เมื่อความเป็น ‘เผ่าพันธุ์’ (Tribe) สร้างได้ทั้งความผูกพันฉันและเธอ กีดกันเราจากเขา

Soul-ciety
20 Apr 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

Highlights

“มนุษย์ต้องการสามสิ่งในการที่จะพึงพอใจต่อชีวิต หนึ่ง รู้สึกมีความสามารถทำในสิ่งที่ทำอยู่ สอง รู้สึกจริงแท้ต่อตัวตนที่เป็น และสาม รู้สึกสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว คุณค่าพวกนี้นั้นเป็นคุณค่าภายในต่อความสุข และสำคัญกว่าคุณค่า ‘ภายนอก’ เช่น ความสวยงาม เงินทอง หรือฐานะมากนัก” 

        เซบาสเตียน ยุงเกอร์ (Sebastian Junger) เขียนใน Tribe: On Homecoming and Belonging หนังสือว่าด้วยธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ในความเป็นสัตว์สังคม และสัญชาตญาณที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ความสัมพันธ์ในความเป็นกลุ่มที่ผู้เขียนรู้สึกว่าค่อยๆ ลดหายไปในสังคมสมัยใหม่ และความสำคัญที่จะต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้ให้กลับคืนมา ไม่ใช่เพียงเพราะว่าการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นดีต่อใจ แต่ถึงขั้นจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยทีเดียว

        แต่ไหนแต่ไรนั้นมนุษย์อยู่กันเป็นเผ่า ‘Tribe’ เป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่แล้ว โดยยุงเกอร์อธิบายว่า ความเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ นี้มีนัยยะต่อความอยู่รอดมาเนิ่นนาน ไม่ใช่แค่สมัยที่เรายังเป็นมนุษย์เร่ร่อนที่ต้องการกลุ่มเพื่อป้องกันภัยในโลกธรรมชาติที่กว้างใหญ่ หรือแม้แต่ตอนนี้ที่วิวัฒนาการก้าวไกล อาจเหมือนเราพึ่งตนเองได้ แต่สุดท้าย ในการกระทำการใดๆ เราก็ยังต้องอาศัยเพื่อนมนุษย์ในการทำกิจต่างๆ ให้สำเร็จอยู่ดี 

        แต่นอกจากความอยู่รอดทางกายแล้ว ความเป็นกลุ่มก็ยังส่งผลต่อใจอย่างสำคัญเช่นกัน ความรู้สึกที่บอกใครได้ว่า “They are my people.” คนเหล่านี้เป็น ‘พวก’ ของฉัน จึงไม่ใช่แค่การประกาศขอบเขตของตนเอง ไม่ใช่การคุยโวโอ้อวด แต่วิทยาศาสตร์สมองก็มีหลักฐานให้เห็นว่า เมื่อคนเรารู้สึกปลอดภัย รู้สึกผูกพันกับใครสักคน สมองเราจะหลั่งออกซิโทซิน ฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดีออกมาโดยอัตโนมัติ 

        แต่ใช่ว่าการเป็นกลุ่มนั้นจะมีข้อดีไปเสียหมด ในขณะที่มันเชื่อมโยงเราเข้ากับคนบางคน มันก็กีดกันเราออกจากคนอื่นที่ไม่ได้มีคุณลักษณะร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นเช่นกัน ซึ่งเป็นได้ทั้งคุณลักษณะที่แตกต่างอย่างชัดเจน เช่น ไม่ได้จบสถาบันเดียวกัน หน้าตาแตกต่างกันเห็นได้ชัด ฯลฯ หรือเป็นในระดับจิตใต้สำนึก ที่ในทางจิตวิทยาเรียกกันว่า ‘in-group’ และ ‘out-group’ ซึ่งอาจส่งผลในการสร้างความขัดแย้งได้ 

        เช่น ในระดับองค์กร หากมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก (ไม่ใช่แบ่งตามแผนก บทบาท หรือใดๆ ที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง) หรือการกีดกันทางเพศ เชื้อชาติ สถานะ โดยไม่รู้ตัว ก็จะส่งผลต่อความสามารถในการสร้างสรรค์ขององค์กรนั้นเช่นกัน หากขาดความหลากหลายที่เป็นตัวสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ไป หรือหากรับเข้ามาแล้ว แต่มีการแบ่งแยกกีดกันเกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก ก็จะส่งผลเสียต่อผู้ที่รู้สึก ‘ไม่เข้ากลุ่ม’ ส่งผลเสียต่อ performance ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำงาน และส่งผลเสียต่อองค์กรนั้นโดยรวมในท้ายที่สุด

        ทั้งนี้ ยุงเกอร์เน้นว่าการพูดถึงความสำคัญของกลุ่ม ไม่ได้แปลว่าความเป็นปัจเจกนั้นไม่สำคัญ ตรงกันข้าม ความหลากหลายของปัจเจกนั้นต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ความเป็นกลุ่มแข็งแรงขึ้นมาได้ 

        ยุงเกอร์มองว่ามันคือการยอมรับ สนับสนุนความเป็นปัจเจก และทำให้ทุกคนเห็นพลังของการมีเป้าหมาย มีพันธกิจ และที่สำคัญ ‘คุณค่า’ ร่วมกัน นั่นคือกุญแจที่จะทำให้ทั้งปัจเจกที่สร้างความเป็นกลุ่มนั้นรู้สึก ‘มีความหมาย’ และในขณะเดียวกัน รู้สึกได้รับพลังว่าสามารถทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ในกลุ่มที่ตนอยู่ 

        ในหนังสือเล่มนี้ ยุงเกอร์ยกเคสตัวอย่างหลากหลาย ทั้งในองค์กร และในระดับประเทศ ทั้งสงครามโลก หรือแม้กระทั่ง 9/11 ว่าสถานการณ์ยากลำบากทำให้ความรู้สึกเป็นกลุ่มนั้นแน่นแฟ้นขึ้น และทำให้ปัจเจกแต่ละคนที่กำลังเผชิญความลำบากอยู่รู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นว่าจะสามารถเอาชนะความลำบากได้ ตราบใดที่ยังมีกลุ่มประคับประคองกันอยู่

        แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราอาจไม่ต้องย้อนไกลไปดูถึงประวัติศาสตร์ช่วงสงครามก็ได้ เอาเข้าจริงแล้วในช่วงเวลานี้ที่ได้เห็นการรวมตัวกันของนิสิตนักศึกษา รุ่นพี่ รุ่นน้อง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มรวมตัวกันอย่างไร้พิธีรีตอง ไม่ต้องมีการรับรองจากสมาคมใดๆ แค่ตั้งกลุ่มขึ้นมาง่ายๆ ต่างคนต่างชวนกันมาเพื่อช่วยเหลือกัน มีอะไรก็แบ่งปันกันในพื้นที่นี้ ที่เพียงความรู้สึกว่า เราเคยเรียนที่เดียวกัน ในความต่างหากความเหมือนอะไรไม่เจอ อย่างน้อยแค่เราเคยใช้นามว่า เป็นเด็กมหาวิทยาลัยนี้เหมือนกัน ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าจู่ๆ ก็แจ่มชัดขึ้นมา

        แต่ก็อย่างที่ยุงเกอร์ชี้ให้เห็นทั้งข้อดี-ข้อเสียของการเป็นกลุ่มไว้ว่า ในขณะที่การเป็นกลุ่มส่งผลดีทั้งต่อการอยู่รอดทางกายและใจของคนในกลุ่ม (in-group) มากเพียงใด บางครั้งขอบเขตของกลุ่มนั้นก็อาจกีดกันคนภายนอก (out-group) ได้

 

        คำถามที่ยุงเกอร์ไม่ได้ฝากไว้ แต่อดสงสัยไม่ได้คือ แล้วเราจะขยายขอบเขตความเป็นกลุ่มให้ครอบคลุมผู้คนได้มากกว่านี้ได้อย่างไร 

        คำถามที่ เจน อีเลียต (Jane Elliot) ครูอเมริกันในรัฐไอโอวา เคยทำการทดลองหาคำตอบในปี 1968 หลังการสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่เธอหาทางสอนให้เด็กนักเรียนวัยประถมของเธอได้เรียนรู้ว่าการแบ่งแยกเป็นกลุ่มนั้นส่งผลต่ออคติที่เราอาจมีต่อคน ‘นอกกลุ่ม’ อย่างไร 

        การทดลองของเธอถูกบันทึกไว้ในสารคดีชื่อว่า A Class Divided1 โดยอีเลียตแบ่งนักเรียนในห้องเป็นสองกลุ่มอย่างง่ายๆ ด้วยสีของดวงตา กลุ่มแรกมีตาสีฟ้า กลุ่มที่สองมีตาสีน้ำตาล และสร้างเรื่องมาว่ากลุ่มที่ตาสีฟ้านั้นมีความพิเศษกว่า ในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากนั้น นักเรียนตาสีฟ้าก็เริ่มหยอกล้อ ดูถูกนักเรียนตาสีน้ำตาลทันที และเริ่มจับกลุ่มเล่นกันเอง และไม่ยอมให้นักเรียนตาสีน้ำตาลเข้าร่วมด้วย และเมื่อเธอสลับการทดลอง เล่าเรื่องใหม่ว่านักเรียนตาสีน้ำตาลมีความพิเศษกว่าอย่างไร ผลการทดลองก็ออกมาแบบเดียวกัน – นักเรียนตาสีน้ำตาลก็เริ่มไม่เอานักเรียนตาสีฟ้าเข้าเป็นพวกเช่นกัน

        ถึงแม้การ ‘จับกลุ่ม’ จะเป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากบทความ ‘In-Groups, Out-Groups, and the Psychology of Crowds’2 ได้แนะนำไว้ว่า เราสามารถส่งเสริมความเป็นกลุ่มให้แข็งแรง และในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างความแบ่งแยกระหว่าง ‘คนใน’ และ ‘คนนอก’ ได้ด้วยการ

        หนึ่ง) รับรู้ถึงคุณลักษณะที่ทำให้เป็นกลุ่มนั้นว่าเป็นสิ่งที่ถูก ‘สร้าง’ (constructed) ขึ้นมา และไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เช่น ในการทดลองของอีเลียต ที่สร้างเรื่องเล่าว่าตาสีฟ้าดีกว่าสีน้ำตาลในชั่วขณะหนึ่ง และสลับกันไป, หรือการที่เราอาจเป็นสมาชิกของกลุ่มหนึ่งด้วยการจำแนกบางอย่าง (จบจากมหาวิทยาลัย X) แต่อาจไม่เป็นสมาชิกของกลุ่มนั้นด้วยการจำแนกอย่างอื่นก็ได้ (จบจากคณะ Y)

        สอง) ลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของ ‘คนนอก’ การทดลองของอีเลียตนั้นได้รับความสนใจ ถูกนำไปใช้ในการออกแบบการเรื่องความหลากหลายจนถึงวันนี้ เพื่อให้ผู้คนได้รับประสบการณ์การถูกกีดกันไม่ให้เข้ากลุ่ม เพราะการทดลองชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราเคยเป็น ‘คนนอก’ มาก่อนแล้ว เราจะมีความเห็นอกเห็นใจกับคนที่ถูกกีดกันมากยิ่งขึ้น

        สาม) ลองมองหาความเหมือนระหว่างกลุ่ม เช่น แฟนฟุตบอลคนละทีมเห็นความชอบในกีฬาเหมือนกัน ผู้คนต่างศาสนาเห็นความสำคัญของศรัทธาไม่ต่างกัน ฯลฯ

        สี่) ทำงานกับความมั่นคงในใจของตนเอง เข้าใจว่าการแบ่งกลุ่มนั้นเป็นธรรมชาติมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องที่เราถูกโจมตี ‘โดยส่วนตัว’ ไม่ได้ทำให้การแปะป้ายจากภายนอกส่งผลต่อตัวตนภายในของเรา 

        ห้า) สื่อสารแลกเปลี่ยนจุดดีระหว่างกลุ่ม ใช้ประโยชน์จากการหลากหลายในการได้เรียนรู้จากกัน

        รับรู้ถึงธรรมชาติของความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ใช้ความเหมือนหลอมรวมเราเข้าด้วยกัน และใช้ความต่างของปัจเจกสรรค์สร้างประโยชน์สูงสุด หากไม่ลืมว่า ในท้ายที่สุดแล้ว จุดร่วมที่ทำให้เราเป็น ‘เผ่าพันธุ์’ เดียวกัน ก็คือความเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ทำให้เราแสวงหาการรวมกลุ่ม เพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขในวงจรที่เราต้องเผชิญ ไม่ต่างกัน 

 


อ้างอิง:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต