ซ้อมเป็นหัวหน้า ทักษะอะไรบ้างที่ช่วยให้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าได้ไว

Work Actually
15 Oct 2019
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

หลายคนมักคิดว่าการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าเป็นเรื่องของจำนวนปีที่คุณทำงาน เช่น ถ้าทำงานสักสองปีก็น่าจะถึงจุดที่ได้ปรับตำแหน่ง แต่อีกมุมหนึ่ง เชื่อว่าคงมีหลายคนที่เคยอกหักเพราะคิดแบบนี้มาบ้างแล้ว คือเคยคิดว่าจะได้ปรับ แต่สุดท้ายไม่ได้ปรับ

        ถ้าจะวิเคราะห์ปัญหานี้ อาจต้องมาดูกันว่า การทำงานที่ผ่านมาเป็นการทำงานแบบไหน หนึ่ง แบบที่คุณเก่งงาน หรือสอง แบบที่คุณเก่งเพื่อเป็นหัวหน้า เพราะหลายคนมักเข้าใจว่าถ้าทำงานจนเก่ง เช่น ทำงานจนคล่อง ไม่มีปัญหา ก็ต้องได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริง การก้าวมาเป็นหัวหน้าไม่ได้เกิดจากการเก่งงานเท่านั้น แต่เกิดจากการโชว์ทักษะหัวหน้าออกมาล่วงหน้าต่างหาก

        ยกตัวอย่างเช่น เวลาจะปรับให้ใครเป็นหัวหน้า เราจะประเมินก่อนว่าเขามีคุณสมบัติของหัวหน้าหรือเปล่า บางทีเราสนใจเรื่องคุณสมบัติของหัวหน้ามากกว่าการทำงานเก่งเสียอีก พูดอีกอย่างคือการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าเป็นเรื่องทักษะการเป็นหัวหน้ามากกว่าความสามารถด้านการทำงาน ฉะนั้น ใครก็ตามที่อยากเป็นหัวหน้า แต่ยังสาละวนกับการทำงานให้เก่งลูกเดียว โดยไม่คิดเติมหรือโชว์ทักษะความเป็นหัวหน้า ก็มีโอกาสที่คุณจะได้ปรับตำแหน่งเหมือนกัน แต่อาจจะช้าหน่อย หรือไม่ก็คือได้ปรับตำแหน่งทางสายชำนาญการ แต่ไม่ใช่สายบริหาร

 

        ทีนี้ลองมาดูกันว่ามีทักษะหรือคุณสมบัติอะไรบ้างที่ทำแล้ว มีสิทธิ์จะเข้าตากรรมการ

1. คิดภาพใหญ่

        หัวหน้าไม่เหมือนลูกน้องอยู่อย่างหนึ่ง คือต้องคิดภาพใหญ่ กล่าวคือหัวหน้าไม่ได้คิดแค่งานของลูกน้องคนเดียว แต่ต้องคิดเผื่อลูกน้องคนอื่นๆ และต้องคิดเชื่อมโยงว่างานลูกน้องแต่ละคนจะไปต่อกับของอีกคนอย่างไร หรือมีอะไรบ้างที่ต้องเติมเข้าไปในงานลูกน้องเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น

        ดังนั้น ถ้าอยากโดดเด่นเข้าตากรรมการ สิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกทำบ่อยๆ คือพยายามไม่มองแค่งานตัวเอง แต่พยายามมองมุมที่สูงขึ้นว่างานที่คุณได้รับมอบหมายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรวมอย่างไร เพราะการมองเห็นภาพรวมออกจะช่วยให้คุณทำงานเกินความคาดหวังของหัวหน้า ทำให้คุณรู้จักอุดรูอุดช่องที่หัวหน้าต้องคอยตามอุด

        เช่น คุณได้รับมอบหมายให้ทำพรีเซนเทชันส่งลูกค้า แต่คุณประเมินแล้วว่าถ้าเพิ่มข้อมูลบางส่วนเข้าไปอีกหน่อยจะช่วยโน้มน้าวลูกค้าได้ดีขึ้น คุณจึงขออนุญาตหัวหน้าใส่หน้าสไลด์เพิ่ม ปรากฏว่าสไลด์นั้นประสบความสำเร็จ ลูกค้าเข้าใจสิ่งที่คุณนำเสนอและตัดสินใจเลือกบริษัทคุณทันที ว่าง่ายๆ คือคุณคิดในมุมของหัวหน้า ไม่ได้คิดแบบลูกน้องที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น แต่คุณมองไกลกว่านั้น และงานที่แท้จริงก็ไม่ใช่แค่งานทำพรีเซนเทชัน แต่เป็นการขายงานลูกค้าให้ผ่านต่างหาก ถ้าพูดอีกอย่างคือ คุณแอบขโมยงานหัวหน้ามาทำนั่นเอง

 

2. สื่อสารได้ดี

        เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนเก่งๆ หลายคนพลาดโอกาสเป็นหัวหน้าเพียงเพราะขาดทักษะด้านการสื่อสาร เพราะอย่าลืมว่าหัวหน้าต้องสั่งงานได้ หัวหน้าต้องสอนงานลูกน้องได้ หัวหน้าต้องเจรจาระหว่างแผนกได้ หัวหน้าต้องรายงานให้เจ้าของบริษัทได้ ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องการสื่อสารทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนสื่อสารไม่เก่งหรือไม่ชอบการสื่อสาร แบบนี้อาจเรียกว่าลำบาก

        ทว่าการสื่อสารได้ดีในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ‘พูดเก่ง’ แต่ต้องเรียกว่า ‘พูดเป็น’ ถึงจะถูก กล่าวคือสื่อสารเพื่อให้ภาพรวมออกมาดี ฉะนั้น ทักษะข้อนี้ไม่ได้อยู่แบบโดดๆ แต่สัมพันธ์กับทักษะการคิดภาพใหญ่ กล่าวคือถ้าคุณมองภาพใหญ่ออก คุณก็จะรู้ว่าคุณต้องสื่อสารอะไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

        เช่น หน้าที่หนึ่งของคนเป็นหัวหน้า คือสื่อสารเพื่อสั่งงานและสอนให้ลูกน้องทำงานได้อย่างที่ตัวเองต้องการ  สื่อสารให้ลูกน้องเอางานตัวเองออกมาประกอบกันได้อย่างลงตัว

        ทีนี้ ถ้าคุณเป็นลูกน้องที่อยากโชว์ทักษะหัวหน้า คุณก็จะรู้แล้วว่าคุณต้องสื่อสารอะไรบ้างเพื่อลดภาระหัวหน้าหรือช่วยงานทีม เช่น คุณคอยสื่อสารกับคนในทีมเพื่อให้มั่นใจว่าเวลาเอางานมาประกอบกันจะราบรื่น โดยที่หัวหน้าไม่ต้องคอยมาบอก หรือพองานที่คุณทำมีปัญหา คุณก็รีบรายงานหัวหน้า โดยไม่ต้องรอให้หัวหน้าเป็นคนคอยมาถาม หัวหน้าก็จะอุ่นใจและวางแผนรับมือได้ถูก เพราะคุณคอยบอกเขาเสมอ แบบนี้เรียกว่าการโชว์ทักษะสื่อสาร ไม่ใช่สื่อสารไปอย่างนั้น แต่สื่อสารเพื่อให้ภาพรวมออกมาดี

 

3. ริเริ่มสิ่งใหม่ด้วยตัวเอง

        อีกทักษะหนึ่งที่สำคัญคือการริเริ่มสิ่งใหม่ ซึ่งข้อนี้กินความรวมทั้งความเป็นผู้นำ ความกล้าเสี่ยง ความกล้าตัดสินใจ และความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน นั่นเพราะการเป็นหัวหน้าต้องคอยคิดแทนคนอื่น คอยคิดแผนหนึ่งแผนสองให้ลูกน้อง ต้องรับผิดและรับชอบทั้งทีม และบ่อยครั้งงานหัวหน้ามักไม่มีคนมาบอกว่าหนึ่งสองสามสี่ต้องทำอะไร ทว่ามันกลับกัน คือหัวหน้านี่แหละคือคนคอยบอกหนึ่งสองสามสี่ให้ลูกน้องทำต่างหาก

        ฉะนั้น คนเป็นคนหัวหน้าจึงต้องรู้จักริเริ่มเป็น เช่น ริเริ่มที่จะสร้างรูปแบบการทำงานเพื่อให้ลูกน้องทำตามได้ง่าย ริเริ่มหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ริเริ่มที่จะอุดรอยรั่วที่ทีมยังขาดอยู่ เช่น สอนทักษะที่ลูกน้องยังขาด และแน่นอนคือต้องกล้าเสี่ยง กล้าลุยไปข้างหน้า กล้าตัดสินใจ บางอย่างก็ไม่มีใครมาบอกได้ว่ามันจะออกมาดีหรือไม่ดี แต่หัวหน้าต้องกล้าทำก่อน เพราะถ้าหัวหน้าไม่กล้าทำ งานก็ไม่เดิน ลูกน้องก็เคว้ง

        ในทำนองเดียวกัน ถ้าอยากก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า ก็ต้องรู้จักริเริ่มหาทางออกให้หัวหน้า ไม่ใช่รอให้หัวหน้าบอกหนึ่งสองสามสี่ แต่สามารถชิงบอกหัวหน้าได้ว่า คุณคิดว่าคุณควรทำหนึ่งสองสามสี่อะไรบ้าง แล้วให้หัวหน้าช่วยตัดสินใจอีกที หรือถ้างานมีปัญหา คุณไม่ได้มารายงานแค่ว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แต่คุณริเริ่มบอกทางออกเป็นตัวเลือกให้หัวหน้าช่วยเลือกกับคุณ ซึ่งนอกจากหัวหน้าจะเบางานลง หัวหน้าก็จะเห็นทักษะการแก้ปัญหา การมองภาพรวม และการสื่อสารของคุณอีกด้วย

 

        และนี่คือสามทักษะสำคัญๆ ที่เราคัดมาบอกคุณผู้อ่าน โดยจะเห็นได้ว่ามันไม่เกี่ยวกับอายุหรือจำนวนปีที่ทำงานเลย ยิ่งปัจจุบันเราได้เห็นคนอายุน้อยหลายๆ คนก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่มีคุณสมบัติหรือทักษะเหล่านี้กันทั้งนั้น ดังนั้น สำหรับใครที่อยากเติบโตในการทำงานได้เร็ว ก็ลองพัฒนาสามเรื่องนี้ของตัวเองดู คุณอาจจะปรับตำแหน่งได้เร็วกว่าที่คิดไว้ก็เป็นได้ ขอให้โชคดี

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ