เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างไรให้มีความสุข ตอนที่ 3

อยู่เป็น
5 Sep 2020
เรื่องโดย:

คำ ผกา

เรารักงานเพราะเรารักเงิน

        หลังจากชักแม่น้ำทั้งห้ามาสองตอนติดกัน ว่าการลาออกจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนไปเป็นฟรีแลนซ์ หรือความพยายามสานฝันของการเป็น ‘นายตนเอง’ นั้นหากปราศจากเงินถุงเงินถัง สายป่านที่ยาวพอ หรือมีรังนอนอบอุ่นปลอดภัยที่มาในนามของการมีพ่อแม่ร่ำรวยพร้อมเข้ามาโอบอุ้มยามเราผิดพลาด บริหารกิจการเจ๊ง หรือถ้าเราไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ talented โดดเด่นมากจริงๆ ฉันยืนยันว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน

        จงท่องไว้เถิดว่า ถ้าโชคดีได้เข้าทำงานประจำในบริษัทที่มั่นคงและปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัดในเรื่องอัตราเงินเดือน ชั่วโมงการทำงาน วันลาพักร้อน สวัสดิการ ประกันสุขภาพ รวมไปถึงเงินสะสมหลังเกษียณ ใครก็ตามที่มีงานประจำเช่นนี้ ได้เป็นมนุษย์เงินเดือนในองค์กรแบบนี้ จงบอกตัวเองว่า เราโชคดีเหลือเกินแล้ว และหากไม่มีงานที่มีข้อเสนอที่ดีกว่านี้ ก็อย่าเพิ่งทุรนทุราย เบื่อหน่าย หรืออยากไปแสวงหาแพสชันอะไรที่คล้ายๆ กับคำพังเพยโบราณที่ว่า ‘หวังน้ำบ่อหน้า’ เพราะไม่รู้ว่าเราจะหมดแรงสิ้นลมก่อนเจอบ่อน้ำที่ว่าหรือเปล่า

        หลายคนถามว่า งานที่ทำก็ทำได้ดีพอสมควร แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่เราชอบทำจริงๆ หรือเปล่า?

        เจอคำถามแบบนี้ฉันจะตอบว่า งานใดๆ ก็ตามที่เราทำได้ดีพอสมควร มันย่อมแปลว่าเราต้องชอบมันประมาณหนึ่งแล้วแหละ เพราะถ้าเราไม่ชอบมันมากๆ หนึ่ง เราจะทำมันได้ไม่ดี หรือสอง ต่อให้เราทำได้ดี เราก็จะทำมันได้ไม่นาน แต่งานใดๆ ที่เราได้ดีพอสมควรและทำมาต่อเนื่องเกินสามปี มันแปลว่า เราไม่ได้ ‘ไม่ชอบ’ งานนั้น หรือจริงๆ แล้วเราชอบงานนี้แหละ แต่เราไม่รู้ตัวว่าชอบ เพราะใจมัวแต่พะวงว่า มันอาจจะมีสิ่งที่ชอบมากกว่า ชอบจริงๆ อยู่ที่ไหนสักแห่งที่เรายังหาไม่เจอ

        ทีนี้ถ้าตัดสินได้แล้วว่า เออ ชีวิตนี้จะเป็นมนุษย์เงินเดือนนี่แหละ จะไม่พยายามโรแมนติกไปทำนา ทำสวน ไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในชนบทที่ไหน จะไม่เสี่ยงตายไปเป็นฟรีแลนซ์อะไรแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ ยิ่งควรกอดงานที่มีอยู่ให้แน่นแฟ้นเข้าไว้ แต่จะจัดการชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างไรให้มีความสุข

        สิ่งที่จะเขียนดังต่อไปนี้ เป็นทัศนะส่วนตัวของฉันล้วนๆ ไม่ใช่สัจธรรมคำสอน ไม่จำเป็นต้องเชื่อ แต่เผื่อว่ามันจะเป็น ‘แนว’ ให้ลองคิดตามและปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

        หนึ่ง เงินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น พึงจัดการกับเงินเดือนของตนเองอย่างเห็นแก่ตัว ก่อนจะให้เงินพ่อแม่ ญาติพี่น้อง กลั่นกรองบัญชีให้ถี่ถ้วนว่าเรามีรายจ่ายส่วนตัวเท่าไหร่ แล้วค่อยดูว่าที่เหลือจากการดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ถัดมาควรแบ่งเป็นเงินออม สุดท้ายค่อยเป็นเงินสำหรับดูแลผู้อื่น ซึ่งถ้าไม่มี ไม่เหลือ ก็ไม่จำเป็นต้องพยายาม ให้รอจนกว่ารายได้ของเราจะมากขึ้น แล้วค่อยเพิ่มส่วนนั้นเข้ามาในชีวิต

        สอง ไม่ควรทำงานหนักเกินไป—ใช่, ฉันเขียนว่าไม่ควรทำงานหนักเกินไป จงทำงานให้เต็มที่ในความรับผิดชอบของตนเอง ทำได้เช่นนี้แล้วให้ตัดอกตัดใจหรือหลับตาต่อความอีเหละเขละขละในงานที่ไม่เกี่ยวกับเรา ที่ต้องบอกอย่างนี้ เพราะมีคนจำพวกหนึ่งที่ชอบคิดว่า “ถ้าฉันไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำได้” หรือ “ถ้าฉันไม่เข้าไปช่วยงานนี้ต้องพังแน่ๆ” (ฉันเป็นคนแบบนั้น) นั่นแปลว่าเราต้องสร้างความชัดเจนว่าขอบเขตความรับผิดชอบในงานของเรามีแค่ไหน และต่อให้เรารู้ว่าเราทำได้มากกว่านี้ก็จงอย่าทำ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีน้ำใจต่องานของคนอื่นเลย ขณะเดียวกันก็อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป พึงท่องไว้เสมอว่า โลกไม่แตกสลายถ้าไม่มีเรา

        เมื่อกำหนดขอบเขตเช่นนี้ได้ พึงบอกตัวเองว่าเราเคร่งครัดกับการทำงานในความรับผิดชอบของเราเท่าไหร่ ก็พึงเคร่งครัดต่อการให้เวลาตนเองสำหรับการพักผ่อนมากเท่านั้น อย่าประนีประนอมให้ตัวเองไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย อย่าปล่อยให้ตัวเองไม่มีเวลาไปนวดน้ำมัน ทำเล็บ อย่าปล่อยให้ตัวเองไม่มีเวลาทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ หรืออย่าปล่อยให้ตัวเองไม่มีเวลาในการนั่งหายใจทิ้งบ้างในบางวาระโอกาส

        ฉันไม่ได้กำลังสนับสนุนให้คนขี้เกียจ แต่การที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘พัก’ ในอีกความหมายหนึ่งคือ มันคือการไม่ปล่อยให้เราบ่มเพาะความเกลียดชังในงานที่ตัวเองทำ ถ้าเรามีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็จงทำให้มันเป็นวันหยุดจริงๆ เพื่อที่เราจะกลับไปทำงานวันจันทร์ด้วยความคิดถึงงานที่รอเราอยู่

        คีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่ใช่ศูนย์กลางของความอยู่รอดของบริษัท ดังนั้น ไม่ต้องไปพยายามแบกทุกอย่างเอาไว้ ขณะเดียวกันก็อย่าคิดว่าแค่เข้างาน ออกงานให้ตรงเวลา รอรับเงินเดือนไปเป็นเดือนๆ สบายจะตาย เพราะคนแบบนี้จะอยู่ในลิสต์แรกที่ถูกเลย์ออฟหากบริษัทขาดทุน หรือเลวร้ายกว่านั้น ตัวเองนั่นแหละจะค่อยๆ เหี่ยวเฉา หาความภูมิใจในตัวเองไม่เจอ ทำงานเช้าชามเย็นชามไปวันๆ สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไม มีความหมายอะไรต่อโลกใบนี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของความป่วยไข้ทางใจ ถ้าไม่กลายเป็นคนซึมเศร้า ก็กลายเป็นคนขี้โม้เกินจริง เพราะต้องสร้างเรื่องมาปลอบใจตัวเองว่าไม่ใช่คนไร้ค่า

        พูดง่ายๆ พึงรักในงานของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนบ้างาน

        สาม พึงตระหนักว่าเพื่อนร่วมงานกับ ‘เพื่อน’ ไม่เหมือนกัน เรามีเพื่อนร่วมงานสิบคน ในสิบคนนี้อาจจะไม่ใช่เพื่อนของเราแม้แต่คนเดียว หรือเรามีเพื่อนร่วมงานสิบคน อาจมีสองคนที่เป็นทั้ง ‘เพื่อน’ และ ‘เพื่อนร่วมงาน’ ที่ต้องแยกออกจากกันเช่นนี้ ก็เพื่อเราจะไม่ต้องดราม่า emotional เกินไปในที่ทำงาน

        เมื่อเราแยกได้ว่ามนุษย์ที่ ‘ทำงาน’ คือ ‘เพื่อนร่วมงาน’ เราก็จะพยายามสัมพันธ์กับเราตามความจำเป็นและอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่มีมิติของความรัก เกลียด ไม่ชอบขี้หน้า หรือคิดว่าคนนั้นคนนี้ไม่ชอบเราหรือใดๆ ก็ตาม และแม้นว่าเพื่อนร่วมงานจะกระทำการใดๆ ที่ไม่เป็นมิตร ไม่เป็นคุณกับเรา เราก็จะจัดการไปตามขอบเขตความรับผิดชอบของงาน แต่จะไม่แบกเอาเรื่องราวเหล่านั้นกลับบ้าน หรือน้อยเนื้อต่ำใจแค้นใจคนนั้นคนนี้ จัดการเสร็จก็จบ กลับบ้านไปคนเหล่านั้นก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า ไม่ใช่คนที่เราต้องแคร์อะไรนักหนา และหากมีปัญหาอีกก็แค่ดีลไปตามเนื้องานให้จบเป็นเรื่องๆ แล้วถ้าคนอื่นไม่ยอมจบก็ไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว เราต้องปล่อยให้เขา ‘รบ’ กับลมกับฝนไป เพราะเราจะยืนยันที่จะดีลและคุยกับเขาอย่างมีอารยะในฐานะเพื่อนร่วมงานเท่านั้น พ้นพื้นที่บริษัทไป คนเหล่านั้นก็เป็นแค่คนอื่น ก็แค่คนที่บังเอิญต้องมาทำงานร่วมกัน ดังนั้น เราจะไม่มีวันโกรธหรือเกลียดชังพวกเขา และพร้อมที่จะ ‘ชน’ กับพวกเขาเป็นเรื่องๆ อย่างปราศจากความเกลียดชัง คิดเล็กคิดน้อยใดๆ ทั้งปวง

        สี่ และสุดท้าย ตั้งเป้าหมายในแต่ละช่วงชีวิตของตัวเองให้ชัดบนฐานของความเป็นจริงในชีวิตและอย่าเอาตัวเองไปแขวนไว้กับบบรรทัดฐานว่าด้วยความสำเร็จในชีวิต สำหรับฉัน คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อ ‘ประสบความสำเร็จ’ แต่เกิดมาเพื่อจะมีชีวิตในแต่ละวันอย่างราบรื่นพอสมควร

        ชีวิตที่ราบรื่นพอสมควร สำหรับฉัน หมายถึงการที่เราตื่นมาพร้อมกับสุขภาพที่ดีพอประมาณ ไม่เบื่ออาหาร นอนหลับ และถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็หมายถึงการที่เรามีงานทำ และเราทำงานนั้นไปได้เรื่อยๆ และทำงานบรรลุเป้าหมาย qualify ตามที่คนจ่ายเงินเดือนเรากำหนดเอาไว้

        เรามีเงินเดือนที่เราบริหารมันได้อย่างราบรื่นพอสมควร ส่วนจะซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อคอนโดฯ จะมีลูกหรือไม่ลูก ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านข้อหนึ่ง ว่าเราจัดเรียงลำดับความสำคัญของรายรับ-รายจ่ายเราอย่างไร

        ดังนั้น ไม่ต้องไปสร้างภาพฝันโอ่อ่าอะไรนักว่าของฉันต้องประสบความสำเร็จปังปุริเย่ มีชีวิตของคนนี้คนนั้นเป็นหมุดไมล์ให้ไขว่คว้า

        มีงานทำ มีเงินเดือน มีเงินใช้ มีหนี้สินกรุบกริบพอใจเต้น แค่นี้ก็หรูแล้ว

        อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับปริมาณของความทุ่มเทให้กับงาน พูดอย่างเชยๆ คือ สร้างสมดุลให้ได้ระหว่างการทำงานกับการปรนเปรอดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ การออกกำลังกาย การพักผ่อนหย่อนใจ เพราะนี่คือขุมพลังที่จะทำให้เราเดินเข้าไปในออฟฟิศของเราอย่างมีพลัง กระฉับกระเฉง แจ่มใส ไม่รู้สึกว่างานคือยาพิษ เพื่อนร่วมงานคือยาขม

        ทำงานก็เพื่อให้ได้เงิน – เรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้แหละ

        ทั้งหมดที่เหลือก็เป็นแค่จะใช้เงินนั้นอย่างไรให้ตัวเองมีความสุขมากที่สุดในเงื่อนไขของแต่ละคนที่ไม่มีใครเหมือนใคร

 


อ่านบทความ เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างไรให้มีความสุข ตอนที่ 1 ได้ที่ https://adaybulletin.com/know-yuupen-salaryman-and-happiness-1/52766 และ เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างไรให้มีความสุข ตอนที่ 2 https://adaybulletin.com/know-yuupen-life-of-a-freelancer/53347

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คำ ผกา

นักเขียนประจำคอลัมน์ 'อยู่เป็น'

ภาพโดย

ชุติกาญจน์ เลิศบุญครอง

instagram: @orange.catist