เพราะบกพร่องจึงสบายใจ

อยู่เป็น
3 Oct 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

ได้รับคำถามมาว่า ถ้าฉันเป็นเฌอเอม ฉันจะรับมือกับวิกฤตในชีวิตนี้อย่างไร?

        เพื่อลดทอนความซับซ้อนของดราม่าทั้งหมด ฉันจะลดรูปเหตุการณ์ของเฌอเอมว่า มันคงคล้ายๆ กับการทุจริตในห้องสอบ เหมือนมีนักเรียนคนหนึ่งไปสนิทกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลข้อสอบ แล้วเจ้าหน้าที่ขโมยข้อสอบออกมาให้นักเรียนคนนั้น ทำให้นักเรียนคนนั้นสามารถไปฝึกทำข้อสอบมาล่วงหน้าก่อนวันสอบจริง แน่นอนว่าย่อมได้เปรียบคนอื่น

        เมื่อลดรูปดราม่าให้เหลือแบบนี้ ฉันนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของตัวเอง นั่นคือตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้น ม.5 หรือ ม.6 ก็จำไม่ได้ วันหนึ่งในช่วงใกล้ๆ สอบ ฉันเดินผ่านรถซาเล้งขนขยะของโรงเรียน และขยะบนรถซาเล้งนั้นเป็นข้อสอบเก่า ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉันก็ไปคุ้ยดู แล้วไปเจอข้อสอบวิชาสังคมศึกษาชั้น ม.6 ก็เลยหยิบข้อสอบนั้นมา 1 ชุด จากนั้นก็เอาข้อสอบนั้นกลับมาทำที่บ้าน และค้นหาคำตอบจากตำราเรียน โดยคาดหวังว่าเผื่อฟลุกอาจจะเจอคำถามซ้ำๆ ในข้อสอบของปีนี้ ปรากฏว่าพอถึงวันสอบวิชาสังคม ข้อสอบออกเหมือนเดิมเป๊ะ และฉันก็ทำข้อสอบได้ถูกหมดทุกข้อ แต่กลัวมีพิรุธ จึงแกล้งทำผิดไปสามข้อ แต่ก็ทำให้ฉันได้คะแนนสอบสูงสุดไปอยู่ดี

        เชื่อไหมว่าจนถึงทุกวันนี้ฉันก็ยังรู้สึกก้ำกึ่งกับตัวเอง ว่าสิ่งที่เราทำลงไปถูกต้องหรือเปล่า เราทุจริตหรือเปล่า ควรเดินไปสารภาพบาปกับครูหรือเปล่าว่าเราแอบหยิบข้อสอบเก่ามาจากรถซาเล้ง

        เราควรจะตัดสินผิดและถูกของเรื่องนี้จากตรงไหน

        ฉันชอบเรียนวิชาสังคมอยู่แล้ว ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเป็นปกติ ถ้าไม่รู้ข้อสอบมาก่อนแล้วไปทำข้อสอบ คะแนนที่ออกมาก็ไม่น่าจะแตกต่างมากหรือน้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่เรื่องของเรื่องมันไม่เกี่ยวกับว่าฉันเรียนเก่ง แต่เรื่องของเรื่องคือ ฉันทำอะไรบางอย่างลงไปที่ทำให้การสอบและคะแนนที่ได้มาครั้งนี้มันพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่าเป็นคะแนนโดยสุจริต

        ฉันก้าวไม่ข้ามเรื่องนี้อยู่นานหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฉันกล้าเผชิญหน้ากับด้านมืดของตัวเอง นั่นคือได้บอกกับตัวเองว่า “นี่เธอยอมรับความจริงเถอะ ว่าในขณะที่เธอตัดสินใจหยิบข้อสอบออกมาจากรถซาเล้งนั้น ลึกๆๆๆ ในใจเธอ เธออยากได้คะแนนมากกว่าที่เธอเคยได้ตามปกติ เธอรู้ว่าถ้าเธอมีตัวช่วย เธอจะเป๊ะ เธอจะปัง เธอจะทำคะแนนเต็ม และเธอปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าตลอดระยะเวลาที่เธอมีข้อสอบเก่าอยู่กับตัวนั้น เธอเฝ้าปกปิดมันให้เป็นความลับไม่แพร่งพรายบอกใคร เพราะลึกๆๆๆ ลงไป เธอก็รู้ว่าเธอไม่สุจริตใจ มันจะผิดกฎหรือไม่ผิดกฎ ก็ไม่เท่ากับเจตนาตั้งแต่แรกของเธอ ว่าเธอตั้งใจหยิบมันมาเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองเหนือเพื่อนคนอื่นๆ ถ้าเธอสุจริตใจ เธอต้องเดินไปบอกครูว่า หนูมีข้อสอบเก่าของปีที่แล้วนะ ถ้าครูรู้ แล้วครูยินดีออกข้อสอบเหมือนเดิมทุกอย่าง ก็เป็นเรื่องของครู เพราะเท่ากับครูเห็นว่าการรู้ข้อสอบเก่าเพื่อเอาไปเตรียมสอบ เป็นเรื่องที่ทำได้ และเธออาจจะยังสามารถเอาข้อสอบเก่านี้ไปให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้เอาไปติว หรือเอาไปเตรียมตัวก่อนได้”

        สำหรับฉัน การที่เรากล้าเผชิญกับด้านมืดของตัวเราเอง และยอมรับว่า เออ ในบางโมเมนต์นะ ถ้ามันมีโอกาสหรือปัจจัยสิ่งแวดล้อมเอื้อเกื้อกูลมาพอดีเป๊ะๆ ให้เราทำชั่ว โอกาสที่เราเลือกจะทำชั่วหรือทำการทุจริตมันมีสูงมาก และนั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องตีตราตัวเองว่าเป็นคนชั่วหรือเป็นคนทุจริตไปชั่วชีวิต

        ยอมรับว่าเรามีด้านมืด และเราได้พ่ายแพ้ต่อมัน แต่เราจะเผชิญหน้ากับด้านมืดนั้นและเสริมพลังต่อรองรู้เท่าทันด้านมืดของเราให้มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อเราจะกลายเป็นคนดีไร้ที่ติ แต่เพิ่มศักยภาพในการคิด ไตร่ตรอง ต่อรอง คิดหน้าคิดหลัง คำนึงถึงผลดี ผลเสีย ของการกระทำแต่ละอย่างก่อนจะตัดสินใจว่าควรทำหรือไม่ควรทำ

        ฉันเชื่อว่าในชีวิตประจำวันของเรา เราได้ทำความทุจริตต่างๆ นานาไปบนวิจารณญาณที่เป็นด้านมืดของเรานับครั้งไม่ถ้วน เช่น เราอาจจะนินทาเพื่อนอย่างจงใจให้เพื่อนได้รับความเสียหาย เราอาจจะพูดจาอะไรบางอย่างในนามของความหวังดีแต่ลึกๆ แล้วเราประสงค์ร้าย ในหนึ่งวัน ลองถามตัวเองดีๆ ว่า พูดโกหกไปกี่ครั้ง หรือปิดบังความจริงอะไรบางอย่างกับคนบางคนไปกี่เรื่อง ทั้งโดยหวังดีและหวังร้าย

        ทั้งหมดนี้ฉันจะบอกว่า เราทุกคนต่างมีความบกพร่องทางความซื่อสัตย์ติดอยู่กับตัวไม่มากก็น้อย และสิ่งยึดเหนี่ยวหรือพลังแห่งการยับยั้งชั่งใจของเรานั้นมาจากหลายทาง เช่น คำนวณแล้วไม่คุ้มที่จะทำชั่ว หรือตระหนักได้ว่าการทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่สุดท้ายคนที่เดือดร้อนที่สุดคือตัวเราเองที่เป็นคนทำ ฯลฯ

        กลับมาที่เรื่องของนางามและเฌอเอม

        ระดับที่ตื้นที่สุดก็คือ พิจารณาว่ากฎของกองประกวดคืออะไร การกระทำนั้นผิดกฎของกองประกวดอันเป็นกติกาที่รับรู้ร่วมกันหรือไม่ ผิดในข้อไหน และบทลงโทษที่กองประกวดตั้งเอาไว้คืออะไร ถ้าผิดกฎจริงก็ต้องรับบทลงโทษอ้างอิงไปตามกติกานั้น

        ในระดับที่ลึกลงมา ถ้าฉันเป็นเฌอเอม ฉันจะนั่งลงแล้วเริ่มต้นยอมรับตัวเราอย่างที่เราเป็นเสียก่อน และตัวเราอย่างที่เราเป็น ด้านมืดที่เรามี ความโลภ ความอยาก ความทะเยอทะยาน เป็นสามัญธรรมดาของมนุษย์ แล้วจุดๆ แรกที่เราตัดสินจะทำอย่างที่เราทำนั้นมันมาจากแรงขับอะไร

        จากนั้นฉันจะลองเล่าเรื่องทุกอย่างอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดออกมาดังๆ

        ตรงไหนที่ฉันคิดว่าฉันผิด ตรงไหนที่ฉันคิดว่าฉันถูก มีตรงไหนที่เข้าข่ายการเป็นอาชญากรรมอันยอมรับไม่ได้หรือไม่? หรือทั้งหมดเป็นเพียงความคิดสั้นเพียงเพราะหวังความสำเร็จยิ่งใหญ่และประเมินคนอื่นต่ำเกินไป ฯลฯ ใดๆ ก็ตาม ฉันจะพยายามจำแนกมันออกมาอย่างซื่อสัตว์กับตัวเองมากที่สุด และยอมรับว่า เราเป็นแบบนี้

        เราจะพยายามดีขึ้น หรือไม่พยายาม ก็เป็นอีกเรื่อง แต่เราจะไม่โกหกใคร เราดีกว่าที่เราเป็น

        อารมณ์ประมาณว่า ถ้าฉันเปิดร้านข้าวมันไก่และข้าวหมูแดง และฉันกล้าบอกว่า ที่ร้านของฉันข้าวหมูแดงไม่อร่อย แต่ต้องมีเพื่อความหลากหลาย สิ่งที่อร่อยจริงๆ คือข้าวมันไก่นะ ทีนี้ก็ปล่อยให้เป็นธุระของลูกค้าว่าเขาจะเลือกกินอะไร บางคนอาจจะเบื่อข้าวมันไก่ จะกินข้าวหมูแดงเพื่อเลี่ยงความจำเจ แม้จะไม่ค่อยอร่อยก็ตาม

        จับให้มั่นคั้นให้ตายว่าด้านมืดและจุดอ่อนของเราคือเรื่องนี้ และเพราะเรื่องนี้ มันได้นำวิกฤตและหายนะมาสู่ชีวิตแล้ว เรายอมรับมัน และย่างก้าวต่อไปของเรา เราจะพยายามประคองด้านมืดนี้ไปกับเราโดยพยายามไม่ให้มันมาก่อหายนะในชีวิตเราอีกโดยไม่จำเป็น

        จากนั้นฉันจะใช้ชีวิตต่อไป ทำงานต่อไป และฝึกฝนขัดเกลาชีวิตของตนเองที่ด้านมืด ความอ่อนแอ และความบกพร่องทั้งหลายก็ยังคงอยู่ตรงนั้น และบางครั้งมันก็แข็งแรง บางครั้งมันอ่อนแอ

        แต่อย่างน้อยเรารู้นะ ว่าเรามีสิ่งนั้นอยู่ครบถ้วนและพร้อมแสดงตัว ซึ่งเราก็พร้อมจะต่อรองกับมัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist