เข้าใจบ้านและตัวเอง ในวันที่พื้นที่ทำงานปะปนกับพื้นที่พักผ่อน

อยู่เป็น
19 May 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนยังต้องทำงานจากที่บ้าน หรือถ้าไม่ทำงานจากบ้านก็ยังคงงดกิจกรรมนอกบ้านไว้ก่อน ตัวฉันเองยังต้องออกไปทำงานอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนอกบ้าน เช่น การไปฝึกโยคะที่สตูดิโอ การไปกินข้าวกับเพื่อน การไปนั่งร้านกาแฟ การสังสรรค์ การชวนเพื่อนมากินข้าวที่บ้าน เป็นอันว่างดไปโดยสิ้นเชิง

        หลังจากที่พวกเราทั้งหลายต้องทำงานจากที่บ้าน หรืองดกิจกรรมหลายอย่างที่เคยทำมานานนับเดือน หลายคนเริ่มบ่น ไม่คิดมาก่อนว่าการอยู่บ้านมันจะน่าเบื่อขนาดนี้ ทำไมเวลามันผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน หลายคนเริ่มคิดถึงการไปฟิตเนส คิดถึงการออกกำลังหาย แม้จะมีคลาสเต้น โยคะ พิลาทิส คาดิโอ มาไลฟ์กันแทบจะทุกชั่วโมงตลอดวัน แต่มันก็ไม่เหมือนออกไปฝึกแบบเห็นตัวเป็นๆ กันจริงๆ 

        มากกว่าเรื่องคิดถึงการออกกำลังกาย ในช่วงนี้ร้านอาหารเกือบทุกร้านต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการโปรโมตการขายแบบส่งถึงบ้าน ในหน้าฟีดเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมของเราก็เต็มไปด้วยโฆษณาอาหารจากร้านนู้น ร้านนี้ บางอย่างไม่รู้จัก บางอย่างไม่คิดจะกิน แต่พอเห็นรูปมันเด้งขึ้นบ่อยเข้าก็เริ่มอยากจะลองสั่ง ฉันเองยังสั่งอาหารที่ปกติไม่กิน เช่น กระเพาะปลา ขนมจีนน้ำยา กุ้งอบวุ้นเส้น เหตุก็เพราะได้อยู่บ้านมากขึ้น และถูกปลุกเร้าความอยากจากโฆษณานี่แหละ เมื่อวงจรชีวิตเป็นเช่นนี้ หลายคนก็ประสบปัญหาว่า เอ๊ะ น้ำหนักขึ้น

        วิบากกรรมของการทำงานจากที่บ้านจำนวนไม่น้อยคือเหงา เบื่อ ทำงานไม่ได้มากอย่างที่คิด งุ่นง่าน เริ่มไถโทรศัพท์สั่งของมากิน กินเสร็จไม่ได้ขยับตัวไปไหน จากนั้นก็วนมาที่ แย่แล้ว อ้วนแล้ว

 

        ฉันไม่แน่ใจว่าฉันสามารถแนะนำใครเรื่องการทำงานจากที่บ้านได้หรือเปล่า เพราะตลอดชีวิตก็เป็นฟรีแลนซ์ ทำงานจากที่บ้านอยู่แล้ว แต่การทำงานจากที่บ้านแบบฟรีแลนซ์ ต่างจากพนักงานบริษัท ที่ต้องเปลี่ยนจากการเข้าออฟฟิศมานั่งทำงานที่บ้านอย่างไร ฉันก็ไม่มีไอเดียเลย รู้แต่ว่าการทำงานจากบ้านแบบฟรีแลนซ์ที่ฉันทำมาตลอดชีวิตนั้น ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย เช่น ฉันเป็นคอลัมนิสต์ หน้าที่ของฉันคือดูว่าในแต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน เราต้องส่งงานให้ที่ไหน วันที่เท่าไหร่ จากนั้น หน้าที่ของเรามีอย่างเดียวคือทำยังไงก็ได้ให้มีงานส่งตามเดดไลน์

        การบริหารเวลาเรื่องนี้จะว่าเป๊ะก็ไม่ขนาดนั้น จะว่าเต็มไปด้วยข้อยืดหยุ่นก็ต้องบอกว่ามันมีความต้องเป๊ะอยู่ เช่น ฉันต้องส่งต้นฉบับให้มติชนฯทุกๆ วันจันทร์  ดังนั้น ฉันจึงจะจัดตารางเวลาให้ตัวเองหลวมๆ ว่า ฉันจะส่งต้นฉบับไม่เกินห้าโมงเย็น จัดไว้หลวมๆ แต่ในที่สุดก็กลายเป็นว่า ทุกๆ วันจันทร์เวลาบ่ายโมง ฉันก็ต้องพาตัวเองมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ แล้วลงมือเขียน แต่ถ้าวันจันทร์ไหนมีงานที่ไม่คาดฝันงอกขึ้นมา ก็ต้องขยับการเขียนต้นฉบับมาเป็นวันอาทิตย์  ถ้าเขียนคอลัมน์ให้มากกว่าหนึ่งที่ ก็ต้องเอาเดดไลน์ของทุกที่มาบริหารเวลาอีกที  ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมันจะเกิดการทำงานที่ค่อนข้างเป็นรูทีน เป็นระบบของมันไปเอง

        สำหรับการทำงาน ‘ประจำ’ จากบ้านจะไม่เหมือนกับฉันที่เป็นฟรีแลนซ์เขียนหนังสืออยู่ที่บ้านแน่ๆ เพราะในมิติของ Time กับ Space นั้น การเป็นฟรีแลนซ์ เราเป็นเจ้าของ Time และ Space แต่การทำงานประจำจากบ้านจะยากกว่านั้นเพราะมันมีความขัดแย้งอยู่ในตัว 

        นั่นคือ Space เป็นของเราแต่ Time ยังเป็นของ ‘บริษัท’ ต้นสังกัดของเราอยู่ เช่น ถ้าเขาประชุมเก้าโมง เราก็ต้องเก้าโมงไปกับเขา ไม่อาจโยกย้ายถ่ายเทเป็นอื่นได้ หรือ ‘เวลา’ ของเราก็ยังต้องขึ้นอยู่กับเวลาการทำงานของคนอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานของเรา

 

        ถ้าฉันเป็นพนักงานประจำที่ระหว่างนี้ต้องทำงานจากบ้าน ฉันคิดว่าวิธีที่ง่ายที่สุดคือ จินตนาการไปเลยว่าบ้านคือออฟฟิศ สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือ จัดโต๊ะและมุมทำงานให้เป็นเอกเทศออกมาจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน ไม่จำเป็นต้องมีบ้านกว้างขวางหลายร้อยตารางวา แต่ในพื้นที่เล็กๆ ลองหาซอก มุม หลืบสักหลืบหนึ่งของบ้านหรือห้อง วางโต๊ะทำงานไปตัวหนึ่ง จะเป็นโต๊ะเหล็กพับได้แบบโต๊ะร้านก๋วยเตี๋ยวมันก็คือโต๊ะ วางมันเข้าไป แล้วเริ่มวางอุปกรณ์ออฟฟิศแบบเดียวกับที่เรามีที่โต๊ะทำงานในบริษัท  ฮวงจุ้ยของโต๊ะทำงานควรหันหลังให้กับความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในห้อง หรือในบ้าน และถ้าเราต้องทำงานเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นในยามปกติ เมื่อต้องนั่งทำงานจากบ้านก็จงตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัวให้สวยงาม (ห้ามอยู่ในชุดนอนทั้งวัน) ทำผม แต่งหน้าได้ก็จงทำ เสร็จแล้วก็มานั่งที่โต๊ะทำงานนี้แหละ แล้วลงมือทำในสิ่งที่เราทำเป็นปกติประหนึ่งว่าเรานั่งอยู่ที่บริษัททุกประการ

        ถ้าอยู่อาศัยกับครอบครัวขยาย มีพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน ก็จงบอกสมาชิกในบ้านว่า จงทำประหนึ่งฉันแต่งตัวออกจากบ้านไปแล้ว ไม่ต้องมาเรียก ไม่ต้องมาเล่นด้วย ปกติไม่มีฉันอยู่ในบ้านก็ไม่เห็นมีใครตาย ดังนั้น แม้ตอนนี้กายหยาบฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ก็จงปฏิบัติกับมันประหนึ่งว่าไม่มีกายหยาบนี้ดำรงอยู่

        เมื่อถึงเวลาพักกินอาหารเที่ยง ก็จงใช้เวลา 1 ชั่วโมงนั้นออกไปหาอาหารกิน พูดคุยกับผู้คนประหนึ่งว่าเรากำลังพักผ่อนอยู่จริงๆ ครบชั่วโมงพักก็กลับมาประจำการ ณ โต๊ะทำงาน ทำอย่างนี้ไปสัก 1-2  อาทิตย์ มันจะเริ่มจับทางถูกว่า เออ เราต้องนั่งที่โต๊ะทำงานวันละกี่ชั่วโมงกันแน่ เราต้องแต่งตัวแน่นๆ เหมือนกันทุกวันหรือเปล่า เราสามารถมีเบรกเล็กๆ 20 นาทีมาดื่มกาแฟ ชงชา เดินยืดเส้นยืดสายได้นี่นา หนักข้อเข้า สักวันหนึ่งอาจบริหารเวลา จัดการระบบการทำงานจนสามารถแบ่งเวลารดน้ำต้นไม้ จัดดอกไม้เล็กๆ ให้ตัวเอง หรือแม้กระทั่งลุกมาทำอาหารเที่ยงง่ายๆ อย่างไข่เจียว ข้าวผัด ผัดผักราดข้าวให้ตัวเองก็ได้นี่

        สำหรับข้อดีของการทำงานที่บ้านคือ ฉันสามารถทำงานที่เป็น ‘งานเลี้ยงชีพ’ ไปพร้อมๆ กับการทำงานบ้าน โต๊ะทำงานของฉันนั้นอยู่ในห้องครัว ฉันมักจะทำขนมปัง อบขนมเค้ก เคี่ยวแกงฮังเลไปพร้อมๆ กับการเขียนหรืออ่านหนังสือ แต่การที่เราสามารถจัดโต๊ะทำงานในห้องครัวได้ มันแปลว่า ห้องครัวนั้นเป็นของเราคนเดียว เราไม่ได้ใช้ครัวร่วมกับใคร  ดังนั้น ครัวของฉันจึงเป็นครัวที่อยู่ห้องสมุด และเหมือนเป็นห้องสมุดที่อยู่ในร้านกาแฟไปพร้อมๆ กัน

        นั่งเขียนหนังสือเมื่อยๆ อยากยืดเส้นยืดสาย อุปกรณ์ยืดเส้นยืดสายของฉันคือไม้ม็อบแบบเบาสุดของ 3M ที่ใช้คู่กับกระดาษเปียก ความสะดวกคือแค่สอดกระดาษเปียกผืนเล็กๆ เข้าไปกับไม้นั้น เราก็จะเหมือนมีไม้เท้ากายสิทธิ์ เดินไถไม้นี้ไปตามพื้น ผนัง ซอก มุมต่างๆ ในห้อง จะเป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลินมากเพราะหลังจากนั้นพื้นห้องเราจะใสวิ้งกิ๊งกั๊ง น่านั่งน่าอยู่มากขึ้นไปอีก

 

        เมื่อเราคุ้นชินกับการทำงานจากบ้าน เริ่มจัดระบบของงานที่เรารับผิดชอบและผู้คนที่เราเกี่ยวข้องได้ เราจะพบว่าการทำงานที่บ้านทำให้เราสามารถเอาผ้าเข้าเครื่องซักได้ในระหว่างทำงาน สามารถใช้เวลาสัก 20 ที่เราพักเบรก เปลี่ยนอิริยาบถด้วยการไปนั่งจัดระเบียบตู้เย็น จัดตู้เสื้อผ้าไปวันละ 1 ลิ้นชัก ได้ค่อยๆ จัดระเบียบบ้าน มีเวลาใคร่ครวญว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน อะไรควรทิ้งไปได้เลย ตรงกันข้ามกับตอนที่เราออกจากบ้านตีห้าครึ่งกลับสามทุ่ม เพลียมาก ซื้อของอะไรก็ยัดๆ เบียดๆ เข้าไปในตู้เย็น รู้ตัวอีกที ของครึ่งหนึ่งในตู้ก็ขึ้นรา ไม่ต้องพูดถึงว่ามีเวลาพินิจบ้านช่องห้องหอแค่ไหน

        ช่วงทำงานจากบ้านนี่แหละ เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้สังคายนาบ้าน เก็บกวาด ปัดถูก หัดทำอาหารง่ายๆ ลองเลี้ยงต้นไม้สักต้นไว้แก้เหงา ลองสร้างฮวงจุ้ยใหม่ๆ ให้กับห้อง เช่น ห้องที่เหมาะที่สุดสำหรับมีมุมอ่านหนังสืออาจเป็นมุมหนึ่งของห้องน้ำก็เป็นได้ การคิดนอกกรอบอาจไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มจากเรื่องๆ เล็กๆ เช่น การจัดหา ‘พื้นที่’ สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันนี่แหละ

        หวังว่าเมื่อโควิด-19  จากเราไป และแม้เราจะไม่ได้  Work From Home  แล้ว แต่พอถึงเวลานั้น เราก็พบว่าได้รู้จักบ้านของเราดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และอาจจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วยเหมือนกัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist