สัมพัทธภาพของเวลาบนอานจักรยาน รวดเร็ว เชื่องช้า ย้อนเวลา ไทย เมียนมา สู่เนปาล

Feature
31 Aug 2019
เรื่องโดย:

Danial Nataporn, ฆนาธร ขาวสนิท

Highlights

คืนแรกในประเทศไทยเป็นประสบการณ์ที่เรียบง่าย ผมใช้เวลายามค่ำในอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ปั่นถึงวัดแห่งหนึ่งพร้อมๆ กับพระอาทิตย์ตกดิน เงามืดแผ่ขยายและกลืนกินถนนเมื่อมันจมลงสู่เส้นขอบฟ้า ผมเข้าไปในวัดผ่านประตูอันอลังการติดถนน ขณะที่ผมปั่นเข้าไปไม่มีใครอยู่ที่นั่น ผมกระโดดลงจากอานและตัดสินใจเดินเข้าไปลึกขึ้น วัดแห่งนั้นโอ่โถง มีเจดีย์ในลักษณะเดียวกันอยู่สองสามองค์ ทั้งหมดล้วนถูกตกแต่งด้วยวัสดุงดงามยากบรรยาย ทองที่ปกคลุมเจดีย์ส่องประกายสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง

        ผมเดินไปหาพระที่กำลังนั่งอยู่ตรงระเบียง คำไทยคำเดียวที่ผมพึมพำได้คือคำว่า ‘สวัสดีครับ’ (ผมเคยเรียนภาษาไทยตอนอยู่ชั้นอนุบาล แต่ก็ลืมไปหมดแล้วตั้งแต่ที่ผมย้ายไปอยู่และเรียนที่สิงคโปร์) พร้อมกับก้มศีรษะและประกบมือเพื่อแสดงความเคารพ ผมถามท่านด้วยภาษามือเท่าที่ทำได้มากที่สุดว่าผมจะขอนอนที่วัดแห่งนี้ได้หรือเปล่า และโดยไร้คำถาม ท่านก็ยืนขึ้น ก่อนจะพาผมไปยังห้องพักห้องหนึ่ง 

        ห้องนั้นสะอาดสะอ้าน มีเสื่อผืนหนึ่งปูอยู่ มีแม้กระทั่งพัดลมและห้องน้ำส่วนตัว หลังจากนั้นท่านถามผมว่ามันโอเคไหม ผมพยักหน้าอย่างกระฉับกระเฉงขณะที่กำลังอ้าปากเหวอด้วยความช็อก หลังจากนั้นพระท่านก็จากไปและปล่อยให้ผมพักผ่อนในห้องนั้นลำพัง ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง ด้วยความช่วยเหลือของพระที่ปฏิบัติต่อผมอย่างไร้อคติหรือคาดหวังจะได้สิ่งใดเป็นการตอบแทนนั้นตราตรึงหยั่งลึกในหัวใจของผม

        สองสามวันหลังจากนั้น ผมปั่นไปทางชายฝั่งหลังพักกับโฮสต์จากเว็บ Warmshower.org แห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง ผมไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ทะเลนับตั้งแต่ออกจากบ้านมา ผมปรารถนาสายลมอันอบอุ่นของทะเล การสัมผัสผืนทรายและเสียงอันสงบของคลื่นกระทบหาด ผมหลงรักความเปลี่ยนแปลงและประสบการณ์การปั่นในประเทศไทย ร้านอาหารข้างทางดึงดูดผมด้วยกลิ่นยั่วน้ำลายทุกครั้งที่ปั่นผ่าน สำหรับผม ป้ายบอกเส้นทางต่างๆ ในภาษาไทยดูทำความเข้าใจยาก ทำให้ทุกสถานที่เต็มด้วยความพิศวง บทสนทนากับคนท้องถิ่นยากขึ้นมากแต่ก็ยังสื่อสารได้ ผมแค่ต้องพยายามมากขึ้นกว่าตอนอยู่มาเลเซียก็เท่านั้น และมันคือความท้าทายที่ผมยินดีที่จะรับ เพราะผมมักปรารถนาจะกลับไปเชื่อมต่อสู่รากของความเป็นไทยอีกครั้ง

 

ปั่นจักรยาน

 

        และแล้วผมก็ถึงท่าเรือปากเมง ซึ่งผมวางแผนที่จะไปเกาะลันตาเพื่อผ่อนคลายสักวันสองวันบนเกาะ อย่างไรก็ตาม ผมต้องขึ้นเรือสู่เกาะไหงก่อน เพื่อจะขึ้นเรืออีกลำจากที่นั่นไปสู่เกาะลันตา ดังนั้น ผมจึงตั้งแคมป์หนึ่งคืนที่เกาะไหง เพราะเรือเฟอรีเที่ยวต่อไปสู่เกาะลันตาจะออกจากท่าในเช้าของอีกวัน อย่างไรก็ตามมันก็มีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่ ผมตื่นเช้าด้วยความงดงามมากสุดครั้งหนึ่งที่ผมเคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ไม่กี่ก้าวจากเต็นท์ ผมสามารถเดินไปตามชายหาด รู้สึกถูกพลังงานบางอย่างที่ถูกกระตุ้น ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อสถานที่ที่ผมยืนอยู่นี้ 

 

ปั่นจักรยาน

 

        ผมใช้เวลาสองสามวันหลังจากนั้นในบรรยากาศอันผ่อนคลายของเกาะลันตา สนุกไปกับชีวิตบนเกาะ ปล่อยวันเวลาไปบนชายหากับการแฮงเอาต์ยามค่ำกับเพื่อนใหม่และอาหารไทยอันโอชะ ผมพักผ่อนในโฮสเทลชื่อ The Zoo – Backpacker’s Shelter มีเจ้าของชื่อ Claudio ต้อนรับราวกับผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว นั่นทำให้ผมระลึกถึงวันเวลาแบบแบ็กแพ็กเกอร์ที่ผมจะกระโดดจากโฮสเทลหนึ่งสู่อีกโฮสเทล ซึ่งทำให้ผมพบปะนักเดินทางผู้แสนใจดีจากทั่วโลก

        โฮสเทลของ Claudio เป็นหนึ่งในโฮสเทลที่มีบรรยากาศเช่นนั้น และดึงดูดผู้คนเข้าหาอย่างยิ่ง มันเป็นสถานที่ที่คุณสามารถใช้ชีวิตราวกับอยู่บ้าน แต่สองสามวันสุดท้ายผมก็ต้องออกมาตั้งแคมป์ริมหาด เนื่องจากโฮสเทลถูกจองเต็ม ซึ่งมันก็ยังยอดเยี่ยมเช่นกัน แถม Claudio ก็ยังออกมาต้อนรับและแฮงเอาต์กับผมนอกโฮสเทลอีกด้วย

 

ปั่นจักรยาน

 

        ผมต้องการจะใช้เวลาแห่งการผ่อนคลายมากขึ้นในเกาะแห่งนี้พอๆ กับความต้องการที่จะเดินทางต่อไป ด้านลบของการเดินทางโดยจักรยานคือสิ่งนี้ นั่นคือผมไม่มีเวลาอันหรูหราอย่างตอนที่ผมเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ ผมต้องเตือนตัวเองเสมอว่าการเดินทางผ่านแต่ละประเทศเรียกร้องเวลาและความพยายามมหาศาล แถมผมยังต้องคำนึงเรื่องระยะเวลาของวีซ่าและฤดูกาลอันเหมาะสมในการเดินทางของแต่ละประเทศ 

        แม้ว่ามันจะแสนเชื่องช้าและเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจบการปั่นจักรยานในแต่ละวันและตระหนักถึงสิ่งที่ผมได้ทำลงไป ผมมักรู้สึกได้ถึงความสำเร็จ เมื่อผมมองย้อนกลับไปว่ายาวนานเท่าไหร่ที่ผมได้ปั่นจักรยานนับตั้งแต่ออกมาจากสิงคโปร์ ผมรู้สึกทึ่ง บ้านดูเหมือนจะห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ก่อนหน้านี้ผมประหลาดใจที่เห็นรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์พร้อมป้ายทะเบียนสิงคโปร์ในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต ซึ่งทำให้ผมไม่เคยคิดว่าผมจะสามารถเดินทางมาประเทศไทยด้วยจักรยานได้

        หลังจากแวะไปภูเก็ตโดยเรือเฟอรี ผมก็เริ่มปั่นไปทางชายฝั่งด้านตะวันตกของจังหวัดพังงา พุ่งตรงผ่านถนนเลียบชายฝั่ง และถูกเยียวยาในค่ำคืนมหัศจรรย์ของการแคมปิ้งริมชายหาด ส่วนใหญ่แล้วชายหาดสำหรับผมคือความเพลิดเพลินที่จะได้โอบกอดความงดงามของแสงอัสดงในทุกเย็น การปั่นจักรยานเริ่มสนุกขึ้นเช่นกัน ชายหาดแผ่ขยายกว้างออกไปมากเท่าที่สายตาจะมองเห็น ลมทะเลลูบไล้ใบหน้าขณะผมเหยียบเท้าลงบนที่ปั่น

 

        เมื่อมองย้อนกลับไป สำหรับผม ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศที่ง่ายที่สุดในการเดินทางด้วยจักรยาน ถนนนั้นกว้างและแทบจะเพอร์เฟ็กต์ ร้านขายอาหารข้างทางไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเวลาหยุดพักเที่ยง ความอุดมสมบูรณ์อันน่าทึ่งของน้ำมะพร้าวข้างทางช่วยดับกระหายภายใต้แสงแดดจ้าได้เป็นอย่างดี มากไปกว่านั้น มันง่ายมากที่จะตั้งแคมป์คืนแล้วคืนเล่าบนหาดที่มีห้องน้ำสาธารณะ หรือในวัดที่พระจะอนุญาตให้คุณพักผ่อนกางเต็นท์ หรือถ้าโชคดี คุณก็อาจจะได้นอนในกุฏิ แม้แต่สถานีตำรวจหรือด่านตรวจก็จะต้อนรับคุณในยามค่ำหากคุณขอร้องพวกเขาอย่างสุภาพ คนไทยช่างโอบอ้อมอารียิ่ง

        เมื่อผมถึงระนอง มันช่วยไม่ได้ที่ผมจะตื่นตระหนกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะจากตรงนี้ ผมจะต้องข้ามฝั่งไปเมียนมา และนี่คือครั้งแรกของการเดินทางที่ผมต้องเข้าสู่ประเทศแปลกหน้าซึ่งไม่รู้ว่าควรคาดหวังอะไรและแทบไม่เคยได้ยินเรื่องน่าตื่นเต้นใดๆ เกี่ยวกับเมียนมามาก่อน อย่างไรก็ตาม ผมปั่นไปท่าเรือหลังจากใช้เวลาสองสามวันในระนองเพื่อทำวีซ่าเข้าสู่เมียนมา ท่าเรือนั้นเป็นด่านข้ามแดนเดียว มีแค่บูธเล็กๆ ที่ผมจะต้องแสตมป์ออกจากประเทศไทย

        หลังจากนั้นผมต้องตรงไปยังท่าเรือที่มีเรือหางยาวรอรับผู้โดยสารอยู่ ซึ่งตรงนั้นไม่มีทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนำทาง หรือใครที่จะตรวจให้แน่ใจว่าพาสปอร์ตของพวกเราได้รับการแสตมป์ หรือแม้กระทั่งตรวจสอบว่าผู้โดยสารมีพาสปอร์ตจริงหรือเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของพวกเรา แต่อย่างน้อยทุกสิ่งก็จบลงด้วยดีในท้ายที่สุด เรือเริ่มล่องผ่านน้ำ ดินแดนแสนลึกลับสำหรับผมกำลังปรากฏให้เห็นเหนือเส้นขอบฟ้า ในใจผมจินตนาการถึงการผจญภัยและประสบการณ์จากดินแดนนามเมียนมา

 

ปั่นจักรยาน

 

        และทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเหมือนอีกฝั่ง เมื่อผมขึ้นฝั่งที่อำเภอเกาะสอง ประเทศเมียนมา ไม่มีใครคอยบอกทาง ผมต้องถามคนแถวนั้นและค้นหาด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวเอง และสิ่งที่ผมพบอย่างแรกก็คือผู้คนส่วนใหญ่มีสีอะไรบางอย่างแต้มอยู่บนหน้า ไม่ว่าจะหญิง ชาย หรือเด็กๆ บางคนดูเหมือนป้ายไปสุ่มๆ บางคนป้ายแค่จมูกและแก้ม และบางคนป้ายมันอย่างประณีตเป็นลวดลาย ผมมารู้ภายหลังว่าสิ่งที่พวกเขาใช้ทาหน้านี้เรียกว่า ‘ทานาคา’ มันเป็นสิ่งที่ใช้ปกป้องผิวหนังของพวกเขาจากความร้อนของแสงแดดตามประเพณี ผู้คนส่วนใหญ่สวมใส่ ‘ลองยี’ (Longyi – โสร่งพม่า—ผู้แปล) ผืนผ้าที่พันรอบเอวและยาวจนถึงเท้า แทนที่จะใส่กางเกง ความเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมที่ผมเห็นในเมียนมาช่างน่าสนใจ

        ผมได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรปั่นจักรยานจากเกาะสองไปมะริด (เมืองหนึ่งในเขตตะนาวศรี ตั้งอยู่ทางตอนใต้บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน) เพราะตลอดทางแทบจะไม่มีหมู่บ้านหรือร้านค้า ดังนั้น ผมจึงกระโดดขึ้นรถบัสพร้อมจักรยาน และผมคงไม่สามารถมีความสุขมากไปกว่านี้ได้อีกแล้วที่ได้ลงจากรถบัสเมื่อถึงมะริดเสียที เพราะตลอดทั้งเส้นทางประมาณ 400 กิโลเมตรนั้น นักเดินทางต่างเริ่มพากันอ้วก เมื่อรถบัสเข้าสู่ถนนอันขรุขระและต้องเลี้ยวขึ้นลงข้ามเขา มันน่าจะเริ่มจากใครสักคนอ้วกก่อน แล้วก็กลายเป็นภาวะติดต่อ รถบัสถูกอัดแน่นด้วยกลิ่นคลุ้งและเสียงอ้วก ผมทุกข์ทรมานอย่างยิ่งกับการนั่งอยู่บนนั้น ไม่สามารถรอที่จะลงไปสูดอากาศบริสุทธิ์ได้อีกต่อไป

ปั่นจักรยาน

 

        จากมะริด ผมปั่นจักรยานขึ้นเหนือสู่ย่างกุ้ง การปั่นจักรยานในเมียนมาทำให้รู้สึกเหมือนผมกำลังเดินทางย้อนเวลา แค่บางครั้งเท่านั้นที่ผมโชคดีได้ปั่นบนถนนลาดยาง แต่ส่วนใหญ่แล้วผมต้องปั่นไปบนถนนคลุกฝุ่น บ้านและร้านค้าต่างๆ แสนธรรมดา ส่วนใหญ่แล้วสร้างจากไม้ เมื่อปั่นผ่านไร่นา ผมเห็นชาวนาและควายกำลังช่วยกันไถพรวนดิน และเมื่อปั่นผ่านไป ผมก็มักเจอกับพืชผักนานาชนิดขึ้นหนาแน่นเต็มสองข้างถนน มีต้นไม้อยู่ทุกที่ ตั้งโด่งชี้สูงสู่ท้องฟ้า

 

ปั่นจักรยาน

ปั่นจักรยาน

 

      โดยทั่วไป ผมมักปั่นไปตามถนนเส้นหลักเพื่อไปยังสถานที่ที่ผมอยากไป แต่บางครั้งผมก็เริ่มเบื่อที่จะใช้ถนนร่วมกับรถบรรทุก ผมเริ่มเหนื่อยหน่ายกับเสียแตรและก๊าซคาร์บอนที่ลอยอยู่ในอากาศ หลังจากเมืองทวาย ผมจึงลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็กๆ และผมก็ต้องยอมแลกมันกับความสบายทันทีเมื่อถนนลาดยางเปลี่ยนเป็นดิน และท้ายที่สุดกลายเป็นหิน มันยากมากที่จะปั่นบนเส้นทางเช่นนั้น ผมต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายาม อย่างไรก็ตาม ผมรักมันมากกว่าการที่ต้องปั่นร่วมกับรถยนต์หรือรถบรรทุก มันทั้งสงบและอากาศก็สะอาดกว่า จนกระทั่งผมปั่นถึงชายฝั่งที่ผมได้ตั้งแคมป์ข้างๆ อารามสงฆ์ และใช้เวลาช่วงเย็นกินอาหารบนชายหาด มองไปยังความงามของพระอาทิตย์จมดวง อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่าความหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมหายเหนื่อยจากเส้นทางอันลำบาก

 

ปั่นจักรยาน

 

        คืนหนึ่งผมเข้าไปในอารามแห่งนั้นเพื่อจะตั้งแคมป์ แต่ก็ไม่สามารถหาที่เหมาะๆ ได้ พวกเขาจึงจัดหาเสื่อให้ผมหนึ่งผืนปูบนพื้นเพื่อที่ผมจะได้นอน ในตอนเช้า ผมได้รับการต้อนรับด้วยข้าวถ้วยใหญ่ ปลา ไข่ และผัก ซึ่งทำให้ผมซาบซึ้งอย่างยิ่งจนอยากจะบริจาคให้อารามแห่งนั้น ผมมอบเงินจัตเมียนมาให้พระประมาณ 5 ดอลลาร์ฯ แต่แทนที่จะรับเงินจากผม เขากลับผลักมันกลับ หยิบกระเป๋าตังค์ และมอบเงินให้ผมราว 10 ดอลลาร์ฯ แทน ผมหุบกรามลงด้วยความสับสน ไร้คำพูด และพยายามจะโน้มน้าวเขาให้รับเงินบริจาคจากผม แต่เขากลับยืนนิ่ง จนถึงวันนี้ผมยังเก็บเงินนั้นไว้ และจะไม่มีวันลืมอิริยาบถอันงดงามนั้น ผมยังคงขนลุกทุกครั้งเมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาเหล่านี้

        หลังจากปั่นถึงย่างกุ้ง ผมจำเป็นต้องกลับสู่ประเทศไทยผ่านแม่สอด ซึ่งจากตรงนั้นผมสามารถปั่นอย่างช้าๆ ลงสู่กรุงเทพฯ เพื่อนั่งเครื่องบินไปยังกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล นั่นคือจุดสิ้นสุดการเดินทางของผมในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ แน่นอนว่ายังมีอีกหลายอย่างที่รอการค้นพบและสำรวจ ซึ่งผมยังรอได้ในการมาเยือนครั้งต่อไป แต่สิ่งที่รอไม่ได้คือการที่ผมจะถูกล้อมรอบด้วยขุนเขาของเนปาล

 


<<ตอนที่แล้ว          ตอนถัดไป>>

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

Danial Nataporn

มนุษย์ขี้สงสัยดำรงอยู่ในจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด

 

เรื่องโดย

ฆนาธร ขาวสนิท

ฮิปปี้ผู้เดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์