อ่าน ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ เพื่อสมองของเรา เพื่อหัวใจของเรา

Soul-ciety
7 Oct 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

Highlights

“สำคัญกว่าอ่านอะไร คืออ่านอย่างไร… ผมขอกล่าวง่ายๆ ด้วยสองคำตอบ หนึ่ง คืออ่านด้วยสมองของเรา เพื่อสมองของเรา และสอง อ่านด้วยหัวใจของเรา เพื่อหัวใจของเรา

        “คำที่ผมอยากจะเน้นคือของเรา”

        ธงชัย วินิจจะกูล ไลฟ์จากสหรัฐอเมริกามาร่วมเปิดโครงการ Reading Revolution #อ่านเปลี่ยนโลก โครงการแบ่งหนังสือกันอ่านโดย Common School ของคณะก้าวหน้า ที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปสามารถหยิบยืมหนังสือในโครงการได้ เพื่อให้ความรู้เป็นเรื่องสาธารณะ ให้หนังสือเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้โดยไร้ข้อจำกัด และเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมคิดวิเคราะห์ผ่านการอ่านที่เป็นพื้นฐานสำคัญ

        ธงชัยไม่ได้เป็นเพียงผู้เปิดงาน หากยังเป็นนักเขียนที่เรียกได้ว่าหนังสือหลายเล่มของเขาได้เขย่ารากฐานประวัติศาสตร์มาแล้ว รวมทั้งยังสร้างปรากฏการณ์การอ่านหนังสือวิชาการในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังกระหาย แสวงหาข้อเท็จจริงผ่านหนังสือที่พวกเขาเลือกเอง ไม่จำยอมต่อความรู้ชุดเดียวที่ถูกยัดใส่มือให้ผ่านแบบเรียนในระบบอีกต่อไป

        ในบรรดาหนังสือหลายเล่มของธงชัย 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง เป็นหนังสือที่ ‘สมอง’ สั่งการให้หยิบขึ้นมาอ่าน ด้วยความต้องการอยากรู้ถึงเหตุกาณ์ที่ถูกฉีกออกจากหนังสือประวัติศาสตร์ไทยมากยิ่งขึ้น1 หากเมื่ออ่านจบแล้ว นี่กลับเป็นหนังสือที่ถ้อยความประทับลงไปส่วนลึกของ ‘หัวใจ’ สั่นไหวถึงความเป็นมนุษย์

 

6 ตุลา

 

        “เกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยแม้แต่วันเดียวที่ผ่านไปโดยผมไม่ได้คิดถึง 6 ตุลา ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง 6 ตุลา ปรากฏขึ้นมาในความคิดจิตใจของผมทุกวัน… ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นภาพความโหดร้ายตามที่ผมเห็นกับตา หรือใบหน้าของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นรูปคนที่เสียชีวิตที่ผมเห็นหลังจากวันนั้น หรือเป็นใบหน้าของคนที่ยิ้ม คนที่ร้องไห้ หรือติดคุกร่วมกัน แน่นอนว่าต้องมีภาพเหล่านี้ขึ้นมาด้วย แต่บ่อยครั้งก็เป็นภาพหรือสัญญะที่เกี่ยวกับ 6 ตุลา ทั้งโดยตรงโดยอ้อม อย่างเช่น พ่อของ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ่อยครั้งมากที่ตัวหนังสือ ‘6 ตุลา’ ผุดขึ้นมาในใจ ผมคิดถึง 6 ตุลา ไม่เว้นแม้แต่วันเดียวมา 40 ปีแล้ว”

        ยากจะแยกว่าสมองหรือหัวใจอะไรทำงานหนักกว่ากันเมื่ออ่านเพียงคำนำในหน้าแรกนี้ อะไรกันนะอะไร ที่ทำให้คนหนึ่งเฝ้าคิดถึงเหตุการณ์ที่ล่วงผ่านไปแล้วสี่สิบปีอยู่ทุกวัน หากจะอ่านอย่าง ‘engaged’ เอาตัวไปเป็นส่วนหนึ่งกับเนื้อหา เชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวเช่นที่ธงชัยแนะนำไว้ในงาน Reading Revolution ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีเหตุการณ์ใด… อย่าว่าแต่ยาวนานถึงสี่สิบปีเลย เอาเข้าเพียงสิบปี ห้าปี หรือปีที่แล้ว… ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ไหนฝังลึกถึงขั้นอยู่ในห้วงความคิดทุกวัน

        เว้นเสียแต่ว่า เหตุการณ์นั้นมันไม่ได้รับการคลี่คลาย ไร้ช่องทางระบายออกไป เหตุการณ์นั้นจึงยังฝังลึกอยู่ข้างใน เพราะมันไม่เคยมีที่ทางให้เผยทรงจำนั้นออกมา

 

6 ตุลา

ภารกิจสืบความทรงจำ สร้างความชอบธรรมให้ผู้จากไป และสร้างความหมายใหม่ให้ 6 ตุลา

        “พี่ๆ ตำรวจครับ กรุณาหยุดยิงเถิดครับ เราชุมนุมอย่างสันติ เราไม่มีอาวุธ ตัวแทนเรากำลังเจรจาอยู่กับรัฐบาล อย่าให้เสียเลือดเนื้อมากไปกว่านี้เลย กรุณาหยุดยิงเถิดครับ… ดูเหมือนจะเป็นการกล่าวต่อสาธารณชนครั้งสำคัญที่สุด แต่ไร้ค่าที่สุดในชีวิตผม… ผมหนีความทรงจำของตนเองต่อเหตุการณ์เช้าวันนั้นไปไม่พ้น…

        “ทำไมผมยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่หลายชีวิตในธรรมศาสตร์จากไปไม่มีวันกลับ… ความรู้สึกเช่นนั้นวนเวียนอยู่ตลอดเวลาจนจิตใจด้านชา ผมสับสนจนไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น จำได้ว่าวิ่งลงจากรถเข้าเรือนจำที่บางเขน ถูกตำรวจเรียงแถวเตะต่อย แต่ผมกลับจำไม่ได้เลยว่ารู้สึกเจ็บ ใจผมหลุดลอยไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งสมองทั้งใจเฝ้าคิดแต่ว่าทำไมผมไม่อยู่ในธรรมศาสตร์…

        “ต้นปี 2539 นี้เอง ผมเดินอยู่ใน historical park แห่งหนึ่งกลางเมืองบอสตัน แต่ใจกลับคิดถึงอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมจึงมีโอกาสมาพบความสงบงดงามอยู่คนเดียวเช่นนั้น… ทุกวันนี้ผมพอบอกตัวเองได้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร แต่ผมกลับตอบไม่ได้ว่าทำไมผมจึงมีชีวิตอยู่”

        ถ้อยความในภาคผนวกที่กระตุกให้ฉุกคิดได้ว่าเมื่อเปล่าเปลือยหัวใจหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผู้อ่านอย่างเราตั้งต้นหมายมาดให้เป็นอาหารสมองแล้ว สุดท้ายประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้เป็นฉากเหตุการณ์แห้งผากอย่างที่แบบเรียนประวัติศาสตร์ทำให้เราเข้าใจไปเช่นนั้นเลย หากเมื่อถอดปก ลึกลงไปให้ถึงแก่นแล้ว ประวัติศาสตร์นั้นคือเรื่องราวของผู้คนที่มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก มีชื่อมีนาม มีความฝันไม่ต่างจากเราในวันนี้

        กล่าวตามจริง ในแง่หนึ่งนั้นก็ไม่คุ้นชินกับหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผู้เขียนบรรจุความรู้สึกเข้าไปในหนังสือท่วมท้นขนาดนี้ ก็ความเข้าใจที่เคยมี ประวัติศาสตร์นั้นต้อง ‘เป็นกลาง’ บรรจุ ‘ข้อเท็จจริง’ ราวกับว่าความรู้สึกนั้นเป็นเพียงข้อมูลชั้นรอง ไม่มีพื้นที่ให้ต้องจดจำ แต่พูดก็พูดเถอะ ข้อเท็จจริงที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักอ้างอิงนั้นจะเป็นกลาง… อย่าว่าแต่จะเป็นจริงได้อย่างไร หากไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ ‘ข้อเท็จจริง’ อื่นๆ จากผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นได้มีพื้นที่ในการเผยความรู้สึกนึกคิด และสิ่งที่ตนประสบในจุดที่ยืนอยู่ต่างไป

        ธงชัยยอมรับว่าเขียนหนังสือเล่มนี้ผ่านมุมมองของผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์อย่างชัดเจน ฉะนั้น จึงไม่สามารถที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้โดยปราศจากตัวตน ชุดประสบการณ์ของตนได้ ถึงอย่างนั้น ในหนังสือเล่มนี้ก็ยังมีบทที่รวบรวมทรงจำและทัศนะของฝ่ายขวาบรรจุในหนังสือเล่มนี้ ในแง่หนึ่ง นี่อาจเป็นระเบียบวิจัยที่ต้องให้พื้นที่แก่เสียงทั้งสองฝ่าย แต่ในอีกแง่หนึ่งนั้นก็เป็นไปได้ที่ธงชัยอาจเพียงต้องการเข้าใจในสิ่งที่แทบจะเข้าใจไม่ได้เลยว่าพวกเขาทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร… ทำลงไปได้อย่างไร 

        ไม่ต่างจากการเขียนหนังสือเล่มนี้ที่อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่านี่คือภารกิจของชีวิตในการ ‘สืบความทรงจำนี้ให้นานที่สุด’2 ที่แม้ใครจะกล่าวหาว่าเป็นการ ‘รื้อฝอยหาตะเข็บ’ ไม่เข้าท่า เป็นการหมกมุ่นจมอยู่กับความแค้น แต่ลำพังอารมณ์โกรธเกลียดไม่น่าเป็นพลังให้คนคนหนึ่งอุทิศทั้งชีวิตเพื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่งได้เลย หากผู้ตำหนิกล่าวหาได้อ่านหนังสือเล่มนี้คงพอรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าความพยายามในการคืนความเป็นมนุษย์ให้กับเพื่อนที่จากไป ให้วีรกรรมของพวกเขาได้รับการยอมรับอย่างสมเกียรติ ให้สังคมได้เห็นว่าชีวิตที่สูงส่งคืออะไร ซึ่งหาใช่ชีวิตที่มั่งคั่ง มีอำนาจชั่วครู่ชีวิตไม่ หากเป็นชีวิตที่เชิดชูเสรีภาพ ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต่างหากที่มีเกียรติทั้งในคราวมีชีวิต และเมื่อชีวิตดับสิ้นลง

 

 

        การมุ่งคืนความชอบธรรมให้กับเพื่อนที่จากไป ที่ดูจะตอบคำถามตอบคำถามต่อตนเองว่าทำไมเขาจึงมีชีวิตอยู่ คืนความหมายในการเป็น ‘the boy who lived’ ผู้รอดชีวิตจาก “เช้าวันพุธที่การตายด้วยกระสุนปืนดูเหมือนเป็นการฆาตกรรมที่เจ็บปวดน้อยที่สุดและศิวิไลซ์มากที่สุด”

ทรงจำ/เงียบงัน/อิหลักอิเหลื่อ

        ทรงจำที่พรั่งพรูออกมาเป็นการศึกษาหลายปี งานวิจัยหลายชิ้น หนังสือหลายเล่ม ราวกับว่าทรงจำนั้นอัดอั้นจากการถูกเก็บเงียบมานานปลายปี โดยเฉพาะช่วงหลังเหตุการณ์ที่ฝ่ายเสรีนิยมพ่ายแพ้ ธงชัยเองก็ถูกจับกุม พร้อมๆ กับวาทกรรมต้นฉบับของฝ่ายขวาที่ทำให้เกิดความเชื่อในสังคมว่าขบวนการนักศึกษาคือศัตรูของสังคม และสิ่งที่พวกเขาถูกกระทำนั้น ‘สมควรแล้ว’ ทรงจำที่เงียบงันไม่ได้หมายความว่ามันถูกลืม หากไร้พื้นที่แสดงออก ขัดกับอุดมการณ์ของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง จนทำให้ 6 ตุลา ตกอยู่ในภาวะ ‘ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ (unforgetting) ตามชื่อหนังสือเล่มนี้

        หากเมื่อกาลเวลาผ่านไป บริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง ค่อยๆ ทำให้ความหมายที่ผู้คนให้ต่อ 6 ตุลา เปลี่ยนตาม ความพยายามในการบันทึกประวัติศาสตร์วันนั้นได้กลายเป็นคลังทางปัญญาให้ผู้คนได้ตักตวง แม้ต้องรอให้เวลาล่วงผ่านนานถึงยี่สิบปี สี่สิบปีในการที่พลังปัญญาบริสุทธิ์เช่นนี้จะสามารถต่อสู้กับรัฐอาชญากรได้โดยไม่ต้องประดาบ หากฟาดกันกับอำนาจจนถึงราก

        ความทรงจำที่เป็นสำนึกพื้นฐานของมนุษย์ที่คุ้นเคยดียิ่งกว่าประวัติศาสตร์ เป็นสำนึกที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะมีการบันทึกลงในประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานหรือไม่ ความทรงจำนั้นย่อมได้ประทับตราลงในสมองและใจของมนุษย์ผู้ประสบ รับรู้เหตุการณ์นั้นแล้ว ในแง่นี้นั้น ปัจเจกย่อมเป็นนายเหนือความทรงจำตนเอง ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะถูกเขียนว่าอย่างไร

        อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง ความทรงจำของปัจเจกหากไม่ได้ถูกเผยตัว หรือบันทึกให้เป็นที่เป็นทางไว้ ย่อมง่ายต่อการถูกแทรกแซงด้วย ‘ความทรงจำแบบฉบับ’ (emblematic memory) ที่ผู้ถือปากกาด้ามใหญ่ใช้เขียนความทรงจำร่วมของผู้คนในสังคมขึ้นมา จนกลายเป็นคุณค่า เป็นวาทกรรมเสียงดัง ที่ความทรงจำของปัจเจกที่กระจัดกระจายนั้นง่ายที่จะถูกกลืนหายไปในความทรงจำแบบฉบับนั้น หรือแม้กระทั่งขจัดทรงจำปัจเจกให้กลายเป็นเรื่องเล่านอกรีต ลดความหมาย จนกลายเป็นความเงียบ

6 ตุลา

อ่านเพื่อเรา และเขียนเรื่องของเรา ด้วยตัวเราเอง

        “ผมมีทิปนิดเดียวในการอ่าน คือเมื่ออ่านแล้วพยายามทำให้การอ่านนั้นเป็นของเราซะ แสดงความคิด ความรู้สึกต่อสิ่งที่อ่านออกมา ไม่ว่าจะเขียน หรือคุยกับเพื่อนว่ารู้สึกอย่างไร การแสดงออกมันทำให้สมองคุณต้องประมวลผลอีกครั้งหนึ่งให้เป็นภาษาของคุณเอง มาจากความคิดของคุณเอง”

        นอกจากจะอ่านเพื่อสมองของเรา เพื่อหัวใจของเราแล้ว ในช่วงท้ายของ Reading Revolution อาจารย์ธงชัยได้กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนออกมาเพื่อให้การอ่านนั้นได้กลายเป็น ‘ของเรา’ อย่างสมบูรณ์ เขียนออกไป ไม่ว่าจะในรูปแบบบันทึกการอ่าน ไดอารีประจำวัน หรือเขียนประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะเปลี่ยนสถานะจากผู้รับสาร ให้กลายเป็นผู้กระทำ (subject) เป็นผู้เล่นหลักในเรื่องเล่าของเราเอง ให้ทุกเรื่องเล่าของปัจเจกได้มีที่มีทางในเรื่องเล่ากระแสหลัก ให้เราต่างได้เป็นผู้ร่วมเขียน (co-authorship) ในทุกเรื่องเล่าสาธารณะด้วยตัวเราเอง

        ยิ่งในเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในเขตแดนที่กีดกันไม่ให้ผู้คนร่วมเขียนประวัติศาสตร์ การขัดขืนดึงดันจะเขียนเอง คิดเอง จึงเป็นสิ่งที่ปัจเจกสามารถร่วมกันทำได้ เพื่อให้เกิดการรื้อถอนประวัติศาสตร์ที่ถูกครอบงำไปพร้อมๆ กับร่วมประกอบสร้างความรู้สาธารณะขึ้นใหม่ด้วยเรื่องเล่าของเราเอง

        ดังเช่นหนังสือเล่มนี้ ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ ได้แสดงให้เห็นว่าการสร้างสิ่งใหม่ และการรื้อถอนสิ่งเก่า, การจัดการประวัติศาสตร์สังคม และการจัดการทรงจำส่วนตัว ไม่ใช่กระบวนการที่แยกกัน หากเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นไปพร้อมกันได้

        เช่นเดียวกับการอ่าน

        ที่เปลี่ยนทั้งโลก

        เปลี่ยนทั้งเรา

        ไปพร้อมๆ กัน

 

ขอบคุณรูปจาก: คณะก้าวหน้า 

 


1 อ่าน ‘ฉันไม่รู้จัก 6 ตุลา: สำรวจแบบเรียน-ความเข้าใจของนักเรียนไทยในปี 2562‘ โดยประชาไท insert https://prachatai.com/journal/2019/01/80694

26 ตุลา : ภารกิจที่ยังไม่จบในวัยเกษียณของ เกษียร-ธงชัย หลังผ่านความตาย‘ – โดย BBC News ไทย (ตุลาคม, 2019) 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต