หนังสือเล่มโปรดในหัวใจจากสำนักพิมพ์ a book ของ 10 คนดังหลากสาขาอาชีพ

วิธีง่ายที่สุดในการเติมความรู้ให้ตัวเอง คือการหยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่ม และอ่านเรื่องราวที่อยู่ในนั้นอย่างตั้งใจ ‘ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ไม่ให้ความรู้อะไรกับคนอ่านเลย’ เพราะหนังสือคือแหล่งความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

     หนังสือบางเล่มของผู้เขียนชื่อดังอาจถูกกล่าวถึงและหยิบยกมาอ้างอิงอยู่บ่อยๆ ในขณะที่หนังสือบางเล่มที่เป็นเพียงแค่สมุดบันทึกของเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งอาจจะถูกลืมทิ้งไว้ในห้องสมุดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านมายาวนาน แต่ทั้งหมดคือขุมทรัพย์แห่งปัญญา เป็นสมบัติที่จับต้องได้ ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

      เมื่อคุณอ่านหนังสือมาจนถึงตอนจบ ไม่ว่าคุณจะเลือกเก็บเข้าชั้นหนังสือ หรือใส่ลงไว้ในกล่องเพื่อนำไปส่งต่อ สุดท้ายเราเชื่อว่ายังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ช่วยพลิกความคิด ทัศนคติ ความรู้สึก แม้กระทั่งแนวทางการใช้ชีวิต หรือสามารถกระชากตัวตนที่นอนนิ่งๆ ของคุณออกมาได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ทันทีที่อ่านจบ แต่ทุกอย่างจะค่อยๆ ซึมซับต่อยอดและผนวกองค์ความรู้และแนวคิดไปกับหนังสือเล่มอื่นๆ ที่วางอยู่บนชั้น ซึ่งหนังสือบางเล่มอาจกลายเป็นต้นตอหรือเป็นบทสรุปแนวคิดให้คุณได้เอง

     หากคุณยังไม่แน่ใจ อยากให้มาร่วมพิสูจน์คุณค่าของหนังสือทั้ง 10 เล่ม จากสำนักพิมพ์ a book ของ 10 บุคคลจากหลากหลายวงการ อาจจะทำให้คุณย้อนกลับไปนึกถึงหนังสือเล่มนั้นของตัวเองอีกครั้ง

 

a book

 

01 Genderism: เปลี่ยนมุมมองต่อเพศ และเปิดมุมมองต่อโลก

‘เอิง’ – ดนุพรรษ์ ยาท้วม มือกีตาร์และนักร้องนำสุดเท่แห่งวง Summer Stop ผู้หลงใหลในเสียงดนตรี การเดินทาง รวมถึงการนั่งลงอ่านหนังสือเงียบๆ ในยามว่าง

     “หนังสือเรื่อง Genderism เอาเรื่องเพศเป็นที่ตั้งในการมองโลกนี้ ทั้งสังคม ครอบครัว การกินอาหาร มารยาท มันทำให้เราเห็นว่า เรื่องเพศมันสามารถไปเกี่ยวโยงกับทุกอย่างได้ และทำให้เรามองโลกละเอียดขึ้น ก่อนหน้าจะอ่านหนังสือเล่มนี้ เรามีเพื่อนเป็นเกย์เยอะ ก็มองว่าเกย์คือเพศที่สาม หรือเป็น ‘ดอกไม้พลาสติก’ (เปรียบกับผู้หญิงซึ่งเป็นดอกไม้แท้) แต่พอเราอ่านจบ มันทำให้รู้ว่าโลกนี้ไม่มีหรอกคำว่าเพศที่สามหรือดอกไม้พลาสติก เพราะเพศชายหญิงมันไม่ใช่เพศหนึ่งและสอง ใครก็ตามในโลกนี้ ไม่ว่าจะชอบเพศไหน ชายชาย หญิงหญิง ทุกคนคือเพศที่หนึ่งหมด

     “สิ่งที่เราเห็นด้วยที่สุดกับหนังสือเล่มนี้ คือตอนที่ผู้เขียนบอกว่ากระทรวงวัฒนธรรมควรจะส่งเสริมความหลากหลายของวัฒนธรรม แต่กลายเป็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมของประเทศเรากลับเน้นวัฒนธรรมแค่แบบเดียว คือผู้ชายต้องโตมาเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ต้องให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้ ส่วนผู้หญิงก็ต้องน่ารักเรียบร้อย แล้วก็เอาชุดความคิดนี้ไปผูกกับทุกคนในสังคมว่าวัฒนธรรมที่ถูกต้องมันมีแบบเดียว ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เลย

     “ถึงจะเป็นประเด็นเรื่องเพศ แต่เราว่าหนังสือเล่มนี้ย่อยไม่ยากนะ เพราะมันค่อนข้างตรง ใครอ่านก็เข้าใจ แต่เราคิดเอาเองว่า ถ้าคนอ่านคิดตรงข้ามกับคนเขียนอาจเกลียดหนังสือเล่มนี้ไปเลย (หัวเราะ) แต่สำหรับเราคิดว่ามันเจ๋งดี”

     Genderism (2013), โตมร ศุขปรีชา: หนังสือที่พูดถึงเรื่องเพศได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาแบบไม่กระมิดกระเมี้ยน โดยขยายมุมมองว่าเพศไม่ใช่เรื่องของอวัยวะเท่านั้น แต่มันแทรกซึมอยู่ในทุกบริบทสังคม

 

a book

 

02 ดินแดนแสนดอกไม้: สร้างแรงบันดาลใจมหาศาล

‘ยอร์ช’ – สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ เจ้าของเพจ Gluta Story อันโด่งดัง ปัจจุบันมีน้องหมาวิ่งอลหม่านอยู่ในบ้านถึง 7 ตัว ขนาดหนังสือเล่มโปรดที่เขาเลือกมาให้เรายังมีรอยเขี้ยวเจ้าตัวป่วนปรากฏอยู่บนปกตั้งหลายรอย

     “ตอนทำงานกำกับหนังโฆษณา พี่เม้ง ชูใจ (ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์) เอาหนังสือเล่มนี้มาให้ผมเป็นของขวัญวันเกิด ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเขาให้เพราะอะไร แต่พออ่านก็เข้าใจว่ามันเป็นหนังสือที่รวบรวมปัญหาต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งได้รับการแก้ไขโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ เช่น ในประเทศอังกฤษ เคยมีปัญหาคนชอบแปะโปสเตอร์ตามกำแพง ถ้าเป็นเทศกิจก็ต้องทำความสะอาด ทาสีใหม่ แต่ก็มีกลุ่มคนหนึ่งเอาสติกเกอร์ไปติดว่า ‘cancelled’ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครมาแปะอีกเลย เพราะไปแคนเซิลงานเขา (หัวเราะ)

     “หนังสือเล่มนี้ช่วยบอกความหมายของความคิดสร้างสรรค์ในมุมที่เราไม่เคยรู้เลยว่ามันทำได้ขนาดนี้ อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าอยากสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกบ้าง อย่างหลายๆ โปรเจ็กต์ที่ผมทำ ทั้ง The First Hug ที่ไปกอดหมาจรจัดทั่วหมู่บ้าน หรือไปอาบน้ำหมาทั่วหมู่บ้าน ก็ได้รับเชื้อเพลิงมาจากหนังสือเล่มนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมหาศาล”

     ดินแดนแสนดอกไม้ (2013), ทรงกลด บางยี่ขัน: เรื่องราวความคิดสร้างสรรค์เล็กๆ ง่ายๆ ของผู้คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น รวบรวมมาจากหนังสือเรื่อง ต้นไม้ใต้โลก, ดอกไม้ใต้โลก, ต้นไม้ใต้ดวงอาทิตย์ และเรื่องที่ยังไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มอีกจำนวนหนึ่ง

 

a book

 

03 Paris Souvenir ด้วยรัก, จากปารีส: เปิดบันทึกของภัณฑารักษ์

‘อาร์ต’ – สิโรตม์ จิระประยูร นักอ่านตัวยงผู้อยู่เบื้องหลังร้าน The Booksmith เชียงใหม่ และ The Papersmith by The Booksmith ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า รวมทั้งอดีตผู้บริหาร Asiabooks ที่หลงใหลในหนังสือประเภท Art & Design

     “หยิบมาตอนแรกเพราะปกเลย การดีไซน์ปกเขาเด่นสะดุดตามาก ส่วนการเขียนก็เป็นมุมมองของ Museum Curator จริงๆ เพราะขนาดผมไปปารีสบ่อย ผมก็ไม่เคยได้รู้จักเมืองนี้ในมุมที่เขาเล่ามาก่อน ทำให้รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ลงลึกในเนื้อหา น่าสนใจ ประกอบกับสไตล์การเขียนที่เป็นตัวเองแบบตรงๆ ไม่ได้ถูกบิดให้สวยงามหรือสร้างภาพลักษณ์ มันเลยสนุกดี เหมือนนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นภัณฑารักษ์

     “ชอบตอนที่ผู้เขียนเล่าถึงพุ่มไม้รอบๆ ปารีส ว่าเป็นมุมที่เกย์มักไปมีกิจกรรมอย่างนั้นกัน ซึ่งผมว่าผมก็ไปบ่อยๆ ไม่เคยสังเกตเลย แต่หลังจากอ่านเล่มนี้แล้วได้ไปอีก ก็ทำให้รู้ว่าพุ่มไม้ตรงนี้มันเคยมีประวัตินะ (หัวเราะ) มันช่วยทำให้รอบๆ ตัวเรามีเรื่องเล่า ไปเที่ยวแล้วสนุก

     “การอ่านหนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราพบว่าในโลกนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้ ในชีวิตเราไม่เคยได้นั่งคุยกับภัณฑารักษ์จริงๆ เลย เพราะเขาดูเข้าถึงยาก แต่ โอ๊ต มณเฑียร เป็นภัณฑารักษ์ที่สามารถหยิบจับเรื่องยากๆ มาทำให้ง่ายได้ สำหรับผม การอ่านหนังสือเล่มมันเหมือนหัวสมองเราได้พัก เราได้คิดจริงๆ สายตาได้พัก สมองได้พัก ไม่เหมือนเล่นมือถือ ที่เล่นไปเรื่อยๆ แล้วเราเหนื่อย เบื่อ แต่ก็ถอนสายตาจากมันไม่ได้ แต่พอเราหยิบหนังสือเล่มขึ้นมาแล้วเหมือนทำให้เราได้พักจริงๆ”

     Paris Souvenir ด้วยรัก, จากปารีส (2016), โอ๊ต มณเฑียร: โอ๊ต มณเฑียร ศิลปินนักวาดฝีมือดี ดีกรีอาจารย์สอนศิลปะ จะพาเราเดินเที่ยวปารีสไปพร้อมๆ กับชวนคุยเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์แสนสนุก ครื้นเครง โรแมนติก ไปจนถึงขั้นอีโรติก

 

a book

 

04 Live Love Laugh: วิถีของการใช้ชีวิตอีกแบบ

‘เน็ต’ – นัฎฐกร ปาระชัย นักออกแบบเว็บไซต์และคนรักการอ่าน ผู้ลาออกจากงานประจำมาร่วมก่อตั้งร้านหนังสือออนไลน์ Readery.co

     “ตอนหยิบเล่มนี้มาอ่านเป็นช่วงที่เราออกจากงานประจำมาอยู่บ้านพอดี จึงเป็นหนังสือที่ตรงใจสุดๆ ในขณะนั้น เพราะจากคนที่ตื่นหกโมงเช้า เข้าออฟฟิศ กลับบ้านสองทุ่ม แล้วมาอยู่บ้านตลอด มันก็ต้องเคว้งๆ บ้างในตอนแรก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนการแสดงตัวอย่างของกลุ่มคนที่ทำงานที่บ้าน มันช่วยทำให้เรารู้สึกสบายใจว่ามีคนมากมายที่เขาทำงานที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุขกับคนที่บ้าน แล้วก็เป็นวิถีของการใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง

     “การอ่านหนังสือเล่มมันมีจังหวะเวลาที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในโซเชียลฯ เช่น การอ่านสเตตัส หรืออะไรก็ตามที่อยู่หน้าฟีด ซึ่งเป็นเหมือนการอ่านที่มาแล้วก็ไป เพราะการอ่านหนังสือเล่มมันอาจจะช้ากว่า ใช้เวลาซึมซับนานกว่า ส่วนตัวเราเอง หนังสือยังเป็นสิ่งให้ความบันเทิงเหมือนๆ กับที่เราดูหนัง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ กลางแจ้ง มันเหมือนเราโตมาด้วยการอ่านหนังสือ และใช้มันเป็นเครื่องมือให้ความบันเทิงของเรา”

—

     Live Love Laugh (2009), มนูญ ทองนพรัตน์: เรื่องราวของพื้นที่ส่วนตัวที่เรียกว่า ‘บ้าน’ ของคนทำงานสายสร้างสรรค์ทั้ง 20+1 คน ซึ่งจะมาบอกกล่าวเรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุขในการใช้ชีวิต

 

a book

 

05 The Bear Wish Project: หวนนึกถึงเพื่อนในจินตนาการ

อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งร้านหนังสือออนไลน์ Readery.co โจ วรรณพิณ นักเขียนบทภาพยนตร์ที่หลงใหลการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ และเชื่อว่าการอ่านเป็นเรื่องเซ็กซี่

     “เราเป็นคนที่ชอบคุยกับตัวเอง อยู่กับตัวเอง ซึ่งในสังคมไทยอาจจะมองว่ามันแปลก แต่ในหนังสือเล่มนี้กลับไม่ได้มองอย่างนั้น เพราะตัวละครหลักในเล่มนี้เขาสร้างหมีตัวหนึ่งขึ้นมา และคุยสื่อสารกับหมีในฐานะเพื่อนในจินตนาการของเขา ซึ่งเราเองก็เป็นคนที่มีเพื่อนในจินตนาการแบบนี้ และคุ้นเคยกับการคุยกับตัวเองมาตลอด พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้ก็รู้สึกว่า จริงๆ ที่เราเป็นแบบนี้ก็โอเคนี่หว่า มันไม่ผิดอะไรเลยที่เราจะออกเดินทางไปไหนมาไหนด้วยบทสนทนากับตัวเองแบบนี้ ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

     “แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้เปลี่ยนทัศนคติเราไปในทางบวกมากขึ้น เรามั่นใจขึ้นว่าเราทำแบบนี้มันไม่มีอะไรผิด สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบมองว่าคนอยู่คนเดียวประหลาด แต่ในหนังสือเล่มนี้ก็บอกว่ามันโอเค เราสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข มันคือการได้มีโอกาสคุยหรือทบทวนกับตัวเองในแบบที่ถ้าอยู่กับคนอื่นเราจะไม่ค่อยคิดแบบนี้

     “ถ้าถามว่าในยุคนี้เรายังควรอ่านหนังสืออยู่ไหม เพราะเราเสพข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ตได้เยอะแยะไปหมด แต่สำหรับผม หนังสือเล่มมันไม่ใช่ข้อมูลข่าวสาร แต่มันเป็นเนื้อหาในรูปแบบไหนก็ตามที่มีสตอรีอยู่ในนั้น มนุษย์เป็นสิ่งที่ชอบเล่าเรื่องและชอบฟังเรื่องเล่าอยู่แล้ว ไม่ว่าในรูปแบบไหน เรามองว่ายุคนี้หนังสือเล่มก็ยังสำคัญอยู่ และคงจะยังอยู่ไปอีกนาน”

     The Bear Wish Project (2007), เดปป์ นนทเขตคาม: เรื่องเล่าจากการเดินทางอันไม่ปกติธรรมดาของหมีขี้บ่นจอมปรัชญา กับหนุ่มนักโฆษณาที่กำลังหน่ายโลก

 

a book

 

06 Capital O: นิทรรศการแห่งความสร้างสรรค์ขนาดพกพา

ความคุ้นเคยกับการได้สัมผัสวัตถุและได้กลิ่นกระดาษจากหนังสือ บวกกับการได้ซึมซับภาพประกอบและภาพถ่ายจากนิตยสารในวัยเยาว์ ทำให้ นักรบ มูลมานัส ได้ก่อร่างแรงบันดาลใจจนกลายมาเป็นนักทำภาพประกอบและศิลปินผู้สร้างงานคอลลาจผ่านการละลายความเป็นไทยเข้ากับศิลปะตะวันตกออกมาเป็นผลงานได้อย่างเฉียบคม

     “ย้อนกลับไปสมัยเรียนเรียนมหาวิทยาลัย ‘โอ’ – ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ คือนักวาดภาพประกอบที่โด่งดังและเป็นไอดอลให้กับเด็กๆ รวมถึงเรามาโดยตลอด จนวันหนึ่งพี่เขาออกหนังสือรวมผลงานการออกแบบกับสำนักพิมพ์ a book ชื่อว่า Capital O เล่มใหญ่โตอลังการ หน้าปกคลุมด้วยสีดำทั้งหมด ส่วนด้านในหนังสือนอกจากจะได้เห็นผลงานแขนงต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว เรายังเห็นความครีเอตที่นำมาใช้กับงานหนังสือโดยเฉพาะ นั่นก็คือ แทนที่จะใช้เลขหน้าแบบเลขโรมันหรือเลขไทยทั่วไปแต่เขากลับใช้วิธีแบ่งเลขหน้าออกตาม A-Z ซึ่งแต่ละตัวอักษรก็จะเป็นประเภทผลงานที่แตกต่างกันออกไปในทุกๆ แพลตฟอร์ม และทุกๆ ผลงานก็จะมีข้อความสั้นๆ ให้อ่าน จุดนี้เองที่ช่วยสอนวิธีคิดงานให้เรา จนกลายเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจได้ตั้งแต่หน้าแรก ตัว A–a day จนถึงหน้าสุดท้ายที่ชอบมากคือ ตัว Z- Zcongklod กับการออกแบบภาพปกหนังสือ สองเงาในเกาหลี สำนักพิมพ์ a book ซึ่งเป็นบทจบที่กระตุ้นให้เราอยากเป็นคนที่สามารถคิดงานภายใต้โจทย์ที่หลากหลายให้ได้เหมือนพี่เขา

     “เรามองว่า การอ่านเป็นเรื่องของเจเนอเรชันเหมือนกัน อย่างเราโชคดีที่เกิดในยุคแห่งการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ โดยไม่เกี่ยงความหนา แล้วหนังสือประเภทวรรณกรรมและนิตยสารก็อยู่ในกระแส พอเราเติบโตจนได้เป็นคนทำงานด้านศิลปะ เราก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนเลยว่าการอ่านคือ รากฐานสำคัญที่ทำให้คนเรามีคลังความรู้มากมายและเพียงพอที่จะหยิบจับสิ่งต่างๆ ที่เคยอ่านมาใช้ ยิ่งได้อ่านหลากหลายประเภทมากเท่าไรก็จะยิ่งมีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น การอ่านยังสัมพันธ์ไปกับช่วงวัย อย่างเราในวัยทำงานก็จะเริ่มอ่านหนังสือนิยาย เติมความรู้ด้วยหนังสือประเภท non ffiiction เกร็ดความรู้หรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อนำมาประมวลให้กลายเป็นคอนเทนต์ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นผลงานในสไตล์ของตัวเอง และเรายังคงเชื่อมั่นว่า ต่อให้ความนิยมในรูปเล่มของหนังสือจะลดลง พฤติกรรมการอ่านของผู้คนจะเปลี่ยนไป หรือยุคสมัยหมุนไปเร็วแค่ไหนก็ตาม แต่การอ่านจะสร้างประโยชน์ให้กับทุกคนได้เสมอ”

     Capital O (2014), ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์: หนังสือรวมงานภาพประกอบและงานออกแบบต่างๆ กว่า 1 ทศวรรษ หรือเรียกอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นนิทรรศการขนาดพกพาที่บรรจุผลงานทุกแขนงไว้บนหน้ากระดาษของ ‘โอ’ – ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ นักทำภาพประกอบชื่อดัง โดยหนังสือเล่มนี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับนักทำภาพประกอบรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

 

a book

 

07 In My Life: อย่าปล่อยให้ทุกสิ่งสายเกินไป

หญิงสาวที่มักคลาดกันไปมากับเราตลอดเพราะทุกครั้งที่เราคุยกับ บุญมนัสสวัสดี ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา หรือที่เธอเรียกตัวเองว่า ‘เนิฟ’ เธอจะบอกกับเราเสมอว่าตัวเองกำลังจะออกเดินทางไปที่นั่นที่นี่ทุกครั้ง จนบางทีก็คิดว่าเรากำลังคุยกับคนเร่ร่อนอยู่หรือเปล่า แต่การย่ำโลกของเธอก็ทำให้เกิดหนังสือที่ชื่อว่า ​Wall Street Journey ขึ้นมา แถมติดอันดับหนังสือขายดีอยู่ตอนนี้ด้วย

     สำหรับเราที่โตมากับเพลงของ The Beatles (ในแง่นี้หมายถึงเคยได้ยินพ่อเปิดให้ฟังนะ ไม่ใช่ทันยุคจอห์น เลนนอนเป็นวัยรุ่น) แค่เห็นชื่อหนังสือ In My Life ก็อดไม่ได้ที่จะต่อท้ายให้ว่า ‘I love you more’ เพราะมันเป็นทั้งชื่อเพลงทั้งวรรคทอง ที่สำคัญเนื้อหาในเล่มยังมีความหมายไปทางเดียวกับเนื้อเพลงอีกต่างหาก คือการรำลึกถึงคนสำคัญในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

     “In My Life เป็นหนังสือที่อ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนโดนพี่โหน่งลากมาตบแรงๆ ด้วยปก ไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละหน้าที่มีลายเส้นสลับกับข้อความจำนวนน้อยบรรทัดนั่น จะทำให้ร้องไห้ฉิบหายวายวอดได้ขนาดนี้ อะไรต่อมิอะไรพุ่งเข้าใส่จนพรุนไปหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าอธิบายอย่างง่าย มันคือหนังสือนิทานประกอบภาพสำหรับครอบครัว เหมาะจะยื่นให้พ่อแม่อ่าน ยิ่งคนเป็นลูกยิ่งควรอ่าน เล่าถึงชีวิตเด็กหญิงและเด็กชายสองคนซึ่งเติบโตจากพื้นเพที่ต่างกัน แต่มีความบิดเบี้ยวในช่วงวัยเด็กที่เกิดจากการเลี้ยงดูคล้ายๆ กัน หลายส่วนในชีวิตของตัวละครใกล้เคียงกับเรา จนคิดว่าตัวเองเข้าใจอารมณ์เด็กสองคนนี้พอสมควร (โดยเฉพาะหมูปั้นก้อนชุบแป้งทอดเหยาะซอสแม็กกี้ของแม่)

     “สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก In My Life มีหลายเรื่อง ไม่ใช่ตรรกะยิ่งใหญ่ไกลตัวอะไรเลย แค่เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ ข้อแรก ยิ่งใกล้ชิดกันเท่าไร ยิ่งต้องระวังและดูแลจิตใจกันมากเท่านั้น ไม่ว่าจะพ่อแม่ต่อลูก หรือลูกต่อพ่อแม่ก็ตาม เด็กในเรื่องมีความทรงจำอันเจ็บปวดจากคนใกล้ชิด มันส่งผลยังไงเมื่อโตขึ้น สอง เรียนรู้ถึงการทำเวลาหล่นหาย ช่วงเวลาสำคัญที่อาจจะผ่านเข้ามาแค่ครั้งเดียว ทำยังไงไม่ให้มันผ่านเลยไปเฉยๆ แล้วมานั่งเสียใจเอาทีหลัง

     “เราอ่าน In My Life ตอนอายุยี่สิบ ยังเด็กถ้าเทียบกับวัยผู้ใหญ่ซึ่งเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็โตพอที่จะเคยทำผิดหลายหน ไม่ต่างจากตัวละครในเล่ม พอย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งดีๆ และพลาดๆ ทั้งปวง ก็พบว่าการใช้ชีวิตแบบคิดช้าไปหนึ่งก้าวเป็นเรื่องน่าเสียดายอันดับต้นๆ เสมอ ทำไมทำผิดซ้ำซากกับเรื่องนี้เยอะเหลือเกินจนน่าหงุดหงิด ซึ่งก็โชคดีที่เหมือนมีพี่โหน่งเข้ามาช่วยเรียกสติให้ว่า พอได้แล้วไหมล่ะ อย่าปล่อยให้ทุกสิ่งสายเกินไป มนุษย์ไม่ควรมานั่งพูดว่า ‘รู้งี้นะ…’ กันบ่อยๆ หรอก โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว ยิ่งเมื่อตัวเองเป็นลูกที่ได้รับการดูแลอย่างดีมาตลอด ยิ่งควรเอาใจใส่กลับไปให้มาก ไม่ใช่เพื่อทดแทนบุญคุณ แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว ตลอดชีวิตอาจมีความผิดบ้าบอเป็นล้านข้อที่คนเราเคยพลาด แต่อย่าให้หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องครอบครัวเด็ดขาด

     “ ‘ทุกวันนี้แม้ว่างานจะยุ่งแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมให้มันเป็นข้ออ้างที่จะไม่กลับบ้าน ทุกวันหยุด เด็กชายจะกลับมาหาเด็กหญิงที่เขารักตลอดชีวิต กลับมาอยู่ใกล้ๆ กัน กินข้าวด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เพื่อที่เด็กหญิงคนนี้จะได้ไม่เหงา ไม่อ้างว้างอีกต่อไป’ เป็นไง… ตายไปเลย กับวรรคเปลี่ยนชีวิต

     In My Life (2012), วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์: นิยายภาพจาก วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เป็นเรื่องราวของเด็กชายผู้อาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคา และเด็กหญิงผู้เกลียดวันอาทิตย์ เมื่อสองคนมาเจอกัน จึงเกิดเป็นบันทึกชีวิตฉบับสีน้ำที่ละเมียดตาละมุนใจที่สุด

 

a book

 

08 a team junior diary: บันทึกของคนหนุ่มสาวกับการฝึกงานใน a day

ผูกพันกับนิตยสาร a day มานานตั้งแต่การเข้ามาเป็นหนึ่งใน a team junior รุ่นที่ 3 จึงไม่แปลกใจเลยเมื่อเราถาม ‘เอี่ยว’ – ศิวะภาค เจียรวนาลี บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day ว่าหนังสือเล่มไหนที่เขารู้สึกผูกพันมากที่สุด และคำตอบที่ได้รับก็คือ บทบันทึกชีวิตของคน a day เล่มนี้

     “ผมรู้จักโครงการฝึกงาน a team junior ครั้งแรกจากนิตยสาร a day แต่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเขาทำอะไรกันจากหนังสือเล่มนี้ a team junior diary เป็นบันทึกการฝึกงานของจูเนียร์รุ่นที่สอง นอกจากจะบอกว่าพี่ๆ ที่ a day สอนอะไรหรือให้ทำอะไร มันยังเป็นเหมือนจดหมายเหตุบันทึกชีวิตของเด็กวัยรุ่นช่วงนั้น พวกเขาชอบอะไร กินอะไร ไปที่ไหน สังคมตอนนั้นมีอะไรที่ส่งผลต่อความคิดของวัยรุ่นบ้าง แน่นอนว่าหลังจากอ่านเล่มนี้ มันทำให้ผมลองสมัครโครงการนี้ และทำให้ชีวิตพลิกผันกลายมาเป็นบรรณาธิการบริหาร a day จนถึงวันนี้”

     a team junior diary (2005), a team junior รุ่น 2: บันทึกชีวิตและความคิดของคนหนุ่มสาว 15 คน ในระยะเวลาสามเดือนของการเข้ามาฝึกงานและเรียนรู้การทำนิตยสาร a day โดยเรื่องราวในสามเดือนที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับ a day รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้

 

a book

 

09 A Dream to Die for ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว: นิยามความสำเร็จและคุณค่าของความพยายาม

สำหรับ ‘อิ้งค์’ – วรันธร เปานิล เธออาจจะบอกผ่านซิงเกิลใหม่ล่าสุดไว้ว่า ความลับมีในโลก แต่ถ้าเป็นสิ่งดีๆ ที่ได้รับมาจากการอ่านหนังสือแล้ว เธอพร้อมที่จะบอกคุณทันทีโดยไม่มีความลับอะไรทั้งนั้น

     “เราซื้อหนังสือเล่มนี้มาในช่วงที่ตัวเองกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงาน แล้วหนังสือเล่มนี้ก็ให้แรงบันดาลใจกับเรา หนังสือพูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เขาไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา จากคนที่เคยใช้ชีวิตประสบความสำเร็จมาตลอด พอไปอยู่ที่อเมริกากลายเป็นเขาต้องปรับตัวหลายอย่างจนทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย เรียนจบมาสมัครงานก็ไม่ได้สักที่ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้เขาสมัครงานถึง 3,000 ครั้ง จนสุดท้ายเขาก็ได้งาน ทำให้เรารู้ว่าชีวิตบางทีก็ต้องเจอเรื่องยากระหว่างทาง ซึ่งแต่ละคนก็ต้องผ่านจุดที่ยากเพื่อที่จะประสบความสำเร็จได้ อ่านจบแล้วทำให้เรากลับมาตั้งใจทำงานต่อด้วย (หัวเราะ)

     “หนังสือแต่ละเล่มมีรายละเอียดอยู่ข้างใน ไม่เหมือนกับการที่เราอ่านอะไรสักอย่างบนเว็บไซต์ อย่าง A Dream to Die for ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว ภายในเล่มก็จะมีดีเทลว่าอาจารย์พูดกับเขาว่าอย่างไร หรือความรู้สึกตอนที่เขาได้งานแล้วเขาโทร.ไปบอกเพื่อนทุกคนแล้วร้องไห้ มันคือสิ่งที่อยู่ในหนังสือที่เราต้องเข้าไปอ่านเอง แม้ชีวิตของเราตอนนี้จะจับโทรศัพท์มากกว่าอะไรทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะกลับมาอ่านหนังสือ เพราะนอกจากจะได้ทำสมาธิไปด้วยแล้ว เราจะรู้เรื่องนั้นๆ ได้ลึกขึ้นกว่าการที่อ่านแค่คำคมหรือแค่คำโปรยที่คนชอบแชร์กัน”

     A Dream to Die for ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว (2017), มาโนช พฤฒิสถาพร: หนังสือที่เล่าเรื่องชีวิตในโรงเรียนธุรกิจระดับโลกของ มาโนช พฤฒิสถาพร ว่าการหางานในอเมริกายากกว่าที่ไทยแค่ไหน อยากทำงานบริษัทสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์มีหนทางไหม และเมื่อสมัครงานไปถึง 3,000 ครั้งแล้วล้มเหลวทุกครั้ง ต้องสู้ต่อและพัฒนาตัวเองอย่างไรถึงจะได้งานในฝัน

 

a book

 

10 สองเงาในเกาหลี: เรื่องราวอบอุ่นหัวใจในต่างแดน

เราอาจจะรู้จัก กันต์ ชุณหวัตร ในฐานะของนักแสดงหรือนักร้องจากค่าย BOXX MUSIC แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้ก็รักการอ่านหนังสือดีๆ ไม่แพ้ใครเหมือนกัน

     “หนังสือพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรกๆ ที่เปิดมุมมองในการอ่านหนังสือให้กับผม จากที่แต่ก่อนจะอ่านแต่หนังสือการ์ตูน สองเงาในเกาหลี เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกอุ่นขึ้นมาทันที พี่ก้อง ทรงกลด เขียนเรื่องราวออกมาได้โรแมนติกมากๆ เพราะก่อนหน้านั้นเวลาอ่านหนังสือที่ไม่มีภาพประกอบผมจะไม่ค่อยรู้สึกหรืออินตามไปด้วย หนังสือเล่มนี้กลับทำให้ผมเห็นภาพลอยขึ้นมาจากในหัว และทำให้ผมตามไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ต่อ

     “ตอนนี้พ็อกเกตบุ๊กก็ยังมีออกมาให้เราอ่านกันเยอะ แต่หนังสือที่เราอ่านแล้วรู้สึกว่าได้อะไรจากการอ่านกลับน้อยลงมาก ผมว่าอาจจะเป็นเพราะนักเขียนหลายคนเขาไม่สามารถสร้างมวลสารบางอย่างให้เกิดขึ้นในเรื่องราวที่เขียนได้ อาจจะเป็นเพราะยุคสมัยก็ได้ ที่คนชอบเสพอะไรง่ายๆ เร็วๆ ย่อยมาแล้ว เลยทำให้คนเขียนหนังสือต้องสร้างเรื่องราวที่กระชับขึ้น จึงทำให้ขาดความละมุนบางอย่างแบบที่หนังสือยุคก่อนมี ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมก็ยังชอบที่จะตามหาหนังสือที่ดีที่อ่านแล้วรู้สึกทำให้หัวใจตัวเองอุ่นขึ้นอยู่เสมอ”

     สองเงาในเกาหลี (2006), ทรงกลด บางยี่ขัน: เรื่องราวของสองชายหญิงชาวไทยที่ไม่รู้จักกัน แต่บังเอิญไปพบ และอยากเดินทางร่วมกันในเกาหลี จึงก่อให้เกิดเรื่องราวคล้ายจะโรแมนติกระหว่างคนแปลกหน้า ทำให้เมืองที่มีอากาศหนาว กาแฟอุ่น แสงดาว รอยเท้าไดโนเสาร์ และผัดวุ้นเส้น กลับมีความหมายขึ้นมาอย่างที่หาไม่ได้จากเงาเดียว

 


หนังสือมีขา

a book

     มหกรรมลดราคาหนังสือครั้งยิ่งใหญ่ของ godaypoets ที่ไม่ต้องวุ่นวายฝ่าฝูงชนออกไปซื้อที่ไหน เพียงแค่สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ godaypoets.com หรือ inbox เพจเฟซบุ๊ก godaypoets เหล่าหนังสือมีขาก็เดินมาหาถึงบ้านในราคาพิเศษ เริ่มต้นที่เล่มละ 20 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2561 เท่านั้น

Share Post
Like 0 View 2387

Author

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวอวบขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมัน ผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว พยายามกินอาหารมังสวิรัติ แต่ตัดใจจากหมูกรอบไม่ได้สักที

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

นักขีดๆ เขียนๆ เริ่มเขียนแบบไดอารี่จริงจังก็ตอนอยู่ม.2 ด้วยเหตุผลเดียวคือกลัวตัวเองสมองเสื่อมกะทันหัน จนทำงานเขียนมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเรื่องตัวเองไม่เขียนแล้ว เพราะคิดว่าไม่ลืมชัวร์ แล้วหันมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนอื่นแทน!