Sugar Byo: อภิสิทธิ์แห่งการเอาแต่ใจ ความ ‘เบียว’ ที่พร้อมจะทำลายความสัมพันธ์

World Wide Words
9 Jul 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

“โลกโซเชียลมีเดียโหดร้ายไม่แพ้โลกที่เราอาศัยอยู่ในทุกวัน”

        ประโยคที่ผมทดไว้ในใจมาตลอดปี 2020 หลังจากโลกใบที่อาศัยอยู่ต้องเจอมรสุมมากมาย ทั้งสงครามระหว่างชาติ ปัญหาฝุ่นแน่นหนาระดับประเทศ และการระบาดของไวรัสระดับโลก ซึ่งเข้ามาลิดรอน จำกัดสิทธิ์ และบิดวิถีชีวิตให้พวกเรากลายเป็นอีกคนดั่งที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบทความ Coronabae ก่อนหน้า (คลิกเพื่ออ่าน)

        แต่สำหรับผม โลกออนไลน์กลับมีประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าโลกจริงที่มีลมหายใจให้จับต้องได้อยู่มาก เพราะโซเชียลมีเดียที่เคยสงบสุขเมื่อหลายปีก่อนกลับเต็มไปด้วยประเด็นทางสังคมที่มีความเข้มข้นและดุเดือดมากขึ้นทุกขณะ การจะโผล่หน้าและพูดอะไรบางอย่าง กลายเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างจริงจัง เพราะความผิดพลาดในบางครั้งอาจหมายถึงการถูกแขวนคอประณามกลางโซเชียลฯ จนทำให้หมดอนาคตทางสังคมทั้งในโลกออนไลน์​และโลกออฟไลน์ที่ใช้หายใจไปพร้อมๆ กัน

        แต่ช่วงเวลาที่โหดร้ายนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคำว่า ‘เบียว’ ในโลกออนไลน์ และยังทำให้รู้ว่า ในความสัมพันธ์ บางครั้งผมก็ ‘กระทำความเบียว’ ขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว

 

Sugar Byo

 

        หากพูดถึงรากศัพท์ของคำว่า ‘จูนิเบียว’ ตาม Urban Dictionary ได้อธิบายเอาไว้ว่าเป็นคำสแลงของญี่ปุ่นที่จำกัดความถึงเด็กวัยฮอร์โมนที่กำลังเติบโต ซึ่งมักมีการแสดงออกเหมือนกับว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกสิ่ง คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่โตแล้วและมักดูถูกคนที่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ อยู่เสมอ และยังรวมไปถึงเด็กที่เชื่อว่าตัวเองมีอำนาจสามารถบงการความคิดเห็นของคนอื่นได้ 

        ความเบียวมีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก เมื่อคำนี้ได้เกิดวิวัฒนาการจากคำที่อธิบายถึงเด็กมัธยมศึกษา มาอยู่ในกลุ่มคนบนโลกออนไลน์แทน มีคนบางกลุ่มเริ่มมีการใช้คำว่า ‘เบียว’ ไปตราหน้าคนอีกฝั่งเมื่อเขามีความเห็นที่ไม่ถูกต้องตามบริบทของสังคม มองไม่เห็นถึงประเด็นบางอย่างที่คนบางกลุ่มกำลังเรียกร้องอยู่ เพราะชาวเน็ตบนโลกออนไลน์เชื่อว่าคนเหล่านี้มีนิสัยเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ คาดหวังว่าสังคมต้องหมุนรอบตัวตามใจฉัน โดยไม่สนว่าคนอื่นในสังคมจะรู้สึกหรือเดือดร้อนอย่างไร 

        แต่ปัญหาต่อมาคือ ‘แล้วแค่ไหนถึงจะเบียวล่ะ’ เพราะผมเองก็เป็นเพียงชาวเน็ตคนหนึ่ง ที่เพิ่งหยิบยกคำนี้มาใช้ในโลกออนไลน์เหมือนกับใครอีกหลายคน จึงไม่มีใครมีอำนาจพอจะขีดเส้นแบ่งได้ชัดเจนว่าเบียวและไม่เบียวนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ 

        สิ่งที่ผมทำได้คือการเฝ้าดูโลกออนไลน์เพื่อสังเกตมนุษย์ที่ ‘กระทำความเบียว’ ผู้กำลังจะถูกสังคมโหมกระหน่ำและแปะคำนี้ไว้กลางหน้าผาก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนเหล่านี้มีแนวคิดที่ผิดเพี้ยนจากความถูกต้องของสังคม (Political Correct) เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ผมสามารถกำหนดความหมายคำว่า ‘เบียว’ ในแบบของตัวเองไว้ว่า 

        “กลุ่มคนที่มีตรรกะผิดเพี้ยนจากบริบททางสังคม แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าตัวเองถูกต้องและคนอื่นต้องยึดถึงแนวคิดนั้นตามเขาด้วยเช่นกัน” 

        (ถึงตรงนี้หลายคนอาจมองว่าความหมายช่างดูห่างไกลจากรากศัพท์คำว่าจูนิเบียวเหลือเกิน แต่ผมอยากให้มองถึงวิวัฒนาการของภาษาทั้งการเคลื่อนมาอยู่ในอีกสื่อหนึ่ง รวมไปถึงความแตกต่างของบริบท และเรื่องของยุคสมัยที่คำปรากฏด้วยเช่นกัน)

        เหตุการณ์ครั้งนี้สั่งสอนให้ผมรู้ซึ้งว่า ปัจจุบันโลกอินเทอร์เน็ตช่างน่ากลัว แตกต่างจากที่เคยใช้ในสมัยก่อนเหลือเกิน ความเข้มข้นของการแสดงความคิดเห็นและการล่าแม่มดกันรายวัน ทำให้เราในฐานะคนที่ชื่นชอบเล่นมุขตลกโปกฮา ไปจนถึงล้อเลียนคนอื่นเป็น Dirty Joke บ้างในบางครั้ง ต้องลดละการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์อย่างจริงจัง การจะโพสต์หรือคอมเมนต์อะไรกลับต้องคิดให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น จนบางครั้งถึงขั้นลบสิ่งที่พิมพ์ยาวเหยียดทิ้งไป หลังจากตั้งใจคิดอยู่นานเกือบชั่วโมง 

        ‘หรือว่าเราก็คือคนที่กระทำความเบียวเหมือนกัน’ นี่คือสิ่งที่ผมเริ่มคิดระหว่างหาสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องเปลี่ยนอุปนิสัยบนโลกออนไลน์ไปขนาดนี้ แน่นอนว่ามุกล้อเลียนต่างๆ ของผมในช่วงอดีตที่ผ่านมา ช่างเป็นตัวอย่างในสมการของคำว่าเบียวได้ดีว่าผมเป็นคนที่กระทำความเบียวอยู่ในบางครั้ง 

        แต่ผมก็ยังค้นพบเพิ่มเติมอีกว่า พฤติกรรมเอาแต่ใจที่มักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล อันเป็นเนื้อแท้ของนิสัยตัวเองนั้น อาจหมายถึงความเบียวที่ผมเผลอกระทำในความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว 

        เพราะเบียวไม่ได้อยู่แค่ในสังคม บางครั้งอยู่ในความสัมพันธ์

 

 

        “นี่เธอลองฟัง Last Summer Whisper ของ แอนริ ดูสิ เพราะดีนะ” 

        ประโยคสั้นๆ อันเต็มไปด้วยความหวังดี ที่อยากให้ใครบางคนได้ฟังบทเพลงที่ชื่นชอบในแบบของผมด้วยกัน เธอ ณ ตอนนั้นยังมีความสัมพันธ์แบบคลุมเครือกับผม ความสัมพันธ์ไม่พัฒนาหรือถดถอยไปไหน ต่างอยู่เป็นความสบายใจให้กันและกันมาโดยดีตลอด ผมเองก็ยังคงเป็นคนที่คอยหาอะไรที่คิดว่าดีสำหรับเธอมาให้ตั้งแต่แรกอยู่เสมอ 

        แต่ภายใต้ความหวังดีที่เกิดขึ้นผมกลับไม่เคยถามเธอเลยสักครั้งว่า เธออยากได้ความหวังดีแบบนี้ของผมหรือไม่ 

        ผมเริ่มขยับเขยื้อนความหวังดีจากการที่อยากให้เธอลองฟังเพลงนี้ กลายเป็นส่งหนังที่ชอบให้เธอลองดู ส่งบทความที่ชอบ (และเขียนเอง) ให้เธอลองอ่าน ส่งร้านอาหารที่อยากกินไปให้เธอรู้สึกหิวร่วมกัน จนมันพัฒนากลายเป็นส่งความเอาแต่ใจจนทำให้เธอรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าผมมีเจตนาที่ดีต่อเธออย่างไร แต่การ ‘ยัดเยียด’ ความหวังดีแบบนี้ กลายเป็นว่ามันทำให้เธอกลับรู้สึกอึดอัด จากการที่ผมพยายามบังคับให้เธอต้องทำอะไรบางอย่างตามคำสั่งของผมอยู่ตลอด 

        เธอต้องมาเพลง Last Summer Whisper เพียงเพราะผมคือคนบอกให้เธอฟัง

        เธอต้องมาดูหนังเรื่อง Dear Ex เพียงเพราะผมชอบ และอยากให้เธอลองดู 

        เธอต้องอ่านหนังสือ เราจะเติบโตไปด้วยกัน ของ ชิงชิง กฤชเทียมเมฆ เพียงเพราะผมคิดว่าน่ารักดีและเธอคงชอบ

        ถึงตอนนี้ผมกลายเป็นคนที่หยิบเอาชีวิตของเธอมาหมุนรอบตัวผม โดยคิดว่าทุกอย่างในชีวิตเธอต้องเหมือนและคล้ายผมที่สุด เพราะนี่คือสิ่งที่ดีสุดแล้วในความคิด ณ ตอนนั้น จนกลายเป็นว่าพักหลังเธอเริ่มตีตัวออกห่าง เริ่มไม่สนใจสิ่งที่ผมพยายามส่งให้เธอ แต่กลับชวนเปลี่ยนเรื่อง พยายามสลัดออกจากวังวนแห่งความชอบของผมอยู่ตลอด

        นั่นทำให้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับคนอื่นได้เหมือนเด็ก ม.2 อย่างผมคนนี้ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่สนใจสิ่งดีๆ ที่ผมมอบให้ ทำไมเธอถึงไม่สนใจประเด็นที่ผมอยากชวนเธอคุยไปจนรุ่งสางเหมือนเมื่อก่อน ทำไมเธอถึงไม่สนใจว่าตัวผมคนนี้จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขนาดไหน เวลาเห็นเธอเพิกเฉยแบบนี้อยู่หลายครั้ง 

        แต่ผมก็ไม่ได้คำตอบแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ผมได้รับคือการลดถอยความสัมพันธ์ลงมา บางวันเราแทบไม่ได้คุยกัน เพราะเธอเองคงอึดอัดกับสิ่งที่ผมเป็น และตัวผมเองก็ดันมี ‘อีโก้’ ที่คิดว่าตัวเองไม่ผิด และไม่คิดที่จะอยากไปแก้ไขอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อผมได้ลองใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองเพียงลำพังสักพักผมกลับพบว่าตัวเองนั้นคือ ‘มนุษย์เบียว’ ดั่งที่โลกออนไลน์ตราหน้าให้จริงๆ 

        ผมคือคนเอาแต่ใจที่อยากให้เธอฟังเพลงซิตี้ป็อป โดยที่ไม่สนใจเลยว่าเธอชอบแชร์เพลงแจ๊ซลงสตอรีอินสตาแกรมแทบทุกคืนก่อนนอน

        ผมคือคนที่อยากให้เธอดูหนังชิงรางวัลน้ำดีมากมาย โดยที่ไม่เคยสังเกตเลยว่าเธอคือคนที่ชอบดูหนังแฟรนไชน์พ่อมดวนซ้ำไปซ้ำมาสิบรอบแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว 

        ผมคือคนที่ชอบพาเธอไปร้านแผ่นเสียงเป็นประจำ  โดยที่ไม่เคยฟังเลยว่าเธอบ่นอยากไปท้องฟ้าจำลองบ่อยขนาดไหน

 

Sugar Byo

 

        ‘ความเบียว’ ที่นำเอาชีวิตคู่มาหมุนรอบตัวผมเพียงคนเดียวแบบนี้ ทำให้ทุกสิ่งที่ความสัมพันธ์ควรจะเป็นพังทลายหมดสิ้น ความตลกร้ายยิ่งกว่าคือจนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงสับสนกับตัวเองอยู่เช่นเดิมว่าเราจะต้องลดทอนความเอาแต่ใจในความหวังดีของตัวเองอย่างไร เพื่อประคองความสัมพันธ์ให้อยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต

        Sugar Byo คือคำที่ผสมระหว่างคำว่า Sugar Babe ที่แปลว่าคนที่รักใคร่ และ Chinibyo ที่แปลว่า คนที่มีนิสัยเอาแต่ใจ คิดว่าโลกหมุนรอบตัวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อทั้งสองสิ่งมาผสมกัน จะทำให้เกิดการลบล้างสิ่งสวยงามของความสัมพันธ์จนหมดสิ้น กลายเป็นการใช้ชีวิตในแบบที่อีกฝ่ายพยายามยัดเยียดความอึดอัด จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จะทำให้ใครบางคนจมอยู่กับคำว่า ‘เสียใจ’ ไปตลอดกาล

        เพราะผมไม่อาจรู้เลยว่าการเอาแต่ใจครั้งนั้น จะกลายเป็น Last Summer Whisper ครั้งสุดท้ายของพวกเรา

        それで終りにする

        “And after that we’ll put it all to an end.” —Last Summer Whisper: Anri

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่