เพราะคำว่า “เมื่อเจอหำที่ใช่” หรือ “เปลี่ยนทอมซ่อมดี้” ไม่ใช่เรื่องตลก

อยู่เป็น
25 Jun 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอะไรนัก ที่ยังมีคนจำนวนมากเข้าใจว่า ‘หญิงรักหญิง’ นั้นไม่เกี่ยวกับความเป็นเกย์ แต่หญิงรักหญิงเกิดจากการที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งอาจหลงผิดคิดว่าการมีแฟนเป็นผู้หญิงเป็นเรื่องเท่ เป็นเรื่องการเลียนแบบเพื่อน เช่น การมีแฟนเป็นผู้หญิงในโรงเรียนหญิงล้วน ที่เราจะพบว่าพอจบจากโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ไปทำงาน บรรดาหญิงที่เคยมีแฟนเป็นหญิงก็พากันมีแฟนเป็นผู้ชายเป็นทิวแถว หลายคนเป็นทอมหนักมากตอนอยู่มัธยม พอเข้ามหาวิทยาลัย กลายร่างเป็นสาวสวย มีแฟนผู้ชายอย่างฮอต

        บ้างก็สันนิษฐานจากโลกแคบๆ ที่ตัวเองรู้จัก ว่าผู้หญิงที่มีแฟนเป็นผู้หญิงนั้นเป็นเพราะผิดหวังจากผู้ชาย อกหัก เจ็บปวด เลยอยากลงโทษผู้ชายด้วยการไปมีแฟนเป็นผู้หญิง ดังนั้น คนเหล่านี้จึงมีคำพูดทีเล่นทีจริงระหว่างกันว่า พวกหญิงรักหญิงพวกนี้ คอยดูเถอะ เจอ ‘หำ’ ที่ใช่เมื่อไหร่ก็เปลี่ยนใจทันทีเลยแหละ

        คำพูดที่มักอ้างว่าพูดทีเล่นทีจริงว่า “เมื่อเจอหำที่ใช่” นั้นมันคือคำพูดประเภท “เปลี่ยนทอมซ่อมดี้ (ได้ด้วยจู๋) – ประหนึ่งว่า ‘จู๋’ คือสุดยอดปรารถนา คือสุดยอดอำนาจพลานุภาพ สามารถเปลี่ยนคนตาบอดให้ตาสว่างได้

        เมื่อเราเจอคำพูดเช่นนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า เออ ปล่อยพวกไดโนเสาร์ไปเหอะ วันหนึ่งก็สูญพันธุ์ แต่ภายใต้มุกตลกราคาถูกนี้มันมีเหตุการณ์ที่คนเพศทางเลือก เกย์ ทอม ดี้ กะเทย ถูกข่มขืน ถูกฆ่า ถูกทำร้ายร่างกายด้วยความเกลียดชังจำนวนมาก และบรรดาคนที่ไปข่มขืน ทำร้ายร่างกายไปจนถึงเข่นฆ่าคนเพศทางเลือก ก็มาจากการที่พวกเขาเห็นว่าเพศทางเลือกคือความวิปริต วิตถาร คือการฝืนธรรมชาติ คือการทรยศต่อพระเจ้า เป็นมลทินต่อมวลมนุษย์ และมันช่างคุกคาม สั่นคลอนอานุภาพแห่งจู๋และหำ – อันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสร้างความเป็นธรรมให้กับการข่มขืน หรือ rape culture

 

        หลายต่อคนก็พูดอีกว่า เฮ้ยยย ตีความไปใหญ่โตทำไม? คนที่เล่นมุกแบบนี้เขาก็เป็นคนดี ไม่เคยล่วงเกินละเมิดใคร แถมยังทำงานกับคนเป็นเกย์ เป็นทอม เป็นกะเทย ไม่เคยดูหมิ่นเหยียดหยามเลยนะ

        ก็นั่นไง คือสิ่งที่อันตราย เพราะคนที่สนับสนุน rape culture ไม่ใช่คนที่ออกไปข่มขืนคนอื่นด้วยตัวเอง แต่คือคนที่มีส่วนในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับความคิดความเชื่อว่า ‘การได้สัมผัสจู๋’ สักครั้งในชีวิต จะทำให้เธอหาย ‘วิปริต’ คนที่สนับสนุน rape culture จึงมีทั้งคนที่ยังผลิตละครให้นางเอกโดนพระเอกข่มขืนแล้วแต่งงานกันอย่างมีความสุข คนที่บอกว่าถ้าผู้หญิงแต่งตัวโป๊แล้วเธอจะมีโอกาสถูกข่มขืน – ความอันตรายมันอยู่ที่ตรงนี้ ตรงที่คุณคือหนึ่งในกระบวนการถักทออุดมการณ์บางอย่างที่มันทั้งอันตราย ทั้งก่อให้เกิดความชอบธรรมในการเข้าไปละเมิดผู้อื่น และที่อันตรายเพราะคนเหล่านี้ทำไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ตระหนัก มิหนำซ้ำบางคนยังเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าทำไปด้วยความหวังดี

        การอ้างว่า ฉันก็มีเพื่อนเป็นเกย์ เป็นดี้ตั้งเยอะ ฉันจะเป็นพวกเหยียดเกย์ เหยียดเพศทางเลือกได้ยังไง

        คำตอบคือ คุณไม่ได้เหยียดคนเหล่านั้นเพียงเพราะเขาเป็น ‘เพื่อน’ คุณ เป็นเจ้านายคุณ เป็นลูกคุณ เป็นคนที่ดีกับคุณ เท่านั้นเอง – เพราะถ้าคุณไม่เหยียดเพศทางเลือกโดยภาพรวม คำพูดที่ว่า “แค่เจอหำที่ใช่” จะไม่วันมาเฉียดกรายห้วงคำนึงของคุณเลย

        หนักไปกว่า ยังมีคนพยายามอธิบายว่า ถ้าเป็นเกย์หรือเป็นหญิงรักหญิงเพราะดีเอ็นเอ หรือเป็นจิตวิทยาก็เรื่องหนึ่ง เข้าใจ แต่มันมีคนเป็นหญิงรักหญิง หรือเป็นเกย์ เพราะอารมณ์ชั่ววูบ หรือเพราะแฟชั่นก็เยอะ คนพวกนี้พอเจอชายแท้ก็เปลี่ยนได้

        เขียนถึงตรงนี้ก็ขอพักเอาตีนก่ายหน้าผากแป๊บหนึ่ง

 

        เอางี้ จะบอกให้เอาบุญว่า ไอ้ความ heterosexual หรือรักของหญิง-ชาย, ชาย-หญิง เนี่ย มันก็เป็น ‘แฟชั่น’ เหมือนกันนะ มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 200 ปีนี่เอง และก็มีมนุษย์จำนวนมากคิดว่า ไอ้แฟชั่นคือสัจธรรมค้ำจุนโลก เป็นธรรมชาติอยู่คู่โลก เลยไม่เคยตั้งคำถามกับมัน เขาบอกว่า เมื่อมีจู๋ ก็จงไปสร้างครอบครัวกับจิ๋ม เมื่อมีจิ๋ม ก็จงไปสร้างครอบครัวกับจู๋

        ความน่าเวทนาคือ คนที่ไหลกับ ‘แฟชั่น’ หรือ social constructions อันนี้จำนวนไม่น้อย ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ไม่เคยได้ทดลอง ค้นหา หรือค้นพบ sexuality ที่แท้จริงของตนเองเลยก็มี และที่น่าสงสารมากที่สุดก็คือการที่ดันไปคิดว่า ไอ้สิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่คือความ ‘ปกติ’ และเป็น ‘ธรรมชาติ’ อยู่กับอวิชชาแบบนี้ ตลอดชีวิตก็เลยไม่มีโอกาสเรียนรู้อะไรที่มากกว่าปฏิสัมพันธ์ของจู๋กับจิ๋มอันคับแคบ มิหนำซ้ำยังเป็นจู๋กับจิ๋ม ที่คิดเองเออเองว่า จิ๋มทั้งหลายต้องคอยวิ่งวนรอบจู๋ เพราะจู๋นั้นช่างล้ำค่าและน่าปรารถนาเสียนี่กระไร

        สิ่งที่ฉันอยากจะบอกเหลือเกินในฐานะคนเขียนคอลัมน์ ‘อยู่เป็น’ คือ ไม่ว่าเครื่องเพศของคุณจะเป็นจู๋หรือจิ๋ม จะเป็นจู๋หรือจิ๋มโดยกำเนิด หรือทำขึ้นมาใหม่ในภายหลัง ไม่ว่าคุณจะมีมดลูกหรือไม่มีมดลูก – ทั้งหมดเหล่านั้นมันไม่มีความหมายอะไรกับ sexuality หรือแม้แต่การสืบพันธ์ุของคุณเลยแม้แต่น้อย เพราะโลกของเรามาถึงจุดที่เราสามารถมีลูกโดยไม่จำเป็นต้องให้ตัวอ่อนมาฝังตัวในมดลูกของเราด้วยซ้ำ และในอนาคตอันใกล้ เราอาจสืบพันธุ์โดยไม่จำเป็นต้องใช่ไข่หรืออสุจิเสียด้วยซ้ำไป อย่าลืมว่าการโคลนนิงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นสำเร็จมาเกิน 20 ปีแล้ว – นัยของความสำเร็จนี้คือการบอกว่า ธรรมชาติของการสืบพันธ์ุโดยจู๋ จิ๋ม ไข่ อสุจิ มดลูก ‘อันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์’ นั้นมัน bullshit เสียแล้ว เจ้าข้าเอ๋ย

        เมื่อเทคโนโลยีว่าด้วยการสืบพันธุ์เปลี่ยน เปลี่ยนมาตั้งแต่เราค้นพบวิธีการคุมกำเนิดนั่นแหละ ตำแหน่งแห่งที่ของจู๋กับจิ๋มมันก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปและถูกอธิบายใหม่มาโดยตลอด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะคอยอัพเดตความเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ เช่น การมองว่าเพศวิถีนั้นมันเลื่อนไหล fluid ปีนี้มีแฟนเป็นผู้หญิง ปีหน้าอาจมีแฟนเป็นผู้ชาย ปีนี้เป็นชายอยู่กับชาย แต่อาจมี polyamorous กับผู้หญิงอีกคน และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกไบเซ็กชวล

 

        ณ วันนี้ รูปแบบความรัก ความสัมพันธ์ และนิยามของคำว่าครอบครัว หลากหลาย อุดมสมบูรณ์เสียยิ่งกว่าป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกเสียอีก

        ในฐานะผู้หญิงอายุ 48 ปี และปรารถนาจะมอบจินตนาการว่าด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนความเชื่อที่ว่า ยิ่งมีทางเลือกมาก โอกาสที่เราเลือกหนทางที่เราเห็นว่าคือความสุขของเรายิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งพูดให้ง่ายกว่านั้นคือ ฉันพบว่ามีความสุขได้มากขึ้นอย่างทันตาเห็นเลย เพียงแค่เรารู้ว่าความสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ การสืบพันธุ์ ครอบครัว มันไม่ได้มีเพียงหนึ่งแพตเทิร์น หนึ่งโมเดล

        อย่าว่าแต่เราจะไม่อิงกับเครื่องเพศของคน เทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่เปิดโอกาสให้เราหฤหรรษ์กับวัตถุสิ่งของทั้งที่ดิ้นได้ และดิ้นไม่ได้อีกนับร้อยนับพัน

        เรื่องเพศไปไกลถึงภาวะ post humanism แล้วด้วยซ้ำ เช่น การแต่งงานกับหุ่นยนต์ หรือตุ๊กตายาง

        ครั้งหน้า ฉันจะพาไป ‘อยู่เป็น’ กับ sex tech แบบต่างๆ ดีกว่า

        เผื่อจู๋และหำทั้งหลายจะได้เลิกอหังการ์ 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist