คำ ผกา: ‘ตลาดมีชีวิต’ ชวนคุณออกไปใช้ชีวิต ไปจ่ายตลาดกัน

อยู่เป็น
26 May 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

หลังจากเขาปิดห้างสรรพสินค้า ปิดฟิตเนส ปิดสตูดิโอโยคะ ก็ทำให้ฉันต้องบังคับตัวเองให้ตื่นมาฝึกโยคะด้วยตัวเองทุกวัน และพบว่า ข้อดีข้อหนึ่ง (และอาจจะเป็นข้อเดียว) ของการฝึกโยคะที่บ้านคือ ทำให้มีเวลาเหลืออยู่กับตัวเองมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากแต่เดิม หมดเวลาทั้งเช้าไปกับโยคะ ทั้งๆ ที่ผึกโยคะแค่ 75 นาที แต่ที่หมดทั้งเช้า เพราะต้องเตรียมเสื้อผ้า เดินทาง ไปรอเวลา เผื่อเวลา โยคะเสร็จ อาบน้ำ แต่งตัวใหม่ ออกไปกินข้าวกับเพื่อนบ้างอะไรบ้าง อ้าว บ่ายโมงจะบ่ายสองละ

        ทีนี้สตูดิโอโยคะก็จะอยู่ในห้าง บ้างอยู่ในคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อความสะดวก ก็จะแวะซื้อของในห้าง ในซูเปอร์มาร์เกตบ้าง รู้ทั้งรู้ว่าแพงกว่าตลาดหลายเท่า แต่เอาน่า ดีกว่าเสียเวลาเดินทางแวะที่นั่นที่นี่หลายต่อ สะระตะออกมาเป็นตัวเงินก็มีค่าเท่ากัน

        ทีนี้พอไม่ได้เข้าห้าง ไม่ได้ไปมอลล์ และมีเวลามากขึ้น ก็ทำให้ฉันจัดสรรเวลาไปตลาดในละแวกที่อยู่ได้ 

        โอ้โฮ คราวนี้สนุกเลย ไม่ใช่เพราะไม่เคยจ่ายตลาดเลยตื่นเต้นนะ แต่ลองคิดดูว่า ในยามที่บรรยากาศมันถูกล็อกเอาไว้ให้เหงาๆ หงอยๆ อะไรๆ ก็ปิด มีหมอมาออกหน้าจอทีวี ขู่เราทุกวัน การ์ดอย่าตกๆ อย่าทำนู่นอย่าทำนี่ แล้วก็มีคนไทยประสาทแดกกลัวเกินกว่าเหตุ พร้อมจะเชื่ออย่างเคร่งครัด นั่งภาวนาหยุดเชื้อเพื่อชาติกันเยอะมาก แต่บรรยากาศของตลาดสดกลับคึกคัก ผู้คนเคลื่อนไหว ซื้อของจับจ่ายกันอย่างมีชีวิตชีวาภายใต้หน้ากาก

        ฉันไปตลาดเกือบทุกเย็นที่มีโอกาส ไม่ได้ซื้อของก็ขอให้ได้ไปสัมผัสบรรยากาศของคนที่ออกมาใช้ชีวิตกันอย่างไม่ต้องกลัวตายจนเกินกว่าเหตุ  แล้วก็ได้ค้นพบว่า เฮ้ย เนื้อที่เขียงเนื้อในตลาดอร่อยไม่แพ้เนื้อกิโลละสองพันในห้างเลย ขอแต่ให้รู้จักทำเสียหน่อย มีแผงผักพื้นบ้านคุณภาพดีถึงดีมากที่มาขายอาทิตย์ละสามวัน และเป็นครั้งแรกที่ฉันเจอชะอมพันธุ์ที่มีหนาม กลิ่นหอมฟุ้ง ใบแมงลักก้านเล็กๆ กลิ่นแรงๆ แตงกวาลูกเล็กๆ แน่นๆ สดๆ พริกขี้หนูสวนหอมจี๊ด

        เจอเต้าหู้ทอดเจ้าอร่อย ลูกชิ้นปิ้ง  แผงขายอาหารอีสานที่ทำสดใหม่ ขายแค่สองถึงสามเมนูต่อวัน ร้านขายผลไม้มีให้เลือกหลากราคา ไปจนกระทั่งรถขนผลไม้จากสวนมาขายเอง

        เอาเป็นว่าฉันค้นพบขุมทรัพย์ และปวารณากับตัวเองว่า ต่อไปนี้ซูเปอร์มาร์เกตจะไม่ได้เงินจากฉันแม้แต่บาทเดียวจากการซื้อของสด เพราะราคาต่างกันลิบโลก เอาเป็นว่า จากค่า ‘กับข้าว’ เดือนละห้าพัน เหลือ ‘สองพัน’ ได้เลย เพียงเปลี่ยนจากจ่ายของในซูเปอร์ฯ มาเป็นตลาดสด เอาเงินไปสามร้อย แบกของกลับบ้านหลังแอ่น

        แบบว่า ที่ตลาดขายผัก 5 กำ 20 บาท เนื้อเอาส่วนดีที่สุดแล้วยังกิโลกรัมละ 290 บาท พระเจ้า – ที่ผ่านมาเนื้อชิ้นเท่าฝ่ามือ 500 บาท มันคือการปล้นใช่ไหม และถ้าอร่อยกว่ามากๆๆๆๆๆ จะไม่ว่าสักคำ

        นอกจากจ่ายตลาดสดด้วยตัวเอง เพื่อนของฉันยังดึงฉันเข้ากรุ๊ปไลน์ของร้านขายวัตถุดิบ ผัก ของทะเล หมู ไก่ ผลไม้ ไข่ และของชำอื่นๆ ในตลาดแห่งหนึ่ง ที่ความพิเศษคือ เขาไปคัดสรรผลิตภัณฑ์จากสวนที่ทำเกษตรอินทรีย์มาขายในราคาที่ย่อมเยากว่าในห้างครึ่งต่อครึ่ง เช่น ปูม้าเป็นๆ สดๆ นั้นกิโลกรัมละ 520 บาท สดกิ๊ก กินแล้วน้ำตาจะไหล แถมยังส่งสินค้าถึงบ้าน บวกค่าส่งตามระยะทางจริง ไม่ต้องไปตลาดแบกของเอง

        ความน่าสนใจคือ เชื่อว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวแน่ๆ ที่เจอประสบการณ์ใหม่แบบนี้ และตระหนักว่า เราประหยัดเงินได้อีกเดือนละเป็นหมื่น หรืออย่างน้อยใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้ของที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม ดีกว่าเดิม ต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหว และน่าจะมีคนอีกจำนวนมากที่ค้นพบ new normal ของการจับจ่ายใช้สอย และต่อให้โควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะไม่กลับไปมีพฤติกรรมการบริโภคและการใช้เงินแบบเดิมๆ อีก

สำหรับฉันที่ชัดมากคือ วางใจในตลาดสดมาก และจะไม่กลับไปหาซูเปอร์มาร์เกต อันส่งผลถึงการวางแผนการซื้อสินค้าอุปโภคจากในซูเปอร์ฯ และห้างที่จะไม่กลับไปเหมือนเดิม เพราะเราจะพบร้านค้าออนไลน์ที่สะดวก มีสินค้าให้เลือกตรงกับความต้องการของเรามากกว่า และที่จับต้องได้เลยคือ สำหรับฉัน วิธีนี้ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

        กอปรกับการเป็นคนไม่ชอบกินอาหารนอกบ้าน การได้พบวัตถุดิบดีๆ มาทำอาหารกินเอง หรือไปเลือกซื้อของอร่อยๆ จากร้านที่เราชอบกินจริงๆ มากินที่บ้าน ทำให้ตระหนักว่า เฮ้ย การใช้เงินน้อยลงเพื่อของที่มีคุณภาพมากขึ้น มันเป็นไปได้จริงๆ

        กลับมาที่ทฤษฎีเรื่องการอยู่เป็นของฉัน ลงทุนไปการมีครัวที่ ‘ใช้ได้’ มีหม้อหุงข้าวคุณภาพดี มีเตาคุณภาพดี มีกะปิ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว น้ำตาล คุณภาพดี – ลงทุนกับสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของชีวิตเถอะ แล้วในยามยาก มันจะช่วยให้เราพึ่งตัวเองได้ในเรื่องอาหารการกิน อันจะส่งผลต่อความสุข ความพอใจ และสุขภาพของเราในระยะยาว

        โควิด-19 ไม่ใช่ของขวัญแน่ๆ และในสถานการณ์ยากลำบากสำหรับคนทำมาค้าขายจำนวนมาก การที่เราได้อุดหนุนผู้ค้ารายย่อยด้วย ได้ของคุณภาพดีด้วย ได้ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย ได้กินของอร่อยด้วย ก็ย่อมดีกว่าการติดอยู่กับความเคยชินเดิมๆ

        ปะ ไปเดินตลาด ไปจ่ายตลาด ไปคุยกับพ่อค้าแม่ขาย ไปซึมซับความมีชีวิตชีวาและเสียงหยอกเอินในตลาดใกล้บ้านกัน และหากจะมีเสียงก่นด่า เบื่อบ่น ระทดระท้อมาเข้าหู ก็จงรู้ว่า นี่แหละ ชีวิตที่ไม่มีความฟุ่มเฟือยมาคิดเรื่องการ์ดอย่าตก มันเป็นฉันใด

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist