5 สิ่งที่ควรทำ เมื่อคิดว่าครอบครัวฉันพังพินาศ

อยู่เป็น
10 Jul 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

ครอบครัวมีสองแบบ คือ ครอบครัวที่เราไม่ได้เลือก กับครอบครัวที่เราเลือก

        ครอบครัวที่เราไม่ได้เลือกคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ร่วมสายเลือด ญาติร่วมสายเลือด เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เลือก พ่อแม่เลือกลูกไม่ได้ ลูกก็เลือกพ่อแม่ไม่ได้ คลอดออกมาเห็นหน้าแม่ แล้วบอกว่า ว้าย ไม่ชอบคนนี้ ขอสลายตัวไป แล้วหาครรภ์ของแม่คนใหม่ไปจุติ – แบบนี้ไม่ได้ – พี่ก็เลือกน้องไม่ได้ น้องก็เลือกพี่ไม่ได้ เป็นภาวะจำยอม เกิดมาร่วมสายเลือดกันแล้ว ก็ต้องยอมรับสภาวะครอบครัวกันไป

        ครอบครัวที่เราเลือก คือคนที่เรา ‘เลือก’ มาเป็นผัวเรา เมียเรา หรือคู่ชีวิตของเรา (บางคนมีเพื่อนสนิทที่อาจนับว่าเป็น family by choice ด้วยเช่นกัน) ทีนี้ ครอบครัวที่เรา ‘เลือก’ ถ้าเกิดมีลูกด้วยกัน เราจะมีสองความสัมพันธ์ที่ทับซ้อน คือในฐานะผัวและเมีย มันคือครอบครัวที่ ‘เลือก’ ได้ แต่ในฐานะพ่อและแม่ของลูกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้เลือก

        ความแตกต่างของครอบครัวสองแบบนี้คือ แบบแรกเป็นที่เราเลิกราไม่ได้

        แบบที่สอง เราเลิกได้ เช่น เลือกแต่งงานกับคนนี้แล้วไม่เวิร์ก ไม่มีความสุข เจอคนที่ไม่ใช่ ก็เลิก ภาวะความเป็นครอบครัวก็สิ้นสุดลง แต่กรณีของคนที่มีลูก แม้ความเป็นผัว-เมียหมดไป แต่ความเป็นพ่อเป็นแม่นั้นไม่อาจเลิกรา และจบลงไปพร้อมกับความเป็นผัวเป็นเมียได้

        เพราะฉะนั้น สิ่งที่สามารถสร้างความเจ็บปวด หรือภาระที่คิดไม่ตก สร้างความทุกข์ทรมานและผู้คนได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ ความทุกข์อันเกิดจากครอบครัว ที่หนึ่ง เราไม่ได้เลือก สอง เป็นภาวะที่เลิกร้างกันไม่ได้

        เช่น หากเราเป็นแม่ แล้วลูกเราไปสร้างปัญหาหรือมีปัญหา เราจะทำเป็นไม่สนใจ ไม่ไยดี ตัดหางปล่อยวัด หรือตัดความรับผิดชอบไปโดยสิ้นเชิง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยง่าย หรือทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

        บางคนที่มีแม่ที่สร้างความทุกข์ยากลำบากใจให้ (ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะคงได้ยินได้ฟังกันมามาก) ในลักษณาการต่างๆ หรือบางคนมีพ่อขี้เมา พ่อเล่นการพนัน  พ่อที่คอยแต่สร้างหนี้สินให้ลูกไปเคลียร์ พ่อเป็นเฒ่าหัวงู ฯลฯ คนเป็นลูกก็คงเอาตีนก่ายหน้าผาก เพราะรังเกียจพฤติกรรมของพ่อแค่ไหนก็ไม่สามารถหย่าร้างจากความเป็นพ่อและลูกได้

        บางคนมีพี่น้องที่เที่ยวไปหลอกลวงชาวบ้านเป็นสิบแปดมงกุฎ เราในฐานะพี่หรือน้องก็คงอับอาย แต่ถามว่าเลิกเป็นพี่หรือน้องกันได้ไหม คำตอบก็คือไม่ได้ เพราะนี่คือ ‘ครอบครัวที่เราไม่ได้เลือก’

        ซ้ำร้ายสังคมไทยยังเป็นสังคมที่พ่วงมากับโลกทัศน์บาป บุญ ความกตัญญู รู้คุณ พ่อแม่คือพรหม พ่อแม่ไม่ผิด ลูกมีหน้าที่เกื้อกูลเลี้ยงดูพ่อแม่ไปอย่างไม่มีเงื่อนไข ในอีกทางหนึ่ง สังคมไทย (มาตรฐาน) ก็เป็นสังคมที่เรียกร้องจากพ่อแม่ค่อนข้างสูง ต้องเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ถ้าเลี้ยงลูกแล้วเติบโตไปไม่ได้มาตรฐานตามที่สังคมวางเอาไว้ คนเป็นพ่อแม่ก็โทษตัวเองว่า เป็นความผิดของเราใช่ไหม เราเลี้ยงลูกไม่ดีใช่ไหม เราเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่องใช่ไหม ฯลฯ

        ถามไปถามมา หากเราจะซื่อสัตย์กับตัวเอง และเขยิบตัวเราให้ไกลจากมายาคติว่าด้วยความสวยงามของสถาบันครอบครัวสักนิด เราจะจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าความทุกข์ในปริมาณมหาศาลของเราเกิดจาก ‘ครอบครัว’ ที่เราเลิกรา หย่าร้าง หรือทำเป็นไม่เห็นว่าไม่มีอยู่ก็ไม่ได้

        ตัวฉันเองก็ผ่านภาวะที่รู้สึกว่าทุกข์มาก เครียดมาก กับพฤติกรรมหรือปัญหาที่คนในครอบครัวก่อ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม  และยิ่งในครอบครัวที่สมาชิกส่วนใหญ่ (ในสายตาของเรา) ค่อนข้างไม่ฟังก์ชัน ในหลายๆ วูบ เราจะรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมทุกอย่างมันมาหนักอึ้งอยู่บนบ่าของเราคนเดียววะเนี่ย

        ทีนี้พอจ่อมจมอยู่กับสารพัดประเด็นปัญหานานาของครอบครัว เราจะเริ่มมีจินตนาการถึงทุกฉากร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้น และยิ่งจินตนาการถึงเรื่องร้ายๆ เราก็จะกังวลไปล่วงหน้าว่า เราในฐานะผู้ที่เป็นผู้เป็นคนที่สุดในบ้านจะเข้าไปกอบกู้ หรือรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

        คิดวนไปวนมาแบบนี้ไปสักพัก ความหม่นหมอง ท้อถอย ความหมดอาลัยตายอยากจะมาเยือน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ รีบลุกขึ้นมาอาบน้ำให้ตัวหอมๆ แต่งตัวสวยๆ แต่งหน้า ทาแป้ง เอาตัวเองไปเดิน ไปวิ่ง ไปสูดอากาศบริสุทธ์ แล้วตั้งหลักจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับครอบครัวกันใหม่ก่อนจะสายเกินไป เพราะเราจะโดนความหม่นหมองกลืนกิน

        ฉันมีวิธีการจัดการแบบนี้  และได้แนะนำเพื่อนที่ประสบภัยครอบครัวว่า (ไม่แน่ใจว่าจะปรับใช้ได้กับทุกคนหรือเปล่า เพราะเงื่อนไขปัจจัยของแต่ละครอบครัวอาจจะไม่เหมือนกัน) 

        อันดับแรก จัดการให้ตัวเรามีความมั่นคงทางการเงินสูงสุด และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงให้ความสำคัญกับความสุขและความมั่นคงในชีวิตของตนเองเป็นอันดับแรก นี่คือหลักการใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนสวมให้เด็กที่มากับเราแบบที่เขาประกาศบนเครื่องบิน การจัดการตัวเองให้มีความมั่นคงทางการเงิน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือขุมกำลังที่จะทำให้เรารับมือกับเกือบทุกปัญหาในชีวิตได้ ดังนั้น การซัพพอร์ตครอบครัว พึงทำในกรอบของงบประมาณทางการเงินของเรา คำนวณให้ดีว่า เรามีรายรับเท่าไหร่ รายจ่ายเท่าไหร่ ห้ามกระเบียดกระเสียรกับตัวเอง จากนั้นดูว่าเราจะจัดสรร ‘งบฯ’ ดูแลครอบครัวได้ไม่เกินเท่าไหร่ แล้วจงเคร่งครัดกับกรอบงบประมาณอันนี้ ถ้าใครในครอบครัวมาขอเงิน ขอยืมเงิน ก็ย้อนกลับไปดูที่ ‘งบฯ’ ถ้ายังมีงบฯ อยู่ก็ให้ ถ้างบฯ หมดแล้วก็ต้องบอกว่าหมด เรามีกำลังเท่านี้ ถ้าเป็นปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน แทนการช่วยเป็นเงิน อาจจะเปลี่ยนเป็นการช่วยคิดบริหาร หาทางออก หรือหาทางบรรเทาความรุนแรงหรือความเสียหายของปัญหาแทน

        อันดับที่สอง ฉันสนับสนุนให้คนที่มีงานทำแล้ว ถ้าเป็นไปได้ พยายามเอาตัวเองออกมาจากครอบครัวขยาย หรือการอยู่ร่วมกับพ่อแม่ ไม่จำเป็นต้องซื้อบ้านหรือเช่าคอนโดฯ แพงๆ แต่ฉันมีสมมติฐานว่า คนที่ต้องรับภาระครอบครัวมากๆ น่าจะเป็นคนที่มีความมั่นคงทางการเงินพอสมควรเมื่อเทียบกับสมาชิกครอบครัวคนอื่น การเป็นโสดไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ออกมาอยู่คนเดียว เมื่ออายุสามสิบ มีงาน มีรายได้เป็นของตนเอง ลองหาห้องเช่าที่ไม่แฟนซีมาก ค่าเช่าสมเหตุสมผล แล้วสถาปนาอาณาจักรชีวิตส่วนตัว แยกชีวิตที่เป็นชีวิตที่ของเราเอง และชีวิตอีกส่วนหนึ่งที่มี ‘พันธะ’ กับครอบครัว แล้วลองขยับพื้นที่ว่า ชีวิตที่เป็นของเรา 70% ชีวิตที่เป็นพันธะต่อครอบครัว เอาไปสัก 30% เมื่อทำได้เช่นนี้ ใดๆ ที่เป็นปัญหาอันพ่วงมากับครอบครัว เราก็จัดสรรให้พื้นที่มันแค่ 30% ของชีวิตก็พอ อย่าลืมว่า เราแบกชีวิตของใครไว้ทั้งหมดไม่ได้

        อันดับที่สาม หาตัวช่วย คล้ายๆ กับการทำอาหาร ถ้าเราจะทำแกงเขียวหวาน เราไม่จำเป็นต้องโขลกพริกแกงเอง คั้นกะทิเอง การดูแลครอบครัวก็เช่นกัน การทำความสะอาด การดูแลสวน การจ้างคนมาดูแลบ้านหรือมาช่วยดูแลสุขภาพผู้สูงวัย ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง หรือบางเรื่อง เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย คำนวณแล้วเงินที่เสียไปกับคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ในชีวิตที่ได้มาก มันได้สัดส่วนกัน ก็จงใช้ให้ ‘เงิน’ ทำงานแทนบ้าง

        อันดับที่สี่ ถ้าเป็นไปได้ให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน เพื่อนบ้าน หรือญาติมิตร  เพราะในยามที่เผชิญกับเรื่องยากๆ เครือข่ายญาติ เพื่อน และเพื่อนบ้านที่ดี จะเป็นที่พึ่งของเราได้  เพราะฉะนั้น การให้ความสำคัญกับการมีชีวิตของตนเอง ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งการรักษาเครือข่ายทางสังคม

        สุดท้าย หากเราพบว่าในครอบครัวของเราช่างเต็มไปด้วยคนที่มี ‘ปัญหา’ ให้ตระหนักว่า ปัญหาของใครก็ของใคร ปัญหาของเขาคือชีวิตของเขา ชีวิตของเขาเป็นคนละชีวิตกับเรา แต่ในฐานะของ ‘ครอบครัว’ เราไม่มีหน้าที่ไปตัดสินผิด ถูก เลว ดี มากไปกว่านั้น สิ่งที่พึงมีให้กันอย่างยิ่งคือความเข้าใจ เห็นใจ ที่ต้องแยกให้ออกว่าความเห็นใจ เข้าใจ ไม่พิพากษา เป็นคนละเรื่องกับการกระโจนเอาตัวเองไปรับกระสุนแทนทุกคนในบ้าน

        เข้าใจแล้ว เห็นใจแล้ว การยื่นมือไปช่วยเหลือต้องเป็นความช่วยเหลือจากความเข้าใจ ไม่ใช่ไปช่วยเพราะถ้าไม่ช่วยแล้วเดี๋ยวตัวเราเองจะ ‘รู้สึกผิด’

        อย่าช่วยใครเพียงเพราะตัวเองไม่อยากจะรู้สึกผิด แต่จงช่วยเพราะเราเข้าใจและเห็นใจเขาจริงๆ

        ที่สำคัญ เมื่อลงมือช่วย อย่าคาดหวังว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขหมดจด ทุกอย่างคลี่คลายไปดั่งใจเราปรารถนา ปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแล้วก็อาจจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เกิดขึ้นตลอดไป และมันก็เป็นเช่นกันเอง

        เราในฐานะที่เป็นเจ้าของชีวิตของเรา และเป็นชีวิตที่มี ‘พันธะ’ กับใครๆ ในครอบครัว มีหน้าที่ดูแลตัวเองให้มีความสุข และดูแลครอบครัวในระดับที่ตัวเองไม่เดือดร้อน การ ‘ช่วย’ หรือลงมือทำอะไรไป ให้คิดแค่ในระดับบรรเทาความรุนแรง ลดระดับอันตรายของปัญหา ผ่อนเรื่องหนักให้ทุเลาลงบ้าง เรื่องที่ควรจะเดือดร้อนคนในวงกว้างถ้ามันแคบลง ก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว

        เราหย่าร้าง เลิกรากับครอบครัวไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะไม่สูญเสียชีวิตของเราไปกับพันธะของครอบครัวได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist