ทำไมฝุ่นควันพิษอาจทำให้เราเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ ได้?

Why?
21 Jan 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าฝุ่นควันพิษ หรือฝุ่นขนาดเล็กจิ๋วตั้งแต่ 10 ไมครอนลงไปจนถึง 2.5 ไมครอน และเล็กกว่านั้น อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของมนุษย์ – อย่างการเป็นโรคซึมเศร้าได้ด้วย

        เคยมีการศึกษาเรื่องฝุ่นควันพิษ (แบบเดียวกับที่กำลังรมกรุงเทพฯ อยู่) และพบความสัมพันธ์ระหว่างยีนหรือพันธุกรรมของมนุษย์ ที่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปเพราะฝุ่นควันพิษพวกนี้ อยู่ในวารสารชื่อ UD/MH หรือ Journal of Urban Design and Mental Health

        งานเขียนที่ว่าคือ Air Pollution, Mental Health and Implications for Urban Design: a Review ของคุณเจค็อบ คิง (Jacob King) แห่ง Exeter Medical School ในอังกฤษ บทความนี้บอกว่า ฝุ่นควันพิษพวกนี้ ‘ทำร้าย’ มนุษย์มากกว่าแค่ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับปอด ทางเดินหายใจ และภูมิแพ้ ทว่าสภาวะทางจิต มลพิษทางอากาศ และการออกแบบเมือง ต่างเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อนด้วย

 

ฝุ่นและโรคซึมเศร้า

อะไรคือฝุ่นควันพิษ?

        เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า กระบวนการกลายเป็นเมืองที่รวดเร็ว (Rapid Urbanization) โดยปราศจากการควบคุมที่ดี เช่น เร่งสร้างตึก สร้างอาคาร สร้างสาธารณูปโภคใหญ่ๆ เช่น รถไฟฟ้า รวมไปถึงการสร้างถนนให้รถยนต์วิ่งแล้วปล่อยมลพิษออกมานั้น เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่นควันพิษรมเมือง

        องค์การอนามัยโลกหรือ WHO บอกว่า มลพิษทางอากาศเหล่านี้ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรทั่วโลกในปี 2016 มากถึง 4.2 ล้านคน

        ฝุ่นควันพิษสำคัญๆ มีอยู่ด้วยกันสี่อย่าง อย่างแรกสุดก็คือฝุ่นที่มีอนุภาคจิ๋วๆ เรียกว่า Particulate Matter หรือเรียกย่อๆ ว่า PM ซึ่งเจ้าฝุ่น PM นี้ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดมลพิษทางอากาศตัวสำคัญ มันส่งผลต่อมนุษย์เรามากกว่ามลพิษทางอากาศอื่นๆ ทั้งหมด

 

ฝุ่นกับโรคซึมเศร้า

 

        โดยฝุ่นที่ว่านี้แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ PM 10 กับ PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาด 10 ไมโครเมตร (หรือไมครอน) หรือเล็กกว่า กับฝุ่นที่มีขนาด 2.5 ไมครอนหรือเล็กกว่า ซึ่งหลายคนก็อาจจะพอรู้จากข่าวต่างๆ อยู่แล้วว่าฝุ่นจิ๋วเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการทางกายอย่างไรได้บ้าง

        ปกติแล้ว ก๊าซและฝุ่นเหล่านี้เกิดขึ้นในธรรมชาติน้อยมาก แต่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นเมือง เราจะพบการปล่อยฝุ่นและก๊าซพวกนี้ได้จากกิจกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การก่อสร้าง อุตสาหกรรม รวมไปถึงกิจกรรมในครัวเรือนต่างๆ แต่หากตัว ‘เมือง’ มีการออกแบบที่ดี ฝุ่นและก๊าซเหล่านี้ก็จะไม่สะสมอยู่ในเมือง คือไม่อ้อยอิ่งค้างคาอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทว่าเมืองที่ได้รับการออกแบบให้อากาศไหลผ่านเมืองได้ ไม่ได้ปล่อยให้เกิดการก่อสร้างกันตามมีตามเกิด ก็จะเกิดการระบายฝุ่นควันพิษพวกนี้ออกไป เช่น ออกแบบเมืองให้มีลักษณะเป็นกริด (grid) ที่มีช่องทางตรงๆ ให้อากาศไหลผ่าน โดยช่องอากาศที่ว่านี้สอดรับกับการพัดของลมตามฤดูกาล เป็นต้น

        ในฤดูหนาว แม้อากาศในไทยจะไม่หนาวนัก แต่ความกดอากาศสูงยังคงแผ่ลงมาปกคลุม ความกดอากาศสูงส่งผลเหมือนชื่อ คือมีการ ‘กด’ อากาศเอาไว้ ฝุ่นและควันพิษทั้งหลายอบอวลอยู่ในเมืองที่เดิมทีก็ออกแบบไม่ดี ไม่มีการไหลของอากาศอยู่แล้ว ยิ่งไม่อาจระบายออกไปไหนได้ ได้แต่ไหลวนๆ อยู่ใน ‘กระเปาะอากาศ’ ตามช่องว่างระหว่างตึก โดยอากาศไม่สามารถไหลขึ้นด้านบนผ่านพ้น ‘เรือนยอด’ ของตึก (Urban Canopy Layer) ไปได้ ความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในเมืองจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบค่อยๆ สั่งสม

        เมื่อเป็นเช่นนี้ มลพิษจึงส่งผลต่อมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่แค่ในทางร่างกาย มลพิษทางอากาศยังส่งผลร้ายทางจิตกับพวกเราทุกคนอีกด้วย!

ฝุ่นกับโรคซึมเศร้า
ภาพจาก: www.researchgate.net/publication/260629481_Air_quality_by_urban_design

ฝุ่นควันพิษกับโรคทางจิต

        มีสมมติฐานใหญ่ๆ อยู่สองสมมติฐาน ที่ว่ามลพิษทางอากาศอาจมีผลต่อสุขภาพจิตของมนุษย์ได้

        อย่างแรกเรียกว่า Neuroinflammatory Hypothesis เป็นสมมติฐานที่เกิดจากการศึกษาสภาวะที่เรียกว่า Neuroinflammation หรือการอักเสบที่เกิดข้ึนกับเซลล์ประสาทในสัตว์ทดลอง พบว่าการที่สัตว์ต้องเผชิญหน้ากับมลพิษทางอากาศเข้มข้นเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะกับฝุ่นระดับ PM 2.5 และโอโซนนั้น ทำให้เซลล์ประสาทถูกทำลายได้เนื่องจากอาการอักเสบ

        ที่ฝุ่นควันระดับ PM 2.5 ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ได้ก็เพราะมันมีขนาดเล็กจิ๋วมาก จึงแทรกซึมเข้าไปได้ถึงระดับเซลล์ประสาท ซึ่งหากมีไม่มากนัก ร่างกายก็อาจควบคุมได้ แต่ถ้ามีมากและเกิดกระบวนการอักเสบมากจนควบคุมไม่ได้ ก็จะเกิดการผลิตสารที่เป็นพิษต่อระบบประสาท (Neurotoxic Factors) ต่างๆ ขึ้นมา สารพวกนี้ไม่ได้เป็นพิษในตัวเองโดยตรง แต่เป็นสารที่ทำให้เกิดกระบวนการออกซิเดชันในร่างกาย (เหมือนอนุมูลอิสระ) แล้วจึงเกิดโรคต่างๆ ที่สัมพันธ์กับการแก่ชราหรือโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งโรคหนึ่งที่มีการศึกษาว่าเกี่ยวพันกันก็คือโรคซึมเศร้า (ไม่ใช่แค่เพราะอากาศหม่นทึมซึมเซาจนรู้สึกเศร้าแบบอาการป่วยเพราะสภาวะอากาศอย่างที่เรียกว่า S.A.D. Syndrome เท่านั้น)

        สมมติฐานที่สองลงลึกไปกว่าอาการอักเสบของเซลล์ประสาท คือมีการตั้งข้อสันนิษฐานกันว่า ฝุ่นควันพิษนั้นลงไปทำลายกันถึงระดับยีนหรือระดับสารพันธุกรรมเลยทีเดียว มีการค้นพบเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ว่ายีนของมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงได้ไวและเร็วกว่าที่เราคิดมาก โดยสิ่งแวดล้อมต่างๆ สามารถมีผลต่อยีนของเราได้ ที่สำคัญก็คือนักพันธุกรรมศาสตร์สาขาใหม่ที่เรียกว่า Phylogenetics พบว่าคนเราสามารถโน้มนำให้ยีนหรือพันธุกรรมของคนอื่นเปลี่ยนแปลงได้ด้วย (แทนที่จะรับสืบทอดยีนจากพ่อแม่เท่านั้น) พูดอีกอย่างคือ พันธุกรรมสามารถถ่ายทอดสู่กันในแนวระนาบของคนรุ่นเดียวกัน แทนที่จะต้องถ่ายทอดในแนวดิ่งจากรุ่นพ่อแม่สู่ลูกอย่างเดียว

 

ฝุ่นกับโรคซึมเศร้า

 

        คุณเจค็อบ คิง บอกว่าเคยมีการศึกษาว่ามลพิษทางอากาศอาจก่อให้เกิดโรคสำคัญๆ คือซึมเศร้ากับวิตกกังวล ในโรคซึมเศร้า คุณคิงศึกษางานของนักวิทยาศาสตร์หลายที่ พบว่าในกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน อัตราการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะพุ่งสูงขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เผชิญกับมลพิษทางอากาศ มีการศึกษาที่บาร์เซโลนาและที่กรุงโซลในเกาหลีใต้ (โดยนักวิทยาศาสตร์คนละกลุ่มกัน) ได้ผลลัพธ์ออกมาตรงกัน แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเดียวกันนี้ในบอสตันและในยุโรปจะไม่พบผลแบบเดียวกันก็ตาม ส่วนอาการวิตกกังวล เป็นการศึกษาพยาบาลในสหรัฐอเมริกา พบว่าพยาบาลที่ต้องเผชิญกับฝุ่นระดับ PM 10 และ PM 2.5 เป็นเวลานาน จะมีอาการวิตกกังวลมากกว่าปกติ

        ในขณะที่โรคจิต (Psychosis) อื่นๆ เช่น จิตเภท มีการศึกษาความสัมพันธ์ของมลพิษทางอากาศกับโรคจิตประเภทต่างๆ แม้พบว่าอาจมีผลต่อกันได้ แต่หลักฐานยังเบาบางอยู่ ต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีก และส่วนใหญ่จะเป็นผลที่เกิดจากโลหะหนัก เช่น แคดเมียมและตะกั่ว (ที่ก็อาจมากับอากาศได้เหมือนกัน) มากกว่าฝุ่นควันพิษในแบบที่เราเผชิญกันอยู่
ด้วยเหตุนี้ การที่เราต้องเผชิญหน้ากับฝุ่นควันกันอยู่ในขณะนี้ นอกเหนือจาก ‘อาการทางกาย’ เช่น โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจต่างๆ แล้ว ยังอาจเกี่ยวพันกับ ‘อาการทางจิต’ ที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าและภาวะอื่นๆ ได้อีกด้วย 

        นี่จึงไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ในระดับปัจเจก แต่คือปัญหาที่รัฐจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่อะไรๆ จะแย่ไปมากกว่านี้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำกอง a day BULLETIN