‘มากรักดีกว่ารักมาก’ เมื่อความมากรักแบบ Polyamory เป็นมิตรและอบอุ่นกว่า Monogamy: คำ ผกา

อยู่เป็น
7 Apr 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

ในช่วงวันแห่งความรัก ฉันได้พูดถึง ‘พหุรัก’ หรือ Polyamory ในพอดแคสต์รายการ ‘With Love With คำ ผกา’ ถามว่า Polyamory คืออะไร ไม่เหมือน Polygamy อย่างไร?

        Polygamy  หมายถึงการมีภรรยาหลายคน หรือการมีสามีหลายคน จุดตัดระหว่าง Polygamy กับ Monogamy อยู่ที่เส้นแบ่งแห่งยุคสมัย นั่นคือ Polygamy เป็นวัฒนธรรมของสังคมก่อนสมัยใหม่ อิงอยู่กับหลักศาสนาและหลักศีลธรรมจำเพาะของกลุ่มวัฒนธรรมหรือกลุ่มชนเผ่านั้นๆ เช่น ในศาสนาอิสลาม สามารถมีภรรยาได้ถึง 4 คน หรือในบางชนเผ่ามีธรรมเนียมให้ผู้หญิงมีสามีได้หลายคนในคราวเดียว

        เมื่อสังคมเคลื่อนเข้าสู่ความเป็น ‘สมัยใหม่’ การมีหลายผัวหรือหลายเมียถูกมองว่าเป็นความ ‘ล้าหลัง ป่าเถื่อน’ สังคมตะวันตกที่เคลื่อนตัวเข้าสู่การเป็นรัฐโลกวิสัยให้ความสำคัญกับสิทธิของปัจเจกบุคคลมากกว่าขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือแม้กระทั่งศาสนา ได้วิจารณ์ธรรมเนียมการมีภรรยาหลายคน การครอบครองฮาเร็มของเหล่าชายชนชั้นสูงชาวพื้นเมืองว่าเป็นการกดขี่ผู้หญิง พร้อมๆ กับกำเนิดของรักโรแมนติกที่หมายถึงรักแท้ที่ต้องมีหนึ่งเดียว ความรักที่ต้องมาพร้อมกับความซื่อสัตย์ รักแล้วต้องไม่ปันใจให้ใครอีก

        เมื่อเราจัดคู่ Polygamy จึงหมายถึง ความป่าเถื่อน ล้าหลัง กดขี่ อยู่ตรงกันข้ามกับ Monogamy ที่หมายถึง อารยะวัฒนธรรม – เหตุผลแห่งการล่าอาณานิคม การเข้าไปยึดครองดินแดนของชนพื้นเมืองของคนผิวขาว ส่วนหนึ่งคือการเห็นว่าชาวพื้นเมืองนั้นยังล้าหลัง ป่าเถื่อนในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการมีเมียหลายคนของชายชาวพื้นเมืองทั้งหลาย

        แล้ว Polyamory อยู่ตรงไหนใน Polygamy กับ Monogamy ฉันขอ simplified ว่า ถ้า Polygamy คือ Pre modern และ Monogamy คือ Modern แล้ว Polyamory คือ Post modern

        อ้าว แล้ว Polyamory มันไม่เหมือน Polygamy อย่างไร?

        อีกชื่อหนึ่งของ Polyamory คือ Ethical Non Monogamous – แปลหยาบๆ ว่า การไม่เป็นผัวเดียวเมียเดียวอย่างมีจริยธรรม คำว่า ‘จริยธรรม’ ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงจริยธรรมของศาสนา จริยธรรมมาตรฐานของสังคม ไม่ใช่จริยธรรมแบบ Collective แต่เป็นจริยธรรมของปัจเจกบุคคลที่ออกแบบ ‘การครองรัก’ ของตัวเองขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วใช้จริยธรรม กฎเกณฑ์นี้เฉพาะกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง

        ความเป็น Post modern ของมันจึงหมายถึงการปฏิเสธ ‘มาตรฐาน’ ที่กลายเป็น ‘บรรทัดฐาน’ และสักแต่ทำตามๆ คนอื่นไปเพียงเพราะคนอื่นบอกว่าอันนี้ดี อันนี้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ผูกติดตัวเองอยู่กับหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ มนุษยธรรม อันเป็นคุณค่าของโลกสมัยใหม่ลงมา (ตรงกันข้ามกับโลกก่อนสมัยใหม่ ที่ไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องเหล่านี้อยู่เลย)

        พหุรัก หรือ Polyamory จึงไม่มีแบบฉบับ ไม่มีภาพสำเร็จรูป ไม่มีต้นแบบ โมเดล ว่าอันนี้คือหน่วยครองรักที่สมควรเอาเยี่ยงอย่าง ไม่มีโมเดลครอบครัวในฝันที่เรานั่งดูแล้ว รู้สึกว่า เฮ้ย เราอยากมีแฟนแบบนี้ อยากมีครอบครัวแบบนี้ อยากมีหน่วย/กลุ่มความรักแบบนี้ เพราะแต่และ union ของการครองรักแบบพหุรัก ต่างกลุ่มก็ต่างมี ‘บริบท’ ที่ต้องหาหนทางให้มันเวิร์กในแบบของตัวเอง

        ฉันพูดเรื่องเหล่านี้มายาวเหยียดไปทำไม? เหตุก็เพราะได้อ่านข่าวผู้ชายที่ไปยิงเมียเก่าของตัวเองที่ห้างเซ็นจูรีด้วยโกรธแค้นที่เมียเก่าไปมีแฟนใหม่ และในจดหมายที่ผู้ชายคนนี้เขียนถึงแม่ก่อนจะเอาปืนไปตามล่าตามยิงเมียเก่าก็มีเนื้อความในทำนองว่า โกรธเหลือเกิน แค้นเหลือเกิน ที่คนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของ ‘เรา’ และตอนนี้เขากลายเป็นของ ‘คนอื่น’

        และนี่ไม่ใช่เคสแรก ในโลกนี้มีผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกสาดน้ำกรด ถูกทำร้ายร่างกาย พิการ ไปจนถึงตาย เพราะถูกแฟนเก่าตามล่าตามล้างตามทำร้ายไปจนถึงตามฆ่า หรือในทางกลับกัน ก็มีผู้ชายจำนวนมากถูกผู้หญิงทำร้าย หรือข่าวที่เรามาเล่ากันตลกเรื่องตัดจู๋ผัวไปให้เป็ดกิน หลังจากจับได้ว่าผัวไปมีเมียน้อย

        ความรุนแรงเหล่านี้แหละ ที่ฉันอยากจะเรียกมันว่าเป็น Toxic Monogamy

        รักเดียวใจเดียว ผัวเดียวเมียเดียว ไม่ได้มีแต่มิติของความรักโรแมนติก รักที่เสียสละ รักที่เทิดทูนกันและกัน และ You are the one ไม่มีใครในโลกที่จะมาแทนที่เธอได้ – ฟังเผินๆ มันโรแมนติกเหลือเกิน รักแบบตายแทนได้ รักแบบฉันยอมอดให้เธอได้อิ่ม ฉันยอมเหนื่อยเพื่อให้เธอได้สบาย ถ้าเธอชอบดอกลิลลีแล้วแพ้เกสรของมัน ฉันจะไปซื้อดอกลิลลีแล้วนั่งปลิดเกสรของมันออกทีละอันๆ แล้วส่งลิลลีนั้นไปให้เธอ เธอจะได้ไม่แพ้

        เหมือนจะโรแมนติก แต่ by product ของความรักแบบนี้คือการไปนิยามว่าความรักและการครองคู่คือการเป็นเจ้าของกันและกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ จู๋นี้เป็นของฉันแล้ว ถ้ามันบังอาจไปเยี่ยมเยียนจิ๋มคนอื่น ฉันจะตัดมันให้เป็ดกิน! หรือจิ๋มนี้เคยเป็นของฉัน ถ้ามันกลายเป็นของคนอื่น ฉันจะตามไปฆ่ามัน หรือสาดน้ำกรดมัน มันจะได้น่าเกลียดแล้วไม่ต้องตกเป็นของใครอีกเลย

        การเกิดขึ้นของแนวคิด Polyamory จึงมีความหมายมากกว่าการบอกเราว่าต่อไปนี้จงไปมีคนรักพร้อมกันหลายๆ คน แต่หมายถึงการพาเราทุกคนออกจาก Toxic Monogamy หรือความอักเสบทั้งปวงของระบบผัวเดียวเมียเดียว ที่พ่วงมากับความคิดเรื่องความพยายามเป็นเจ้าของกันและกันผ่านการร่วมเพศ

        หลักใหญ่ใจความของ Polyamory จึงเป็นเรื่องของการถอนความเป็นสัจธรรมออกจากความรักโรแมนติกที่ต้องพ่วงกับความซื่อสัตย์ภักดีต่อคนเพียงหนึ่งคน หรือแม้แต่ความคิดที่ว่าคนเราควรรักคนได้ทีละคน

        เพียงแต่ถอนสัจธรรมนั้นออกจากสมองและความคิดของเราทั้งหมด และมองว่าความรัก การร่วมเพศ การมีครอบครัว ไม่ใช่เรื่องการสถาปนาความเป็นเจ้าของชีวิตใคร อีกทั้งมนุษย์มีพื้นที่ มีเสรีภาพ ที่จะรักได้อีก ได้อีก และได้อีก เพียงแต่เราจะบริหารความรักนั้นอย่างไร หรือเพียงแค่รู้ว่ารักได้ แต่เลือกจะไม่รักต่อ

        Polyamory จึงหมายถึงการปลดตัวเองออกจากเงื่อนปมว่า คนเรารักได้แค่หนึ่ง ออกไปสู่ภาวะไร้พรมแดน ไร้ขีดจำกัดของความรัก แม้สุดท้ายเลือกจะมีชีวิตคู่แบบ ‘ผัวเดียวเมียเดียว’ ด้วยเหตุผลว่ามันง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าเมื่อรักแล้วต้องมอบชีวิต หัวใจ ความซื่อสัตย์ ภักดี เสียสละ อย่างไม่เงื่อนไข

        ถ้าเราสามารถเคลื่อนตัวเองออกจากความเป็นสมัยใหม่ เข้าสู่ความเป็นหลังสมัยใหม่ในเรื่องนี้ได้ ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือ จะไม่มีใครเอาปืนไปยิงใครเพียงเพราะว่าเขาคนนั้นเคยเป็น ‘ของเรา’ และเราทนไม่ได้ที่จะเห็นเขากลายเป็นของ ‘คนอื่น’

        จะไม่มีผู้หญิงคนไหนคิดตัดจู๋ผัวตัวเอง เพราะโกรธเหลือเกินที่บังอาจไปอยู่ในจิ๋มคนอื่นที่ไม่ใช่จิ๋มของฉัน

        ความสำคัญของพหุรัก จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนที่ ‘ความคิด’ แต่ไม่ใช่การบอกโลกทั้งใบว่าต่อไปนี้จงมีผัวทีละห้าคน หรือมีเมียทีละสามคน เพราะเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่แต่ละบุคคลจะเลือกอะไรก็ได้ที่ตัวเองรู้สึกว่า ‘สะดวก’ กับเงื่อนไขของตัวเอง

        Polyamory จึงหมายถึงความมากรัก ซึ่งเป็นมิตรกว่า อบอุ่นกว่า ในขณะที่ Monogamy สำหรับฉัน หมายถึง ‘รักมาก’ ที่อาจนำมาซึ่ง ‘แค้นมาก’ ‘เจ็บมาก’ ที่มีนัยของความรุนแรงอย่างชัดเจน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

erdy

Illustrator