เกล็ดปลา ไมกา และใบหน้าของเรา

Weirdos and Wonders
14 Oct 2020
เรื่องโดย:

สิริพรรณี สุปรัชญา

ประกายแวววาวที่ล้อแสงไฟเป็นที่หลงใหลของมนุษย์เรามาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพชรพลอยและหินมีค่า เครื่องประดับ หรือชิมเมอร์ ‘วิ้งๆ’ หลากหลายรูปแบบในเครื่องสำอาง แต่รู้หรือไม่ว่า ความวิบวับนี้มีที่มาจากอะไร?

        Pearl Essence, Pearlescence หรือประกายมุกที่เติมในเครื่องสำอาง ยาทาเล็บ น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและสกินแคร์ต่างๆ เพื่อเพิ่มความเหลือบรุ้งนั้นเคยถูกทำมาจากเกล็ดปลา โดยมากเป็นปลาสีเงินวาวอย่างเฮร์ริง ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจที่ถูกจับในปริมาณมากอยู่แล้ว เกล็ดปลาก็คือผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมการประมงพาณิชย์นั่นเอง 

        องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration หรือ FDA) จัดให้คริสตัลกัวนีน (guanine) ที่ได้จากเกล็ดปลาเป็นสารสีประเภทหนึ่ง ที่เมื่อผ่านกรรมวิธีที่ได้มาตรฐานก็สามารถใช้ได้ในเครื่องสำอางอย่างปลอดภัยแม้แต่กับบริเวณรอบดวงตา ซึ่งนอกจากจะใช้เพิ่มเอฟเฟกต์ความเหลือบมุกแล้ว ยังเอาไว้ใช้เพิ่มความทึบแสงของเนื้อผลิตภัณฑ์อย่างแชมพูและครีมนวดผมได้อีกด้วย

        ถ้าย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ของยุคหินเก่า (Paleolithic Era หรือ Old Stone Age) เราจะพบว่ามนุษย์ในยุคนั้นรู้จักใช้แร่ไมกาเพิ่มประกายให้กับศิลปะผนังถ้ำ และต่อมาก็รู้จักแต่งแต้มสีสันต่างๆ ลงบนผิวหน้าและผิวกายให้สวยงามตามสมัยนิยม แต่โลกของศิลปะการแต่งหน้าสมัยใหม่ได้อุบัติขึ้นอย่างแท้จริงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเทคโนโลยีในการผลิตประกายมุกเทียมถูกคิดค้นสำเร็จ ทำให้เกิดสีสันใหม่ๆ อย่างสีเขียว น้ำเงิน และม่วง ซึ่งโดดเด่นเมื่อพวกมันอยู่ในรูปแบบของอายแชโดว์ อายไลเนอร์ และมาสคารา

        ความวิบวับในเครื่องสำอางเริ่มเป็นที่นิยมในยุค 60s แต่การพัฒนาเทคโนโลยีประกายมุกเทียมกันเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดเนื่องเพราะเทคโนโลยีการผลิตสีอุตสาหกรรมและรถยนต์ในยุค 80s การใช้สารสังเคราะห์นั้นสามารถควบคุมคุณภาพได้ง่ายกว่า พาร์ติเคิลของมุกเทียมนั้นมีขนาดที่เล็กกว่า ใสกว่า และมีรูปร่างที่ผันแปรน้อยมากเมื่อเทียบกันกับแร่จากธรรมชาติ ทำให้ปัจจุบันประกายมุกในเครื่องสำอางจึงอาจเป็นไปได้ว่าทำจากสารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ, แคลเซียมโบโรซิลิเกต (Calcium Borosilicate), หรือผงไมกาและกัวนีนจากเกล็ดปลาตามแบบดั้งเดิม โดยที่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางนั้นก็ไม่ได้ชี้แจงให้เป็นที่แน่ชัดสักเท่าไหร่ว่า มีการใช้สารสังเคราะห์ทดแทนไปแล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากน้อยเพียงใด

        กระแสรักษ์โลกทำให้หลายแบรนด์หันกลับไปใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและนำข้อสังเกตนี้มาโฆษณากันมากขึ้น รวมทั้งมีความพยายามจะผลิตประกายมุกเทียมในเครื่องสำอางด้วยวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น สาหร่าย แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก  

        อย่างไรก็ตาม แร่ธรรมชาติอย่างไมกา (มักถูกเขียนว่า Mica, Potassium Aluminium Silicate, หรือ CI 77019 ในรายชื่อส่วนประกอบเครื่องสำอาง) กลับมีความลับดำมืดของมันอยู่ แร่ไมกาเกรดสูงในเครื่องสำอางส่วนมากถูกส่งออกจากอินเดีย เกาะมาดากัสการ์ และแอฟริกา ซึ่งมากกว่า 62% ของแรงงานที่ทำงานในเหมืองแร่ไมกาเป็นเด็กอายุน้อยนิดซึ่งอาจมีอายุระหว่าง 5-17 ปี ซึ่งต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ถูกละเลยจากทั้งนายจ้างและรัฐบาล เสี่ยงต่อการเหมืองถล่ม และเหน็ดเหนื่อยในอุโมงค์ที่ทั้งแคบทั้งมืดตลอดชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานโดยไม่มีอะไรป้องกันเพื่อเก็บสินแร่ไมกามาขาย โดยได้ค่าตอบแทนประมาณ 3-10 รูปีต่อสินแร่ไมกา 1 กิโลกรัม (ประมาณ 1.3-4.3 บาท) 

        Véronique Roulier ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมเครื่องสำอาง (Director of Makeup Innovation) ของบริษัทความงามยักษ์ใหญ่เคยกล่าวเอาไว้ว่า ลอรีอัลใช้พิกเมนต์เพียง 20 สี แต่มีประกายมุกประเภทต่างๆ อยู่ในแคตตาล็อกมากกว่าพันชนิด ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีการผลิตประกายมุกเทียมนั้นมีความสำคัญขนาดไหนต่อวงการความงาม และสะท้อนให้เห็นถึงว่าพวกเราต่างหลงใหลในความแวววาวนี้เพียงใด 

        ครั้งต่อไปที่หยิบลิปสติก ไฮไลเตอร์ หรือคอนซีลเลอร์ขึ้นมาใช้ คุณคงรู้สึกไม่เหมือนเดิม, จริงไหม?


ภาพประกอบ: ปลาแมว (Thryssa Hamiltonii (Gray, 1835)) ปลาขนาดเล็กในวงศ์ปลากะตัก, ปลาไส้ตัน, หรือ anchovies ชนิดหนึ่งที่พบได้ในอ่าวไทย เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับเฮร์ริง

อ้างอิง:

  1. Eldridge, Lisa. Face Paint: The Story of Makeup. New York, Abrams, 2015.
  2. “Guanine” Cosmeticsinfo.Org, cosmeticsinfo.org/ingredient/guanine-0. Accessed 1 Oct. 2020.
  3. “The Origin Of Applying Lip Color.” Kevin James Bennett – KJBennettBeauty, 14 June 2019, kjbennett.com/origin-of-lip-color. Accessed 1 Oct. 2020.
  4. “The Homemade Homemaker: Lipsticks.” The Guardian, 29 Oct. 2007, www.theguardian.com/environment/2007/oct/29/ethicalliving.lifeandhealth. Accessed 1 Oct. 2020.
  5. “ปะการัง แทนนิ่งออยล์.” digitalay www.facebook.com/digitalay/posts/3221194547934100. Accessed 1 Oct. 2020.
  6. “The Makeup Industry’s Darkest Secret Is Hiding In Your Makeup Bag.” Refinery29.Com, 4 May 2019, www.refinery29.com/en-us/2019/05/229746/mica-in-makeup-mining-child-labor-india-controversy. Accessed 1 Oct. 2020.
  7. “An Army of Children Toils in African Mica Mines.” NBC News, 18 Nov. 2019, www.nbcnews.com/news/all/army-children-toil-african-mica-mines-n1082916. Accessed 1 Oct. 2020.
  8. “Children as Young as Five Make up Most of Madagascar’s Mica Mining Workforce.” The Guardian, 21 Nov. 2019, www.theguardian.com/global-development/2019/nov/21/children-as-young-as-five-make-up-most-of-madagascars-mica-mining-workforce. Accessed 1 Oct. 2020.
  9. ชามะสนธิ์, โอภาส, and เพ็ญประไพ, ไพรินทร์. ชนิดปลาบริเวณอ่าวไทยตอนในจากเรือสำรวจประมง 2. ศูนยวิจัยและพัฒนาประมงอ่าวไทยตอนบน (สมุทรปราการ), 2563.
แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สิริพรรณี สุปรัชญา

ทำหลายอย่างและเป็น journalist บางเวลา เน้นสิ่งแวดล้อม สังคม วิทยาศาสตร์ การเมือง กฎหมาย ทักทายกันได้ที่ทวิตเตอร์และไอจี @selfcircled