แด่รัฐ จากผู้ถูกห้ามมีบทบาท

Feature
7 Jan 2021
เรื่องโดย:

adB Team

        ในการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมา มีหลากหลายปัญหาที่ถูกนำมาพูด มีพื้นที่ให้กับคนหลากหลาย รวมถึง คุณลุงบรรพต ไชยะล้า ผู้พิการที่ออกมาพูดเรื่องปัญหาของคนพิการ ปัญหาที่รัฐไม่เคยมองเห็น

        “คนพิการอย่ามีบทบาทมาก”

        หนึ่งในคำพูดที่คุณลุงบรรพตเคยได้รับและอาจจะเป็นบทบาทที่ผู้พิการในสังคมไทยส่วนใหญ่ถูกมอบให้โดยไม่เต็มใจนัก ทำตัวน่าสงสารสิคนจะได้เอ็นดู บทบาทของคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว จริงหรือ

        บรรบต ไชยะล้า นายกสมาคมสมาคมแพทย์แผนไทยส่งเสริมสุขภาพ อายุ 46 ปี เดินทางด้วยการปั่นจักรยานมาจากย่านอุดมสุข ไปในหลายการชุมนุม เพื่อพูดเรื่องความเป็นมนุษย์ สิทธิคนพิการ ความเท่าเทียม และการจ้างงานคนพิการ

        คนพิการล้วนถูกผลักออกจากสิทธิการใช้ชีวิตพื้นฐานในสังคม ทางเท้าขรุขระที่อันตราย ขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อกับผู้พิการ รถเมล์ชานสูงเป็นส่วนมาก สถานศึกษาที่ไม่มีทางลาด เบรลล์บล็อกที่ถูกวางอย่างไร้ระเบียบ ปัจจัยหลายอย่างนี้ล้วนผลักคนพิการออกไปจากการเข้าถึงการศึกษาและสังคมชีวิตประจำวัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยนักเมื่อรัฐไม่ได้เปิดโอกาส ให้พบ ให้รู้จักคนพิการ คนพิการจึงกลายเป็น ‘คนอื่น’ คนที่น่าจะมีบทบาทแบบนี้ตามละคร คนที่น่าจะมีบทบาทแบบนั้นตามโฆษณาเสริมสร้างกำลังใจ

แด่รัฐ

        ในสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนทุกส่วนล้วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย  แม้ผู้พิการจะได้นโยบายที่ช่วยเหลือจากรัฐอย่างสิทธิ์กู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อประกอบอาชีพรายละ 10,000 บาท โดยปลอดดอกเบี้ยและไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน แต่ก็ยังคงมีปัญหาได้ด้านการเข้าถึงอยู่ หรือจะเป็นมาตรการช่วยเหลือด้วยเงิน 1,000 บาทแบบครั้งเดียวจบโดยไม่ต้องลงทะเบียนก็นับเป็นเงินเพียงน้อยนิดที่ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่มีต้นทุนสูงกว่าคนไม่พิการได้ เมื่อเทียบกับการลงทะเบียนโครงการ ‘เราไม่ทิ้งกัน’ ที่แจกเงินคนทั่วไปคนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งก็ยังนับว่าน้อยนิดและเข้าถึงได้ยากอยู่ดีกับประชาชนทั่วไป

        “เงินกู้คนพิการตอนนี้ก็กู้ไม่ได้แล้วนะครับ เงิน 10,000 บาท ที่ไม่ต้องให้คนค้ำประกัน รัฐบาลประกาศเองเลย ก็ยังทำไม่สำเร็จ ร่างระเบียบยังไม่เสร็จเลย ตอนนี้จะสิ้นปีอยู่แล้วยังกู้ไม่ได้ครับ โรคโควิด-19 เข้ามา รัฐช่วยเหลือแค่ 1,000 บาท แต่คนไม่พิการได้รับการช่วยเหลือ 5,000 บาท มันหมายความว่ายังไง พูดเรื่องนี้ทุกครั้งในที่ชุมนุม ก็อยากกระทุ้งให้คนพิการและคนอื่นๆ ด้วย

        ไม่ใช่เพียงคนพิการที่ถูกผลักออกจากสังคม แต่ยังมีประชากรอีกหลายกลุ่มที่ถูกหลงลืมและทอดทิ้งจากรัฐ ด้วยระบบคัดกรองที่ไม่ชัดเจนทำให้กำหนดการเข้าถึงได้แค่คนบางกลุ่ม           

        “มันได้ไม่ทั่วถึงกันเราก็ต้องคำนึงถึงคนรุ่นเก่าที่เล่นอินเทอร์เน็ตไม่เป็น อะไรไม่เป็นด้วย แต่รัฐบาลไม่ได้สนใจตรงนี้ เอาแค่มาลงคอมพิวเตอร์บางคนเล่นไม่เป็น มันเข้าถึงไม่ได้”

        ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยของคนพิการ, เราไม่ทิ้งกัน หรือแม้แต่โครงการในปัจจุบันอย่าง ‘คนละครึ่ง’ ล้วนผลักประชาชนบางกลุ่มออกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง การจำกัดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ ทำให้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องแข่งกับประชาชนในการได้รับสิทธิ คล้ายกับรัฐกำลังตัดสินว่าคนกลุ่มไหนจะเดือดร้อน รับผลกระทบผ่านเกณฑ์ของสังคม จึงจะได้รับการถูกช่วยเหลือ  

        ในส่วนของกฎหมายการจ้างงานคนพิการ แม้ว่าจะมี พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กำหนดว่าสถานประกอบการ  ต้องส่งเสริมการอาชีพของคนคนพิการ แต่ก็ยังมีคนพิการถูกเอาเปรียบจากระบบ เพราะผู้พิการขาดการรับรู้สิทธิ์ของตน และบางสถานประกอบการก็ขาดความรู้ในตัวกฎหมาย

        “รัฐบาลไม่เคยประกาศ เป็นพระราชบัญญัติที่ออกมาสวยหรูมาก พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แต่ใช้ไม่ได้จริง ตามมาตรา 35 ให้สัมปทานกับคนพิการไม่ว่าภาครัฐภาคหรือเอกชน แต่รัฐไม่เคยเอามาตราตัวนี้มาพูดให้กับคนพิการ มันผิดกฏหมายอยู่แล้วครับถ้าไปเจอคนพิการที่มีความรู้เรื่องนี้ อย่างผมเคยขอใช้สิทธิตามมาตรา 35 เขาอ้างว่าไม่มีกฏหมายบังคับ ที่จริงกฏหมายจะต้องบังคับใช้ แต่หน่วยงานหลายหน่วยงานไม่ได้มีความมั่นใจในเรื่องคนพิการและบางที่ก็จ้างตามกฏหมายเพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี รัฐไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลกฎหมายการจ้างงานคนพิการให้ทั่วถึง แล้วมาตรานี้ก็ไม่ได้อยู่ในฉบับกฏหมายรัฐมนูญอย่างแท้จริง นี่ก็เป็นเรื่องที่เอาไปพูดทุกครั้ง แล้วบางทีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนยังไม่รู้ว่าพัฒนาสังคมมนุษย์มีความหมายยังไง พัฒนาสังคมมนุษย์หมายถึงความมั่นคงของชีวิตคนพิการร่วมทั้งคนทั่วไปด้วย แม้แต่ตัวอักษรเบรลล์ เบรลล์บล็อก สำหรับคนพิการก็ไม่ได้มีอยู่ทั่วถึง  เรื่องของคนพิการออกกฏหมายมาก็จริง แต่มันไม่เคยปฏิบัติได้จริง”

บทบาทของคนพิการ

        บทบาทในพื้นที่ชุมนุมของคุณลุงบรรพตเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ในการต่อต้านการรัฐประหารครั้งที่ 11 ของประเทศไทย ปัจจุบันปี พ.ศ. 2563 รัฐประหารมามีถึงครั้งที่ 13 แล้ว การเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงอยู่   ในมุมมองของคนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยมานาน กระบวนการชุมนุม วิธีการต่อสู้เปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่เราเรียกร้องอยู่ยังเป็นเรื่องเดิม

        “มันต่างหลายอย่างนะครับ เจ้าหน้าที่ก็ไม่กล้าใช้ความรุนแรงในที่ชุมนุมเหมือนเมื่อก่อน มีกล้องมือถือขึ้นมาเกือบทุกคน การเมืองมันเข้าไปถึงคนทุกวัยเพราะอะไร ก็เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม เด็กก็สงสารพ่อแม่ที่ทำงานหนักขึ้น อย่างการชุมนุมเมื่อก่อนจะไม่มีการกระจายการพูด ต้องฟังแกนนำ แต่ตอนนี้มีพื้นที่ ที่ทุกคนออกมาพูดได้  เมื่อก่อนมันมีการจ้างกันมา แต่เด็กยุคนี้มา เขาก็หารเงินกัน เอาน้ำเอาอะไรมากินเอง ถึงเวลาชุมนุมก็ชุมนุม ถึงเวลาเลิกก็เลิก”

        ในการเคลื่อนไหวออกมาพูดเรื่องความเป็นธรรมของคุณลุง ไม่ใช่ในที่ชุมนุมอย่างเดียว แต่ยังมีการลงไปพูดและช่วยเหลือคนพิการในพื้นที่อื่นๆ ด้วย

        “เคยมีคนมาคุยกับผมเป็นการส่วนตัว เขาบอกยังไงรู้ไหม  ‘พี่เบาๆ หน่อยได้ไหม คนพิการอย่ามีบทบาทมาก’ ตอนนั้นผมก็ยังเล่นพวกคอมพิวเตอร์อย่างนี้ไม่เป็นนะ ผมก็เลยต้องพยายามศึกษา ผมพยายามผลักดันเรื่องนี้ให้ได้ ผมพูดหนักที่สุดในเรื่องความเป็นธรรม ความเสมอภาค มันไม่ได้เท่าเทียมกัน เราไม่ได้ต้องการที่จะให้คนแค่เข้ามาบริจาค การบริจาคเงินแปปเดียวก็หมด ต้องผลักดันเรื่องอาชีพ ต้องเข้าถึงทุกด้าน แม้แต่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดรับคนพิการจริง ไม่ได้มีความรู้ให้คนพิการ บอกให้คนพิการอยู่อย่างสงบเสงมี่ยม รอให้คนสงสาร ผมไม่ต้องการให้คนมาสงสาร ผมต้องการการศึกษา ปัจจัยสี่ ความมั่นคง ใช้อาชีพดีกว่า”

        ชุมนุมการเรียกร้องประชาธิปไตยปัจจุบันมีการเปิดพื้นที่ให้กับคนหลายกลุ่ม ย่อมนำมาสู่ทั้งการเห็นแย้ง เห็นต่าง แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อยืนยันที่พวกเราเรียกร้อง ที่พวกเราต้องการ สังคมที่เราเห็นต่างกันได้และทะเลาะกันได้ เพราะต้องเป็นสังคมที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ปัญหาที่ไกลตัว ปัญหาที่แตกต่าง จึงจะมีเสียงพอให้เราได้รับรู้ ให้เราได้ทำความเข้าใจ


เรื่อง: จิรัฏฐ์ วรรัตนวงศ์
ภาพ: ภัทรวดี ตุ้มชู

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ adB ARENA พื้นที่การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ ร่วมกับกองบรรณาธิการ a day BULLETIN

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่