ฮาโลวีน จากประเพณีนอกรีตในสายตาศาสนาคริสต์ สู่เทศกาลแสนสนุกที่มนุษย์ขอแปลงเป็นผี

World Wide Words
31 Oct 2019
เรื่องโดย:

ภาคภูมิ โภคทวี

Highlights

วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันฮาโลวีน หรือประเพณีปล่อยผีตามความเชื่อของชาวตะวันตก อาคารบ้านเรือนและสถานที่สำคัญต่างๆ จะประดับประดาด้วยฟักทอง ส่วนผู้คนก็จะเฉลิมฉลองด้วยการแต่งตัวเป็นผี  โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ออกมาเคาะประตูเพื่อนบ้านเพื่อเล่น Trick or Treat ร่วมกัน นอกเหนือจากความสนุกสนาน นี่ยังเป็นเทศกาลที่ทำให้มนุษย์ได้รู้จักกับผี รวมถึงความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายในวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ อีกด้วย

ฮาโลวีน
ภาพ: Clodagh Kilcoyne / Reuters

เหตุเกิดจากประเพณีนอกรีตของชาวเคลต์ในสายตาศาสนาคริสต์

        เดิมทีฮาโลวีนเป็นประเพณีของชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณหมู่เกาะอังกฤษ ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศสตอนเหนือ โดยเรียกเทศกาลนี้ว่าซาวิน (Samhain) ซึ่งตรงกับคืนวันที่ 31 ตุลาคม อันเป็นจุดสิ้นสุดของฤดูเก็บเกี่ยว และเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาวอันยาวนาน ชาวเคลต์เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่พรมแดนระหว่างโลกมนุษย์และยมโลกจะถูกเปิดออก แล้ววิญญาณของผู้ตายจะได้กลับมายังโลกมนุษย์

        แต่วิญญาณเหล่านั้นจะพยายามสิงร่างมนุษย์เพราะต้องการกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดังนั้น คนจึงต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ผีเข้าสิงร่างได้ ด้วยการปิดไฟทุกดวงให้มืด แล้วแต่งตัวเป็นผีเพื่อหลอกผีว่าไม่ใช่และไม่มีมนุษย์อยู่ รวมถึงจุดกองไฟเพื่อส่งวิญญาณที่ดีไปสู่สุคติ

        ในศตวรรษที่ 7 ซึ่งตรงกับยุคกลาง อิทธิพลของศาสนาคริสต์ได้แผ่ไปทั่วยุโรป ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่เกาะอังกฤษ พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 3 กำหนดให้วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวัน All Saints’ day หรือวันที่จะเฉลิมฉลองนักบุญทุกองค์ในศาสนา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชาวเคลต์จัดเทศกาลซาวิน แต่สำหรับศาสนจักรกลับถือว่าซาวินเป็นเทศกาลของพวกนอกรีต ในที่สุดวัน All Saints’ day ของศาสนาคริสต์ก็ได้กลืนวัฒนธรรมของชาวเคลต์ โดยผสมผสานประเพณีทั้ง 2 ความเชื่อเข้าด้วยกัน วัน All Saints’ day ในบางครั้งจึงเรียกว่าวัน All Hallows’ Day

        ถึงตรงนี้ เมื่อได้อ่านชื่อ All Hallows’ Day คงจะเริ่มคุ้นๆ แล้วใช่ไหมครับ เพราะคืนก่อนหน้าวัน All Hallows’ day คือ All Hallows’ Eve ซึ่งตรงกับคืนวันที่ 31 ตุลาคม (ลักษณะเดียวกันกับการเรียกวันก่อนหน้า Christmas Day ว่า Christmas Eve หรือก่อน New Year’s Day ว่า New Year’s Eve) แล้วชื่อวันดังกล่าวก็ถูกเรียกแบบรวบเสียงจนกลายเป็นคำว่า Halloween ที่เราทุกคนคุ้นเคยอย่างในปัจจุบัน

 

ฮาโลวีน
ภาพ: Transcendental Graphics / Getty Images

สหรัฐอเมริกา ผู้นำฮาโลวีนสู่ชาวโลก

        ในช่วงที่ชาวอังกฤษเข้ามาแสวงโชคในโลกใหม่ที่สหรัฐอเมริกา พวกเขาได้นำประเพณีปฏิบัตินี้ติดตัวมาด้วย ต่อมาภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเอกราช ทำให้กลายเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ และต้อนรับผู้อพยพจากทุกชนชาติ รวมถึงชาวไอริชที่เริ่มอพยพเข้ามาในช่วงศตวรรษที่ 19 ทำให้ฮาโลวีนกลายเป็นเทศกาลกระแสหลักในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติเดิมเฉพาะในยุโรปอีกต่อไป เช่นเดียวกับวันขอบคุณพระเจ้า 

        และด้วยความที่สหรัฐอเมริกา ขึ้นแท่นเป็นมหาอำนาจของโลกในศตวรรษที่ 20 ทำให้วัฒนธรรมอเมริกันทั้งหลายแหล่ถูกเผยแพร่ออกไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนทำให้ฮาโลวีนกลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่คนทั่วโลกรู้จักและให้ความสนใจ เพราะผี ปีศาจ วิญญาณ และชีวิตหลังความตาย ล้วนเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของทุกชนชาติ ก็ยิ่งทำให้หลายประเทศนำเรื่องราวสยองขวัญและตำนานผีท้องถิ่นของตัวเองรวมเข้ากับฮาโลวีนจนเกิดเป็นกิจกรรมต่างๆ เพื่อความบันเทิงเริงรมย์

 

ฮาโลวีน
ภาพ: D. Corson/ClassicStock/Getty Images

Trick or Treat ไม่ว่าจะตอบยังไง ก็ต้องเลี้ยงขนมเสมอ

        เมื่อพูดถึงวันฮาโลวีนแล้ว จะไม่พูดถึงวลี Trick or Treat ก็ไม่ได้ เพราะถือเป็นการละเล่นสำคัญในวันนี้ โดยเด็กๆ จะแต่งตัวแฟนซีเป็นผีหรือสิ่งต่างๆ ตามใจชอบ แล้วเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เสมือนทำตัวเป็นผีคอยหลอกชาวบ้าน พร้อมกับถามเจ้าของบ้านว่า Trick or Treat (จะโดนหลอกหรือจะเลี้ยง) หากเจ้าบ้านตอบว่า Treat เด็กๆ ก็จะได้รับขนม ลูกกวาด หรือช็อกโกแลต แต่ถ้าเป็นตอบว่า Trick แสดงว่าเจ้าบ้านต้องการท้าทายความกล้าของเหล่าผีตัวน้อยๆ แต่สุดท้ายเด็กๆ ก็จะได้รับขนมเหมือนเดิม เป็นการเพิ่มสีสันความสนุกในเทศกาลนี้ให้ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่

 

ฮาโลวีน
ภาพ: Jovan Ukropina / Behance

Jack-o’-lantern โคมไฟฟักทองหน้าผีจากชายขี้เหนียว

        สัญลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่กับวันฮาโลวีนมาโดยตลอดคือ Jack-o’-lantern หรือตะเกียงรูปฟักทองที่แกะสลักเป็นหน้าคน ภายในจุดเทียนไว้เพื่อให้แสงสว่างซึ่งคนนิยมใช้ตกแต่งไว้ที่หน้าบ้านหรือหน้าประตู โดยตะเกียงฟักทองนี้ไม่ใช่แค่เพียงของตกแต่งธรรมดา แต่ยังมีตำนานเบื้องหลังอันเป็นต้นกำเนิดของสิ่งนี้ด้วย ตำนานที่ว่านั้นคือเรื่องราวของ Stingy Jack หรือแจ็กจอมขี้เหนียว

        เรื่องมีอยู่ว่า มีช่างตีเหล็กคนหนึ่งชื่อแจ็ก เขาเป็นคนขี้เหนียว ขี้เมา แถมยังชอบแกล้งคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่ปีศาจก็ยังจะกลั่นแกล้ง คืนวันหนึ่งเขาได้เชิญปีศาจตนหนึ่งไปดื่มเหล้าด้วยกัน แต่ด้วยความเป็นคนขี้เหนียวตามชื่อ เขาไม่อยากจะเสียเงินค่าเหล้า จึงออกอุบายว่าให้ปีศาจแปลงกายเป็นเหรียญเพื่อใช้จ่ายค่าเหล้า เมื่อปีศาจหลงทำตาม แจ็กกลับเก็บเหรียญนั้นในกระเป๋าที่มีไม้กางเขน ทำให้ปีศาจคืนร่างไม่ได้ ด้วยความเป็นคนหัวหมอ แจ็กจึงทำสัญญากับปีศาจว่าห้ามมาหลอกหลอนเขาอีกเป็นเวลา 1 ปี และเมื่อเขาตายห้ามให้ปีศาจมารับวิญญาณไปเด็ดขาด เมื่อตกลงดังนั้นได้แล้ว เขาจึงปล่อยปีศาจคืนร่างเดิม

        ปีต่อมา แจ็กหลอกปีศาจให้ขึ้นไปเก็บผลไม้ให้เขา ขาขึ้นไม่เป็นไร แต่ขาลงลำต้นของต้นไม้นั้นกลับมีรูปสลักเป็นไม้กางเขน ทำให้ปีศาจติดแหงกอยู่บนยอดต้นไม้ จะลงก็ลงไม่ได้เพราะติดกางเขน (เป็นปีศาจแท้ๆ แต่ดันเหาะไม่ได้ซะงั้น) สุดท้ายต้องทำสัญญากับแจ็กอีกรอบว่าห้ามมาหลอกหลอนเขาอีกเป็นเวลาถึง 10 ปี

        เมื่อแจ็กได้ตายลง ด้วยวีรกรรมทั้งขี้เหนียวและชอบกลั่นแกล้งต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้พระเจ้าไม่ยอมรับวิญญาณเขาเข้าสู่สวรรค์ ส่วนวีรกรรมที่ทำไว้กับปีศาจก็ใช่ย่อย แถมยังไปทำสัญญาด้วยอีกว่าห้ามปีศาจมารับวิญญาณเขา ทำให้นรกก็ไม่ต้อนรับแจ็กเช่นกัน สุดท้ายแจ็กต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ล่องลอยอย่างโดดเดี่ยวในโลกแห่งความมืด ใช้เพียงก้อนถ่านหินเล็กๆ ใส่ไว้ในหัวผักกาด (turnip) เพื่อเป็นตะเกียงนำทางเพียงลำพังบนโลกมนุษย์อย่างไร้ตัวตนไปตลอดกาล

        จากเรื่องเล่านี้ จึงเป็นที่มาของชื่อ Jack-o’-lantern ทำให้ผู้คนต่างแกะสลักผลไม้ให้มีหน้าตาน่าเกลียดพร้อมจุดเทียนข้างในและวางไว้รอบบ้าน เพื่อขับไล่ดวงวิญญาณของแจ็กที่จะมาหลอกหลอนยามค่ำคืน

        เวลาต่อมาผลไม้ที่นิยมแกะสลัก จากเดิมที่เป็นหัวผักกาดตามเรื่องเล่า ก็เปลี่ยนมาเป็นฟักทอง เพราะเป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายในสหรัฐอเมริกา ทำให้โคมไฟฟักทองหรือ Jack-o’-lantern กลายเป็นภาพจำของวันฮาโลวีนจวบจนปัจจุบัน

 


แหล่งข้อมูล:

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภาคภูมิ โภคทวี

แอดมินเพจ HikaLuces และเพจ ว่าด้วยเรื่องของภาษา ผู้สนใจความรู้รอบตัวทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ไปจนถึงเรื่องเกม การ์ตูน และไอดอล เวลาว่างชอบเล่นเกม Overwatch

ภาพโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา