ความหม่นหมองไม่ช่วยอะไร

อยู่เป็น
31 Oct 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับเรื่องเล่าว่าด้วยความเสียสละของมหาบุรุษมหาสตรีที่อุทิศชีวิตของตนเพื่อผู้อื่น

        เรื่องเล่าเหล่านี้จะเดินไปบนเส้นเรื่องที่ว่า มีคนที่ประเสริฐมากอยู่คนหนึ่ง และเขาหรือเธอก็มีชีวิตที่ดีมากอยู่แล้ว ไม่มีความเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบจากปัจจัยใดๆ ที่ส่งผลต่อคนอื่น เช่น อาจเป็นลูกเศรษฐีที่บ้านร่ำรวย อาจมาจากตระกูลอีลิตอภิสิทธิ์ชน อาจเป็นคนมีการศึกษาสูงเด่น ทำให้มีทางเลือกในชีวิตมากเสียจนไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ชีวิตตัวเองลำบาก แต่คนเหล่านี้ไม่อาจทนเห็นชะตากรรมของคนที่เดือดร้อนทุกข์ยากได้ จึงเสียสละความสุขสบายที่พึงมีไปทำงานที่ยาก ที่ลำบาก ที่ทุรกันดาร ไปอยู่ในที่อันตราย เสี่ยงภัย หรือแม้แต่ออกมาเสี่ยงชีวิตต่อสู้ทางการเมืองเพื่อมวลชนที่ทุกข์ยาก ต้องไปทำงานแบบนอนกลางดินกินกลางทราย บ้างก็ทำงานแบบไม่ได้กินไม่ได้นอน ไม่ได้อาบน้ำ เสื้อผ้าผมเผ้าเกรอะกรังไปหมด เพราะตัวเองไม่สำคัญเท่ากับภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

        เราได้ยิน ‘เรื่องเล่า’ แบบนี้มาในรูปของแม่ชีนักบุญ นักต่อสู้ทางการเมือง หมอที่อุทิศตนอยู่ในดินแดนทุรกันดาร และอีกเยอะแยะนับไม่ถ้วน เรื่องราวเหล่านี้ถ้าเอาไปทำหนังก็เรียกน้ำตาได้เป็นปี๊บๆ ใกล้ตัวเข้ามาหน่อย เราก็จะเห็นคนที่อาจต้องแบกรับภาระการดูแลบ้าน ครอบครัว คนแก่ พูดง่ายๆ คืออยู่กับความทุกข์ของผู้คนจนไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้

        ฉันไม่ได้บอกว่าคนเหล่านี้ไม่น่าเคารพนับถือ แต่กำลังจะบอกว่าเรื่องเล่าเช่นนี้วางอยู่บนวัตถุประสงค์ที่ต้องการไฮไลต์ความเป็นวีรบุรุษ วีรสตรี ต้องการเชิดชูคุณงามความดีที่คนเหล่านี้ได้ทำให้กับเรา แต่ผลพวงของการผลิตและเสพเรื่องเล่าเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ในความเห็นส่วนตัว ฉันคิดว่ามันสร้างปมปัญหาบางอย่างจนอาจนำไปสู่ความป่วยไข้ทางใจได้ นั่นคือมันสร้างภาวะการรู้สึกผิดที่จะทำอะไรให้ตัวเองได้มีความสุข

        สิ่งนี้บางทีเราก็เรียกมันว่าเป็นมายาคติ เช่น มายาคติที่ว่าคนที่ทำงานอุทิศตนเพื่อส่วนรวมไม่ควรแต่งตัวดี สวมเสื้อผ้าราคาแพง กินอาหารดีๆ มีเวลาจิบไวน์ ไปจนถึงบางคนที่อาจจะกำลังดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักอยู่ในโรงพยาบาล ก็ไม่อนุญาตให้ตัวเองไปพักผ่อนลั้นลา ไปดื่ม ไปกินอาหารอร่อย ไปแฮงเอาต์กับเพื่อนบ้าน เพราะจะรู้สึกผิดตลอดเวลาว่าพ่อแม่นอนพะงาบๆ อยู่โรงพยาบาล ลูกเต้ายังมีหน้าไปเที่ยวเตร่เฮฮา หน้าระรื่น – หนักกว่านั้น ไม่ใช่แค่เราจะจินตนาการไปได้ เพราะคงมีคนเอาเราไปด่าหรือนินทาอย่างนี้จริงๆ บ้างก็กังวลว่า เกิดพ่อแม่มาถึงแก่กรรมตอนเรากำลังสรวลเสเฮฮา มันคงกลายเป็นตราบาปของเราไปตลอดชีวิต

        แต่ฉันเห็นตรงกันข้าม ฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่เราจะต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกผิด

        การที่เราอุทิศตนทำงานเพื่อส่วนรวม ต่อสู้ทางการเมือง เป็นนักข่าวเปี่ยมอุดมการณ์แห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดไปนวดหน้า ทำผม ออกกำลังกาย เจียดเวลาไปกินข้าวกับเพื่อน ทำความสะอาดบ้าน ไปเดินห้างซื้อของหย่อนใจ (ถ้าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน)

        การเป็นผู้บริหารที่ทำงานหนัก ไม่ได้แปลว่าต้องทำงานไม่หลับไม่นอน ตีสามตึสี่ก็ยังไม่นอน ตีสี่ก็ยังไม่นอน อ้างว่าเพราะมีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ เห็นว่าการไม่หลับไม่นอนชี้ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการทำงาน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วนักบริหารที่เก่งจริงต้องสามารถบริหารได้ทั้งในเรื่องงาน การจัดการชีวิตส่วนตัว คนที่ไม่สามารถบริหารเวลาของตัวเองให้กินอิ่มนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะไปบริหารสิ่งที่ใหญ่โตกว่านั้นได้อย่างไร 

        ดังนั้น สำหรับฉัน ไม่ว่าตอนนี้คุณจะเป็นลูกกตัญญูดูแลพ่อแม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่แสนประเสริฐอุทิศชีวิตร้อยละ 99 เพื่อดูแลลูกให้ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกจ้างที่อุทิศตนให้กับบริษัทอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าคุณจะเป็นหมอที่เห็นแก่สุขภาพของคนไข้มากกว่าตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักการเมืองเพื่อประชาชน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักข่าว นักเขียน ที่ต้องการสู้เพื่อศักดิ์ศรีวิชาชีพและจรรยาบรรณ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จงอย่ารู้สึกผิดที่จะหาความสุขให้ตัวเอง และต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรทำให้ตัวเองมีความสุข (นอกจากการทำหรืออุทิศตนเพื่อคนอื่น)

        สำคัญที่สุดต้องกวาดเอาคิดความเชื่อที่ว่า “ในขณะที่คนอื่นกำลังทุกข์ยากลำบากเราจะมานั่งมีความสุขเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร” แต่สิ่งที่เราควรตระหนักคือ การที่เราทำให้ชีวิตหม่นหมองอับเฉาไม่ได้ทำให้คนอื่นทุกข์น้อยลง

        ถ้าเราเป็นลูกที่กำลังพ่อแม่ที่ป่วยไข้อยู่ การที่เราไม่อนุญาตให้ตัวเองไปเริงร่า มีความสุข ไปช้อปปิ้ง ไปดื่มกับเพื่อน หรือแม้แต่หาเวลาไปพักผ่อนตามลำพังบ้างไม่ได้ช่วยให้พ่อแม่สุขภาพหรือหายป่วยดีขึ้น ตรงกันข้าม การรู้จักรักษาสมดุลของชีวิต ดูแลพ่อแม่ด้วย ดูแลความสุขของตัวเองได้ ปรนเปรอตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากด้วยต่างหากที่จะทำให้เรามีพลังที่จะดูแลเขาได้ดีกว่าปล่อยให้ชีวิตตัวเองอับเฉาเศร้าหมอง ตัดขาดจากผู้คน ตัดขาดจากกิจกรรมที่เคยทำ เพียงเพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นลูกที่ไม่ดี

        นอกจากจะกล้าทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขโดยไม่รู้สึกผิดแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่ประสาทมากเกินไป คืออย่าเอาตัวเองไปไว้ในกับดักของการเป็นเหยื่อ เพราะนั่นจะนำมาซึ่งภาวะสงสารตัวเอง สำหรับฉัน ใครก็ตามที่มองโลกและสร้างความสัมพันธ์กับโลกและสังคมบนฐานของการบอกว่า ฉันคือผู้ถูกกระทำ ฉันคือผู้ที่น่าสงสาร ทำไมโลกไม่เข้าใจ ไม่เห็นใจ

        คนที่วางตัวเองไว้ให้เป็นคนน่าเบื่อ และท้ายที่สุดคนคนนั้นจะน่าสงสารจริงๆ เพราะไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ๆ เขาเลย และคนที่ทำให้ตัวเองเป็นน่าสงสารส่วนใหญ่ เป็นคนที่มักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและเฝ้าเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น

        ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไรในชีวิตขนาดไหน อย่าเอาตัวเองไปวิ่งวนรอบๆ ปัญหานั้นเพราะการวนไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นก้นหอยแห่งความทุกข์ไร้ทางออก แต่ให้เอาตัวเองไปสู่กิจกรรมอื่นๆ ทำเรื่องอื่นๆ ไปก่อน บางปัญหาในชีวิตจะทุกข์กับมันห้าชั่วโมง หรือทุกข์กับมันหนึ่งชั่วโมง แล้วเราเอาอีกสี่ชั่วโมงไปวิ่งในสวนสาธารณะ ความรุนแรงของปัญหานั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไป จะทุกข์กับมันห้าชั่วโมงแล้วแก้ไขปัญหาไม่ได้ หรือจะทุกข์กับมันหนึ่งชั่วโมงแล้วเอาสี่ชั่วโมงไปวิ่งเล่น ทำอะไรสนุก อย่างน้อยเราก็ได้กำไรความทุกข์มาตั้งสี่ชั่วโมง และกำไรนั้นก็แปรมาเป็นต้นทุนที่จะทำให้เราจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น

        การเอาตัวเองออกจากปัญหาชั่วคราวไม่ใช่การหนีปัญหา และการจ่อมจมกับปัญหาจนจิตใจหน่วงหนักลงเรื่อยๆ ก็ใช่ว่าจะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไข

        สุดท้าย ฉันอยากจะบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าละเว้นการทำกิจกรรมที่ทำให้เรามีความสุข

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist