Juli Baker and Summer : เมื่อศิลปะเผชิญข้อจำกัด ทำอย่างไรให้เราก้าวข้ามไปให้ได้

Branded Content
19 Oct 2020
เรื่องโดย:

adB Team

Highlights

สีสันสดใสฉูดฉาด และความกล้าในการปลดปล่อยจินตนาการนอกกรอบลงบนผืนผ้าใบคือเอกลักษณ์ในงานของ ‘ป่าน’ – ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา หรือ ‘Juli Baker and Summer’ ที่ดึงดูดสายตาของเราตั้งแต่แรกเห็น ศิลปะของเธอไม่ได้เข้าถึงยาก ศิลปะของเธอไม่ต้องปีนบันไดดู เช่นเดียวกับตัวตนของเธอที่ช่างเปิดเผยและเป็นมิตร

        แรกพบกัน เธอเปิดประตูบ้านหรือสตูดิโอส่วนตัวเพื่อต้อนรับเราพร้อมรอยยิ้มกว้าง และเชื้อเชิญให้เราเข้าไปอย่างเป็นกันเอง การได้นั่งสนทนากันท่ามกลางงานศิลปะสีสันสดใส ละลานตา และสิ่งละอันพันละน้อยที่เธอนำมาตกแต่งเพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้บ้าน ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า ชีวิตของเธอเคยเศร้าหรือมีความเครียดบ้างไหม?

        “คนมักจะคิดว่าการที่ป่านชอบใช้สีสันเยอะๆ ในงาน แปลว่าเราจะต้องเป็นคนที่ชีวิตมีแต่ความแฮปปี้อย่างเดียวแน่ๆ คนจึงถามเราอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตนี้เคยเครียดบ้างไหมเนี่ย (ยิ้ม) เฮ้ย เราก็ต้องเครียดบ้างเหมือนกันนะ แล้วเราก็อยากจะบอกว่าศิลปินที่ชอบใช้สีสันในการทำงานไม่ได้แปลว่าเขามีความสุขเสมอไปนะ

        “แต่ความเศร้าเสียใจก็ให้บทเรียนสำคัญและสอนให้คนเราเติบโต” เธอกล่าว พร้อมเล่าถึงประสบการณ์ในการทดลองทำงานศิลปะโดยเผชิญหน้ากับอารมณ์เศร้าหมอง จนได้ค้นพบเสน่ห์ใหม่ๆ ในตัวงาน แถมศิลปะยังช่วยคลี่คลายความรู้สึกร้ายๆ ให้เจือจางลงไปด้วย

        “ถ้าเราไม่คิดว่าความเศร้าเป็นข้อจำกัดในการทำงาน ความอิสระก็อยู่กับเราในทุกห้วงเวลา” ขวบปีในการทำงานที่มากขึ้นสอนให้เธอค้นพบความจริงที่ว่านี้ ดังนั้น เมื่อถามถึงความฝันก้าวต่อไปในฐานะศิลปิน เธอเลือกให้เป็นช่วงชีวิตที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘งานศิลปะไม่มีข้อจำกัด’

        Epson จับมือกับ adB โดยกำหนดโจทย์สนุกๆ ให้เธอว่า เครื่องพิมพ์รุ่น SC-F2130 ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ของเครื่องพิมพ์ สู่อีกขั้นกับงานพิมพ์สิ่งทอเพื่อนักออกแบบและผู้ผลิต ทั้งรายละเอียดและความคมชัดที่มากขึ้น โดยสามารถพิมพ์ลงบนเนื้อผ้าคอตตอน 100% ได้โดยตรง ไม่ต้องอัดบล็อคสกรีน รวมถึงเครื่องพิมพ์รุ่น SC-F531 ที่มีหมึก Fluorescent ที่สามารถทำให้งานพิมพ์เรืองแสง เพิ่มความโดดเด่นให้กับงานพิมพ์ของเธอ

        เชิญพิสูจน์ผลงานและอ่านความคิดเบื้องหลังการออกแบบที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของป่าน Juli Baker and Summer ได้ในบทสนทนาต่อไปนี้

 

Juli Baker and Summer

 

ความไม่เพอร์เฟ็กต์คือจุดแข็ง

        “พ่อแม่ของป่านรักศิลปะ พวกเขาเติบโตขึ้นมาในยุค 70s ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับเรื่องเสรีภาพ ป่านจึงเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ให้อิสระในการคิดและเลือกทำในสิ่งที่ตัวเราเองชอบ และด้วยความที่ป่านไม่ได้เรียนสาขา Fine Arts มาโดยตรง งานเราจึงไม่ค่อยมีกรอบหรือทฤษฎีทางศิลปะ แต่ความไม่มีกรอบ การใช้สีสันเยอะๆ และความไม่เพอร์เฟ็กต์แบบงานอื่นๆ ทั่วไปนี้เองที่กลายเป็นจุดแข็ง ทำให้คนจดจำงานของเราได้ หลายคนบอกว่างานเราเข้าไปช่วยแต่งแต้มให้บรรยากาศรอบตัวเขามีความสนุกสนานและมีชีวิตชีวามากขึ้น

        “หลายครั้งที่คนเห็นงานศิลปะของเราแล้วเขาไม่เข้าใจ เขาแปลกใจว่า โห ขายราคาเท่านี้เลยเหรอ ซึ่งป่านก็รับฟังความคิดของเขานะ แต่ที่สุดแล้วเราก็ยังยืนยันที่จะทำงานในแบบที่เราเชื่อต่อไป ด้วยความเข้าใจว่าโลกนี้ต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบงานของเรา เราแค่ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วทำมันให้ดีที่สุด ทำให้ชัดเจนที่สุด ก็น่าจะเพียงพอ”

 

Juli Baker and Summer

 

ความหมายในงานศิลปะขึ้นกับประสบการณ์

         “คนมักจะคิดว่าการที่ป่านชอบใช้สีสันเยอะๆ ในงานแปลว่าเราจะต้องเป็นคนที่ชีวิตมีแต่ความแฮปปี้อย่างเดียวแน่ๆ คนจึงถามเราอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตนี้เคยเครียดบ้างไหมเนี่ย (ยิ้ม) เฮ้ย เราก็ต้องเครียดบ้างเหมือนกันนะ แล้วเราก็อยากจะบอกว่าศิลปินที่ชอบใช้สีสันในการทำงานไม่ได้แปลว่าเขามีความสุขเสมอไปนะ เช่น ถ้าดูงานของฟาน ก็อกฮ์ เราจะเห็นเขาชอบใช้สีสันเต็มไปหมด แต่ชีวิตจริงของเขากลับเศร้ามากเลย เพราะที่จริงแล้วสีเหลืองของเราอาจหมายถึงความสุข แต่สีเหลืองของฟาน ก็อกฮ์ อาจสื่อถึงความเศร้าก็ได้ เพราะฉะนั้น ศิลปะจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์จริงของแต่ละบุคคลด้วย

         “ช่วงนี้ป่านชอบสีเขียว จะด้วยเหตุผลอะไรเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ป่านว่าคนเราเปลี่ยนนิสัยและความชอบไปเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอมา งานของป่านเมื่อปีที่แล้วกับปีนี้ก็แตกต่างกัน เพราะเราเริ่มสนใจในสิ่งที่ต่างไปจากเดิม แต่ก่อนป่านชอบเล่าเรื่องจากข้างในตัวเอง แต่ช่วงหลังมานี้ป่านจะเริ่มเล่าถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น เช่น เรื่องสังคมการเมือง หรือเรื่องของผู้คนที่เราได้พบเจอและสร้างแรงบันดาลใจให้เรา”

 

Juli Baker and Summer

 

ศิลปะช่วยบำบัดอารมณ์เศร้า

        “อารมณ์มีความสำคัญต่อการทำงานศิลปะมาก เมื่อก่อนเราทำงานโดยขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ในแง่บวกเพียงอย่างเดียว เมื่อมีความเศร้าหรือไร้ความสุข เราจะไม่สามารถวาดรูปได้เลย วิธีการที่เราใช้ก็คือกดดันตัวเองให้ผ่านอารมณ์แย่ๆ ไปให้ได้ หรือพยายามเก็บงำอารมณ์เหล่านั้นไว้ข้างในเพื่อทำงานให้จบไวๆ แต่ช่วงนี้ป่านเริ่มทดลองนำอารมณ์ที่ไม่ใช่อารมณ์ในแง่บวกมาใช้กับการทำงานบ้างแล้ว

        “งานที่ทำด้วยอารมณ์เศร้าใจหรือหงุดหงิดจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากงานชิ้นอื่นๆ ต่อให้ใช้สีสันเหมือนเดิมแต่ลายเส้นและอารมณ์ของภาพจะไม่เหมือนกัน งานที่ทำด้วยอารมณ์เศร้าหรือหงุดหงิดจะมีความหยาบมากกว่าชิ้นอื่นๆ แต่ข้อดีของมันคือในระหว่างที่เราเพนต์ ความเศร้าและความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจะค่อยๆ คลี่คลายลงไป ศิลปะมันช่วยเยียวยาเราด้วย ซึ่งก็ทำให้เราค้นพบผลลัพธ์ที่แตกต่างและแง่ดีของมันได้เหมือนกัน”

 

Juli Baker and Summer

 

Sunrise, Sunset and Midnight

        “ตอนที่ป่านออกแบบงานชิ้นนี้ให้กับแบรนด์ Epson เป็นช่วงเวลาที่คุณยายล้มป่วยลงพอดี ชีวิตช่วงนั้นจึงเต็มไปด้วยเรื่องต่างๆ ให้ต้องคิด แล้วป่านก็ได้อ่านหนังสือเรื่อง I called him necktie เจอประโยคหนึ่งในนั้นที่เราชอบมากๆ มันวนเวียนอยู่ในหัวเราตลอด คือ “Don’t be ashamed to be a person with feelings. No matter what it is, feel it tenderly and deeply. Feel it more tenderly, feel it more deeply. Feel it for yourself. Feel it for others. And then: Let it go.” ซึ่งประโยคที่ว่านี้ทำให้ป่านนึกถึงสามช่วงเวลาที่เราจะอ่อนไหวเป็นพิเศษ คือช่วง sunrise, sunset และ midnight

        “งานชุดนี้วาดขึ้นตอนที่ป่านกำลังพักผ่อนอยู่ที่เขาใหญ่ ที่นั่นช่วงเช้าป่านจะเห็นนกบินรวมกันเป็นฝูง และช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ป่านเห็นสายรุ้งและแมลงปอ ส่วนช่วงกลางคืนที่นั่นจะมีผีเสื้อราตรีสีฟ้าเยอะมาก ป่านจึงเลือกให้สัตว์มีปีกทั้งสามชนิดนี้เป็นตัวแทนของการ let go ความรู้สึกตัวเอง และถ่ายทอดออกมาเป็นลวดลายเพื่อพิมพ์ลงบนเสื้อ”

 

Juli Baker and Summer

 

Juli Baker and Summer

 

ข้อจำกัดของงานพิมพ์

        “ด้วยความที่สมัยมหาวิทยาลัย ป่านเรียนสาขาออกแบบแฟชั่น ก็เลยได้สัมผัสประสบการณ์ของการพิมพ์งานตั้งแต่ช่วงปีหนึ่งปีสองแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ช่วงนั้นเราต้องทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเยอะมาก ด้วยความที่เราชอบใช้สีสันเยอะๆ เราจึงให้ความสำคัญกับการพิมพ์มากเป็นพิเศษ ขณะที่เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ในสมัยนั้นยังไม่สามารถทำได้ครอบคลุมอย่างทุกวันนี้ ความเพี้ยนของสีจึงเกิดอยู่บ่อยๆ และทำให้รู้สึกเหนื่อยใจมาโดยตลอด

        “อีกอย่างที่เป็นปัญหาของคนทำงานศิลปะที่ต้องใช้เครื่องพิมพ์อยู่บ่อยๆ ก็คือ เราถูกจำกัดการทำงานด้วยเรื่องของขนาด เช่น ต้องพิมพ์ลายให้อยู่ในพื้นที่เมตรคูณเมตรเท่านั้น ซึ่งถ้าจะทำงานชิ้นใหญ่กว่านี้แปลว่าคุณจะต้องผ่านกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีราคาสูงมาก นอกจากนี้ยังต้องเจอข้อจำกัดในเรื่องของการเลือกใช้เนื้อผ้า เช่น หากพิมพ์ลายลงบนผืนผ้าบางชนิด โดยเฉพาะเส้นใยธรรมชาติจะทำให้สีที่ได้ออกมามีความตุ่นหรือสีเพี้ยน เราจึงต้องเลือกพิมพ์ลงบนผ้าโพลีเอสเตอร์เท่านั้น”

 

Juli Baker and Summer

 

Juli Baker and Summer

 

Juli Baker and Summer

 

เครื่องพิมพ์ที่ดีช่วยให้งานศิลปะไม่มีข้อจำกัด

        “การทำงานศิลปะของป่านอยู่ภายใต้ข้อจำกัดมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเจอกับแบรนด์ Epson ที่เปิดประสบการณ์การทำงานใหม่ ทำให้เราสร้างสรรค์งานด้วยสีใดก็ได้ ไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดอีกต่อไป เพราะเครื่องพิมพ์ Epson ช่วยแก้ไขปัญหาสีเพี้ยนได้อย่างหมดจดทุกเฉดสี เราจึงทำงานได้อย่างอิสระตามสไตล์ของตัวเอง ป่านเชื่อว่าเครื่องพิมพ์ที่ดีจะช่วยให้การออกแบบของเราก้าวข้ามข้อจำกัดและต่อยอดไอเดียของเราออกไปได้ไกลยิ่งขึ้น

        “สำหรับคอลเลกชัน Sunrise, Sunset and Midnight ป่านเลือกพรินต์ผ่านเครื่องพิมพ์ SC-F2130 ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการพิมพ์ลงบนเสื้อยืด cotton 100% ได้โดยตรง ให้ลวดลายที่มีสีสันสดใส สวยงาม และแม่นยำได้ตามต้องการ โดยมั่นใจว่าสีจะออกมาคมชัด ไม่ผิดเพี้ยน

        “เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ในปัจจุบันได้รับการออกแบบให้ใช้หมึกที่หลากหลาย และยังรองรับขนาดของพื้นผิวที่กว้างขึ้น จากแต่ก่อนที่เราต้องไปจ้างโรงงานพิมพ์ผ้าหลายๆ ม้วน แต่ตอนนี้เราสามารถออกแบบและสั่งผลิตได้ในจำนวนที่ต้องการ Epson จึงเป็นเหมือนสื่อกลางที่ถ่ายทอดภาพในหัวของเราออกมาได้อย่างชัดเจนและตรงกับความต้องการของเราทั้งหมด เมื่อดูลวดลายที่ถูกพรินต์ผ่านเครื่องพิมพ์ Epson จะรู้สึกว่าผลงานที่ได้มีความเหมือนกับภาพที่เราวาดจริงๆ บนผืนผ้าใบเลย จนทำให้หลายคนนึกว่าเป็นงาน original piece ที่เราวาดมือเองเลยด้วยซ้ำ”

 

Juli Baker and Summer

 

        “นอกจากนี้ ป่านอยากจะต่อยอดจินตนาการของตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการนำลวดลายที่เราออกแบบไปใช้ให้หลากหลายมากขึ้น ผ่านเครื่องพิมพ์ SC-F530 และ F531 ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ประเภท Dye-Sublimation ที่สามารถ transfer งานพิมพ์ลงในวัสดุได้หลากหลาย ทั้งผ้าใยสังเคราะห์ เช่น ผ้าโพลีเอสเตอร์ หรือบนแก้ว กรอบรูป จาน หรือแม้กระทั่งเคสโทรศัพท์มือถือ และรุ่น SC-F531 ที่มีหมึกพิเศษ Fluorescent คือเหลืองและชมพู ให้งานพิมพ์เรืองแสง เพิ่มความโดดเด่นให้ชิ้นงานน่าสนใจยิ่งขึ้น ป่านคิดว่าการได้เห็นผลงานศิลปะจากจินตนาการของเราไปอยู่บนวัสดุที่หลากหลายและแปลกใหม่ได้มากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ และทำให้เราออกแบบด้วยความสนุกสนานมากขึ้น (ยิ้ม)” 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่