ถ้าการเมืองดี…

อยู่เป็น
15 Nov 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

หลังจากที่เข้ามารับบทบาท ‘คุณป้า’ ที่ต้องดูแลหลานชายวัยรุ่นแบบค่อนข้างเต็มตัว และไม่ใช่วัยรุ่นธรรมดา แต่เป็นวัยรุ่นที่อยู่ในกลุ่ม special need จากภาวะสมาธิสั้น ทำให้ฉันต้องเข้าไปอ่านเพจที่เกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น เพจว่าด้วยจิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก ไปจนถึงการเข้าร่วมกลุ่มในเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับการเลี้ยงเด็ก คู่มือการเป็นพ่อและแม่ที่ควรจะเป็น เรียกว่าได้เข้าไปในโลกที่ไม่เคยเข้ามาก่อน

        ในฐานะที่นิยามตัวเองว่าเป็นหญิงโสด นับตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นมา ฉันก็ตั้งอกตั้งใจครองความเป็นโสด ภูมิใจในความเป็นโสด และตกผลึกอย่างยิ่งว่าการเป็นโสดคือลาภอันประเสริฐ เพราะมันหมายถึงการใช้ชีวิตตามอำเภอใจ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง หาเงินได้เท่าไหร่ก็เก็บไว้บำรุงบำเรอตัวเอง ดังนั้น การเป็นโสดของฉันคือการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเจียดอะไรให้ใครทั้งทางทรัพยากร เวลา อารมณ์ ความรู้สึก

        แต่เมื่อคิดว่าจะเข้ามาเป็นผู้ปกครองของเด็กคนหนึ่ง ฉันได้สัมผัสกับความรู้สึกหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ ‘ความรู้สึกผิด’ มีความกังวลใจตลอดเวลาว่าเราจะเป็นผู้ปกครองที่ ‘เลว’ คล้ายๆ กับที่เราได้ยินคำว่า ‘ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน’ นั่นคือทีละเล็กทีละน้อย ฉันค่อยๆ ถูกครอบงำด้วยความกลัวว่า หลานหรือเด็กในปกครองของเราจะไปทำอะไรที่ไม่ดี จะไปทำอะไรที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนอื่น จะไปทำอะไรที่ทำให้คนมาตำหนิถึงเราผู้เป็นป้าได้ว่าทำไมไม่สั่งสอนลูกหลาน เลยเถิดไปจนถึงความกังวลว่า วันหนึ่งถ้าเขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่กลายเป็นภาระหรือสร้างปัญหาแก่สังคม มันคือความผิดของเราที่เลี้ยงเขามาอย่างไม่ถูกต้อง

        ฉันผู้ได้ชื่อว่าเป็นแนวหน้าในการถอดรื้อมายาคติ วาทกรรมการครอบงำทางอุดมการณ์ต่างๆ นานา ตั้งแต่เรื่องเพศ เรื่องการศึกษา เรื่องอารมณ์ ความรู้สึกนานัปการ ขุดคุ้ยเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไปจนถึงวาทกรรมว่าด้วยการเป็น ‘แม่ที่ดี’  พอต้องกลายมาเป็นผู้ปกครองด้วยตนเอง กลับพบว่าวาทกรรมว่าด้วยการเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้นหนักหนาสาหัสกว่าที่คิด – ในทางกลับกัน วาทกรรมว่าด้วยลูกที่ดีหรือลูกกตัญญูก็สาหัสไม่แพ้กัน

        สาหัสจนคิดว่าจะต้องเขียนถึงเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังสักครั้ง

        สิ่งหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้จากการไปร่วมอยู่ในกลุ่ม ‘เลี้ยงลูก’ ทั้งหลาย และยอมรับว่าได้ข้อมูล ความรู้ คำแนะนำที่มีประโยชน์มาก และการได้อ่านประสบการณ์ว่าด้วยลูกและการเลี้ยงลูกของคนอื่นก็ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวหรือมีปัญหาอยู่คนเดียว แต่ที่รบกวนจิตใจมากคือมันค่อนข้างชัดเจนสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคนที่คิดว่า การเลี้ยงลูกนั้นเป็นเรื่องของพ่อ แม่ และครอบครัวล้วนๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับรัฐบาล ไม่มีอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ ไม่มีอะไรที่เราจินตนาการได้ว่า วันหนึ่งหากลูกเราจะไม่ดีเท่าที่ควรจะดี มันเป็นความผิดของ ‘รัฐบาล’ เสียครึ่งหนึ่งหรือไม่

        ความเหนื่อยยากของแม่ที่ต้องปั๊มนม นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องสิทธิการลาคลอดของแม่ว่าควรยาวนานกว่า 3 เดือนหรือไม่ และหากลาเกิน  3  เดือนไม่ได้ มันก็นำไปสู่คำถามว่า เราควรเลิกการตีตราบาปให้แม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมผง มากไปกว่านั้น ‘นมผง’ สำหรับทารกควรเป็นสวัสดิการของรัฐอย่างไม่มีเงื่อนไข 

        ในที่นี้ฉันยังไม่ได้พูดถึงแม่ในชนชั้นที่ลำบากยากจน แต่กำลังพูดถึงแม่ชนชั้นกลาง ที่เราน่าจะจินตนาการได้ว่าหากรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุน ‘การเลี้ยงดูเด็ก’ สมมติว่าครอบครัวเรามีรายได้ 100,000  บาทต่อเดือน แทนที่เราต้องใช้เงินเดือนละ 40,000 บาท ไปกับค่าใช้จ่ายของลูก เราอาจจะใช้แค่ 10,000 บาท และมีเงินอีก 30,000  บาทสำหรับเอาไปใช้จ่ายเรื่องอื่นๆ เช่น อาจเป็นเงินออมสำหรับการศึกษาของลูกในอนาคต

        สิ่งที่รัฐบาลสามารถอุดหนุนเราได้ เท่าที่ฉันจะนึกออก เช่น ในแต่ละชุมชนมี  play station มาตรฐานสำหรับเด็กที่เข้ามาใช้ร่วมกัน ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงเด็กวัยรุ่นตอนต้น มีห้องสมุด มีห้องทำกิจกรรม มีบรรณารักษ์ มีครู มีนักกิจกรรมบำบัด มีนักจิตวิทยาหมุนเวียนมาประจำศูนย์เพื่อให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ มีสโมสรที่ให้พ่อแม่ในชุมชนได้มาพบปะพูดคุยสังสันทน์กัน มีสนามสำหรับเล่นกีฬาต่างๆ

        แทนที่ทุกครอบครัวจะมีรถหนึ่งคัน แต่ถ้ารัฐมีขนส่งมวลชนที่ดี เราก็อาจจะไม่ต้องมีรถหรือขับรถส่วนตัวกันทุกวัน เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูก แทนที่ทุกบ้านต้องซื้อหนังสือนิทาน ของเล่น อุปกรณ์เสริมทักษะ เครื่องดนตรี กีฬา อุปกรณ์วาดรูประบายสีด้วยตนเองไปเสียทุกสิ่งอย่าง จะดีกว่าไหมหากเรามีรัฐบาลที่จัดสรรสิ่งเหล่านี้ให้ได้แชร์ได้ใช้ร่วมกันในหมู่บ้าน ในชุมชน ในแต่ละย่าน หรือละแวก

        แต่เราก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งเหล่านี้จากรัฐ พอๆ กับที่เราชินเสียแล้วที่จะคิดว่า บ้าน หรือรถเพื่อใช้ในการเดินทางนั้น มันเป็นภาระของทุกๆ ปัจเจกบุคคลที่ต้องดูแลตัวเอง และเราก็ลืมไปเลยว่าทุกวันนี้เราเสียภาษีไปทำไม?

        และเมื่อเราทำได้ไม่ดี เราล้มเหลว เราก็พร้อมจะบอกว่า เรามันไม่ดีเอง เราพยายามไม่มากพอ พร้อมๆ กับที่มีคนอื่นที่ทำได้ ทำสำเร็จหันไปพยักพเยิดใส่กันว่า “ใช่ เธอมันบกพร่อง เธอยังทุ่มเทไม่พอ เธอพยายามน้อยเดินไป”

        บางทีคงไม่เป็นการเกินเลยนักหรอกที่จะต้องพูดออกมาดังๆ ว่า “ถ้าการเมืองดี ฉันอาจจะเครียดน้อยกว่าที่เป็นอยู่”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist