัดการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอแนะเชิงรูปธรรมเท่านั้น หากเป็นการทำงานเชิงวัฒนธรรมในการส่งเสริมสังคมที่เอื้อต่อการเติบโตของประชาธิปไตยไปพร้อมๆ กัน

        หากปราศจากการทำงานเชิงวัฒนธรรมและความคิดแล้ว แม้ข้อเรียกร้องต่างๆ จะได้รับการขานรับ แต่ผลที่ปรากฏนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในระยะสั้น และเป็นไปในรากแก้วของประเด็นเรียกร้องเพียงเท่านั้น หากต้นตอวัชพืชที่แท้จริงกลับไม่เคยถูกขุดถอนมันออกมา และไม่เคยมีต้นกล้าใหม่ได้ถูกบ่มเพาะเข้าไปแทนที่เลย หากเป็นเช่นนั้น อำนาจนิยมเอย จารีตนิยม อุปถัมป์นิยมเอย ก็จะแทรกซึมเข้าไปในทุกระดับของชีวิต ไม่ใช่เพียงแต่ในสภา แต่รวมถึงในครอบครัว ในสถานศึกษา ในที่ทำงาน ที่การใช้อำนาจ (ด้วยความชอบธรรม) นั้นพรากจิตวิญญาณเสรีของความเป็นมนุษย์ไป

 

ผู้รักประชาธิปไตยต้องขยายแนวร่วมทางการเมืองออกไป

ให้ครอบคลุมอีกหลายชนชั้น 

ให้ผู้คนหลายหมู่เหล่ามองเห็นและยอมรับในที่สุด

ว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของพวกเขาด้วย

 

        ความน่าสนใจของปาฐกถานี้อยู่ที่เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยนั้นถูกขยายไปไกลกว่ามิติการเมือง การปกครองของสังคม หากยังมุ่งเน้นในระดับการพัฒนาจิตวิญญาณของผู้คน ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์กลับมาอีกครั้ง และตั้งคำถามในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในปัจจุบันว่าความพยายามทั้งหมดทั้งปวงนั้นมีจุดมุ่งหมายสุงสุดเพื่ออะไร

        ในปาฐกถาชิ้นสุดท้าย ‘เจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ’ ได้พูดถึงความเป็นหยินหยางของเสรีนิยมและประชาธิปไตย ในความหมายที่ว่าทั้งสองเป็นพลังที่ต้องดำเนินไปด้วยกัน เสรีนิยมนั้นเป็นพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ลำพังเสรีภาพอย่างเดียวนั้นไม่สามารถประคองยึดโยงสังคมเข้าไว้ด้วยกันได้ จึงต้องอาศัยประชาธิปไตยในการสร้างฉันทามติ และรวมพลังเข้ากันไว้ แต่ในขณะเดียวกันประชาธิปไตยก็ไม่ได้หมายความว่าการถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่ หากคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงได้เปล่งออกมา ที่เราไม่อาจได้ยินเลยว่าเขามีความต้องการใด หากปราศจากเสรีนิยมเป็นตัวกระตุ้นให้เขาผู้นั้นเชื่อในความคิดของตนและเปล่งออกมาได้ หรือปราศจากประชาธิปไตยในการเป็นพื้นที่รับฟัง

 

หากเสรีนิยมคือการปลดปล่อย 

ประชาธิปไตยก็คือการรวมพลัง

ความเป็นหยินและหยาง 

สมดุลที่เป็นแก่นกลางเสมอของสรรพชีวิต

 

        ในแง่นี้นั้น ผู้ปรารถนาจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริงจะไม่เพียงรวมตัว รวมกลุ่มกันเองเท่านั้น แต่จะแผ่ขยาย ผลักดันบรรยากาศเสรีนิยมให้กว้างออกไป จะแยกให้ชัดเจนระหว่างผู้เห็นต่าง – ซึ่งเป็นปกติและยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตย – ออกจากทัศนะหรือพลังที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของทุน อำนาจชนชั้น อำนาจจารีตที่สืบต่อกันมา และมองให้เห็นว่าโครงสร้างนั้นต่างหากที่ต้องจัดการ แก้ไข ไม่ใช่ผู้คน

        เพราะหากรากของจิตวิญญาณความเป็นประชาธิปไตยนั้นคือการเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีศักยภาพพอที่จะดูแลตนเอง และรับผิดชอบในการปกครองตนเองได้ เมื่อนั้นการขับเคลื่อนใดๆ จะเป็นไปเพื่อชีวิต ไม่ใช่อุดมการณ์ การต่อสู้จะไม่ใช่ระหว่างบุคคล หากต่อการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ และเป้าหมายที่แท้จริงจะไม่ใช่การทำลายล้าง แต่คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา วัฒนธรรมที่อิสรภาพของบุคคลสอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งกับพันธกิจส่วนรวม วัฒนธรรมที่ยอมรับความเห็นต่าง และมีจุดร่วมตรงกลางร่วมกันคือความเชื่อมั่น ศรัทธาว่ามนุษย์นั้นมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีจิตวิญญาณเสรีที่ปกครองชีวิตได้เอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต