Comedy Against Dictatorship: กลุ่มคอเมเดียนที่ใช้ความตลกในการบ่อนเซาะอำนาจ

Feature
6 Jan 2021
เรื่องโดย:

adB Team

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาแสดงจุดยืนและอุดมการณ์ของตนเองผ่านการชุมนุมทางการเมืองอย่างหลาก หลายสร้างสรรค์ หนึ่งในความเคลื่อนไหวเหล่านั้น กลุ่ม Comedy Against Dictatorship พวกเขาคือกลุ่มที่ใช้ความตลกและเสียงหัวเราะในการแสดงออกทางการเมืองผ่านโชว์ Stand-Up Comedy (หรือที่รู้จักกันในไทยว่า ‘เดี่ยวไมโครโฟน’) นอกจากพวกเขาจะไปเล่นแสตนอัพคอเมดีในม็อบต่าง ๆ อย่างเป็นประจำแล้ว พวกเขายังจัดงาน ‘Dogtatorship’ งานสแตนด์อัพคอเมดีที่พวกเขาจับมือกับ Rap Against Dictatorship มาร่วมกันเล่นแสตนด์อัพคอเมดีเสียดสีอำนาจเผด็จการอย่างเจ็บแสบเป็นที่สุด

        มาทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากขึ้นกัน ผ่านบทสัมภาษณ์กลุ่มคอเมเดี้ยนที่หยิบเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ แม้ภายในใจของพวกเขาอาจมีความเจ็บปวดจากการโดนกระทำไม่ต่างจากพวกเรา

จุดเริ่มต้นของ Comedy Against Dictatorship

        08: จุดเริ่มต้นมาจากม็อบวันที่ 16 สิงหาคม เพื่อนผมเป็นฝ่ายดูแลศิลปินที่ต้องขึ้นวันนั้น แล้วมันเห็นผมเป็นคอเมเดียนอยู่แล้ว แล้วโทร.มาชวนไปเล่นที่ม็อบไหม คิดว่าเราคงมีเรื่องที่อยากแชร์ แล้วมันเป็นม็อบใหญ่ครั้งแรก เราก็อยากทำ ก็เลยไปลองดู นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการไปเล่นสแตนอัพฯ ในม็อบ

        ที่นี้เวลาเราไป เราก็จะไม่ค่อยอยากจะใช้ชื่อจริงเท่าไร แต่ก็ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร คิดยังไงก็คิดไม่ออก แล้วก็ไปเจอ Rap Against Dictatorship ก็เลยคิดว่าไหน ๆ เราก็เป็นคอเมเดียน ซึ่งมันคือการล้อเลียนอยู่แล้ว ก็เลยลอกชื่อเขามาเลยล่ะกัน ก็เลยกลายมาเป็น Comedy Against Dictatorship

        หลังจากวันนั้น ก็มีม็อบมาเรื่อย ๆ ที่นี้พอมีครั้งที่สองครั้งที่สาม ก็เริ่มมีเพื่อน ๆ มาจอย อย่าง Yoko และ Double B ในงาน ‘Act สิ Art-ศิลปะที่จะไม่ทน’ (ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มศิลปะปลดแอก เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2563 ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร) ไม่ใช่แค่เราคนเดียว เพราะตั้งแต่เริ่มเราก็ไม่คิดว่ามันเป็นของเราคนเดียวตั้งแต่แรกแล้ว อย่างมุกแม่เป็นสลิ่มที่ไปพูดในครั้งแรกก็ผ่านการคุยกับ Kid-F มาก่อน 

จากจุดเริ่มต้นในวันนั้น มีผลตอบรับกลับมาอย่างไร

        08: มีสื่อขอสัมภาษณ์ประมาณสามสี่เจ้า ก็ให้สัมภาษณ์แบบไม่เปิดเผยชื่อจริง แต่ก็มีคนจำเราได้ ทั้งที่อุตส่าห์ทาหน้าขาวขึ้นไปเล่นแล้วแท้ๆ ยังจะจำกูได้อีก

การไปเล่น Stand-Up Comedy ในม็อบ มันแตกต่างจากการเล่น Stand-Up Comedy ปกติไหม

        08: ต่างครับ อย่างแรก มันเป็น Outdoor สำหรับคอเมเดียน การเล่น Outdoor เป็นของขยาดประมาณหนึ่ง มันยาก สิ่งรบกวนมันเยอะ ไม่รู้ว่าคนดูเขาจะโฟกัสกับเราได้มากน้อยแค่ไหน แต่ว่ามันก็มีข้อดีคือ คนฟังทุกคนเขามาโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือมาซัพพอร์ตม็อบ คนดูเข้าจะมีความรู้สึกอยากเอนจอย อยากมีส่วนร่วมกับเรา ไปกับเราเยอะ

        Yoko: ชอบมากเลย ติดใจ ตอนแรกกลัวเหมือนกัน การไปเล่นเอาต์ดอร์นี่มันน่ากลัวมาก แต่พอไปเล่น ทุกสายตามันจับจ้องมาที่เรา คือมองไปไม่ว่าจะไกลเท่าไหน ลองกวาดสายตาไปมุมไหน คนมองมาที่เราหมดเลย และเล่นดีไม่ดีแค่ไหนเขาพร้อมจะซัพพอร์ตเรา เขาไปกับเราในทุกมุก

        Double B: ตอนแรกผมเนี่ย ถ้าให้ไปคนเดียวก็ไม่ไป แต่พอเราไปกันเป็นทีมเนี่ย มันก็ไม่กดดันขนาดนั้น ก็รู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์ใหม่ๆ ในชีวิต ทำให้เราคิดว่า เออ มันเป็นไปได้นี่หว่า สำหรับการเล่นสแตนด์อัพคอเมดีในม็อบ เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ

        NLS: เรามีโอกาสได้ไปในวันที่เขาเรียกร้องให้ปล่อยตัวที่เรือนจำกลางพิเศษคลองเปรม ตอนนั้นเราไปแบบไม่ได้คิดอะไรเลย เราไปด้วยความโกรธ เรายอมรับ ในใจเรามันคุกกรุ่น มันอยากเล่า เราไม่มีบท ตัดสินใจเร็วมาก ก่อนขึ้นเราก็ไม่ได้คุยกับใครเลย ก็นั่งอยู่ข้างล่าง ดมยาดม กินน้ำ ได้ไปกอด คุณไผ่ ดาวดิน (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) พอเราพูดออกไปมันก็โล่ง ในมุมเรามันเหมือนการได้มาระบายมากกว่า แต่มีคนมากมายที่เขาเห็นด้วยกับเรา

ในขณะที่คนหลายกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้วิธีการต่างๆ ในการแสดงออกถึงจุดยืนของตนเอง ทำไมพวกคุณถึงใช้ Stand-Up Comedy และความตลกเป็นเครื่องมือ

        08: เรารู้สึกว่าม็อบในช่วงนี้มันมีความหลากหลายมาก ในแง่ศิลปะมันก็มีหลายแขนง ไม่ว่าใครอยากจะสื่อสารด้วยวิธีไหนที่ตนเองถนัดก็ทำไปเลย สำหรับเราการเล่น Stand-Up Comedy การสร้างเสียงหัวเราะมันเป็นเครื่องมือที่เราถนัดที่สุด ซึ่งถ้าจะให้เราไปไฮด์ปาร์ก ขอเสียงเฮ ให้ทุกคนมีอารมณ์ร่วม เราคงทำไม่ได้ เราทำได้แต่แบบนี้ 

        เราว่าคนที่ไปม็อบ อยากทำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ในนั้นอยู่แล้ว และนี่คือสิ่งที่เราพอจะทำได้ เอาวะ ลองดูก็ได้ อย่างเรื่องแม่เป็นสลิ่ม ที่เราไปเล่าในตอนขึ้นครั้งแรก มันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเรามานานแล้ว แต่ไม่เคยได้พูดออกมา แล้วเพื่อนทุกคนที่เป็นเพื่อนกับเราบนเฟซบุ๊กก็จะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเราโพสต์เรื่องนี้บ่อย เพื่อนก็จะมาบอกเราว่าทำไมเราไม่เล่าเรื่องนี้วะ โคตรฮาเลยนะ เราก็เลยลองทำบทเรื่องนี้ ซึ่งตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเวิร์กด้วยนะ แต่พอไปเล่นจริงคนดูเขาอินกับเรื่องเรามาก แสดงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนรู้สึกเหมือนกัน 

        Yoko: Stand-Up Comedy สูตรของมันง่าย ๆ คือ Tragedy+Timing = Comedy อย่างเราตอนไปเล่นครั้งแรก ก็เป็นม็อบที่มีนักเรียนค่อนข้างเยอะ เราก็ออกแบบมุกหน้างานเลย ก็เล่าเรื่องความเจ็บปวดที่เด็กน่าจะโดนมาตอนยังเรียนอยู่ เป็นเรื่องความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ทุกคนน่าจะได้เจอกันมาแทบทุกคน และพอเล่นไปเด็กๆ เขาก็เฮกัน เพราะ เรื่องความเจ็บปวดเหล่านี้มันโดนเขามาก เขาอิน เขาเจอมาหลังจากนี้เลยได้ทริคมาว่า หลังจากนี้คนดูเราเป็นแบบไหน อย่างน้อยเราต้องมี 1-2 เรื่องที่เราออกแบบมาเพื่อเขา มันจะได้อิมแพ็กต์ มุกอื่น ๆ มันก็จะทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ 

        Double B: อย่างเราไม่ได้มีเรื่องอัดอั้นตันใจเหมือนคนอื่นๆ เท่าไหร่ อย่างไม่มีพ่อแม่ที่คิดละคนละฝั่งทางการเมือง แต่เราก็มีเรื่องที่เราอินอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องการเรียน รด. เราเคยอ่านมาว่าเวลาเราเล่าเรื่องหนึ่งเรื่อง เรารู้แค่นี้ เราก็เล่าแค่นี้ เรารู้เฉพาะเรื่อง รด. เราก็เล่าแค่เรื่องนี้ และเราก็อยากไปลองดูว่ามันจะเป็นยังไง แต่มันก็มีคนที่รู้สึกแบบเดียวกันกับเรา อินในเรื่องนี้เหมือนกับเรา อย่างน้อยพวกผู้ชายที่เรียน รด. มาก็น่าจะมีจุดร่วมกับเราตรงนี้

        NLS: แต่ละคนมีมุมมองคนละแบบเลย กับการไปเล่นสแตนด์อัพฯ ในม็อบ อย่างเราไปเพราะตัวเองล้วนๆ มันมีโอกาสได้พูดก็ไป ถึงจะไม่ได้ไปพูด แต่พวกเราก็เป็นกลุ่มที่ไปม็อบเป็นประจำอยู่แล้ว ทุกครั้งเลยนะ แทบจะไม่พลาด ไปส่งร่ม ส่งน้ำ วิ่งส่งของอะไร เราก็ทำหมด 

        แล้ววันนี้มันมีโอกาสได้ทำ ได้แสดงออกผ่านเครื่องมือที่เราถนัดอย่างการเล่น Stand-Up Comedy คือพอมีโอกาส มันก็ต้องไป ไม่ได้เตรียมอะไรมาก กะว่าไปเจอตรงนั้นเลย ก็ได้ปลดปล่อยประมาณหนึ่ง เพราะเราเป็นคนที่เก็บอารมณ์ เก็บความรู้สึกเยอะ เราคิดเรื่องพวกนี้เยอะ ค่อนข้างเครียดเรื่องพวกนี้ มันเหมือนการบำบัดประมาณหนึ่ง

แล้วพอตั้ง CAD ขึ้นมาแล้ว มันมี Agenda หรือเป้าหมายหรือเปล่า? เราอยากใช้ความตลกของพวกเรานำไปสู่อะไรไหม เพราะอย่างชื่อกลุ่มก็ชื่อ Comedy Against Dictatorship ซึ่งก็เหมือนสื่อความถึงการต่อสู้กับเผด็จการ

        ทุกคน: (นิ่งคิด) …ไม่มีนะ (หัวเราะ)

        Kid-F: ตอนแรกก็คิดว่ามันอาจมี Agenda เพราะชื่อกลุ่มของเรามันก็ดูเป็นกลุ่มที่ต่อสู้กับเผด็จการ แต่พอคิดไปคิดมาก็คิดได้ว่า ทั้งเรื่องเผด็จการ หรือเรื่องการเมืองที่เราเจอมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว เดี๋ยวก็มีข่าวนู่นนี่ให้ด่าทุกวัน เลยรู้สึกว่า CAD คือที่ระบาย มันเป็นที่เดียวที่เราจะได้พูดอะไรออกไป และด้วยความที่เราพอมีสกิลการเล่น Stand-Up อยู่บ้าง เราก็ไม่ได้มาด่าปังๆๆๆๆ แต่ก็คิดว่าอยากให้สิ่งที่เราพูดเราระบายมันทำให้คนสนุกได้ด้วย 

        คือเผด็จการมันแย่ จนเราไม่ได้รู้สึกอยากจะสู้ หรือมีจะ Agenda อะไรแล้ว แค่อยากหาพื้นที่ที่จะพูด อยากจะระบายก็พอ 

        Yoko: กลายเป็นว่าทุกเรื่องที่เราพูด มันล้วนเป็นผลมาจากความบิดเบี้ยวของระบบ ของรัฐบาลทั้งนั้น 

        Kid-F: ใครจะไปคิดว่ากลุ่มเต้นคัฟเวอร์เกาหลีจะออกมาเต้นเพื่อต่อต้านเผด็จการ ออกมาเล่นสเกต มาเต้นบีบอย ตอนนี้คือมันเป็นสถานการณ์ที่ใครทำอะไรได้ก็ทำแล้ว ทุกคนทุกกลุ่มก็มีวิธีของตัวเองที่จะแสดงออก หรือระบาย ที่เจ๋งคือมีกลุ่มพระที่ออกมาต่อต้านเผด็จการ คือเรามีกลุ่มแรปเปอร์ที่ต้านเผด็จการอย่าง Rap Against Dictatorship ก็คือ RAD ใช่ไหม แล้วก็มีพวกเราที่เป็น Comedy Against Dictatorship ก็ย่อว่า CAD ส่วนถ้าพระออกมาต่อต้านเผด็จการ ก็ต้องเป็น Monk Against Dictatorship ย่อ ๆ ว่า MAD

        ทุกคน: (หัวเราะ) 

        Double B: เดี๋ยวอาจมีเผด็จการต่อต้านเผด็จการก็เป็นได้ (หัวเราะ) 

พอมาเล่น Stand-Up ในม็อบ การเขียนมุกที่เอาไปเล่น แต่ละคนมีสไตล์และรูปแบบอย่างไร

        Kid-F: มุกผมมันแล้วแต่ว่าช่วงนั้นคาใจอะไรมากกว่า ไม่ได้คิดว่าจะต้องเขียนมุกโจมตีระบบ หรือโจมตีบุคคล หากมันมีประเด็นอะไรคาใจก็อยากเขียน อยากพูดถึงมัน เหมือนเรา Strike Back ล่ะกันด้วยมุกตลกของเรา

        Yoko: บางเรื่องเราแทบไม่ต้องใส่มุกเลย แค่พูดมันออกมาคนเขาก็ขำแล้ว เช่น เรื่องรองนายกฯ หลับแบบนี้อะ (ทุกคนหัวเราะ) เห็นไหม เนี่ย มันมีในประวัติศาสตร์การเมืองเราจริงๆ หรอ ที่รองนายกฯ หลับแล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เรื่องมัน Absurd ด้วยตัวมันเอง เราแค่พูดมันออกมา

        Double B: สำหรับ Comedy มันคือเราไปเจอเรื่องอะไรแล้วเรารู้สึก ‘อะไรวะเนี่ย’ กับมัน เหมือนเราหงุดหงิดใจ แต่เราเปลี่ยนความหงุดหงิดให้เป็นความตลก เราไม่ได้ไปด่าเขาว่าไอ้เหี้ยอะไรแบบนั้น
        เราคิดว่าถ้าคนเรามีความสุข มันอาจไม่มีเรื่องอะไรมาเล่าเลยก็ได้นะ อย่างสมมติถามเพื่อน ‘วันนี้เป็นไง’ ‘อืม ก็มีความสุขดี’ มันก็จบตรงนั้น เรามีเรื่องมาเล่าเพราะมันมีปัญหา และเราพูดถึงปัญหานั้นๆ คือมนุษย์เรามันไม่พอใจอะไรแล้ว มันก็เลยมีเรื่องมาเล่าไปได้เรื่อยๆ 

        08: ของผมก็จะคล้ายๆ ทุกคน คือเจออะไรมา อินกับอะไรมา อย่างเช่น บางช่วงก็อินกับเรื่องภาษีแบบ เอ้า มึงเอาภาษีกูไปซื้อเรือดำน้ำ ช่วงนั้นก็จะคิดบทที่เกี่ยวกับเรื่องภาษี เช่น สมมติว่าเราสามารถเอาภาษีไปจ่ายที่ตรงไหนก็ได้ มันก็เป็นวัตถุดิบสำหรับการไปเขียนมุก อย่างช่วงนี้ก็จะอินกับเรื่องการที่ดาราออกมา Call Out 

        NLS: ผมด่าซะส่วนใหญ่ (หัวเราะ) เราเป็นสายกริ้ว เราเป็นคนที่จะรู้สึกแบบว่าทำไมเราจะโจมตีมันไม่ได้ มันโจมตีเรานะเว้ย มันก็มีด่าตรงบ้าง ด่าอ้อมบ้าง ส่วนใหญ่เราจะมาในมู้ดค่อนข้างโกรธ แต่คนเขาก็ขำกันทำไมไม่รู้ (หัวเราะ) บางมุกมันก็ตลกร้าย ตลกร้ายในตัวมันเอง แต่เราก็โกรธในความตลกร้ายของมัน แบบ เชี่ย มันเป็นไปได้ยังไงวะ เรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ยังไงในยุคนี้ ยุคสมัยที่ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกัน สื่อสารถึงกันได้ มันทำกันหน้าด้านๆ แบบนี้เลย 

ประสิทธิภาพของการใช้ความตลกในการต่อสู้กับอำนาจ

        08: มันมีวันที่เรารู้สึกว่าเครื่องมือนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว เป็นเหตุการณ์ตำรวจฉีดน้ำสลายการชุมนุม เรารู้สึกว่าเพดานความน่ากลัว ความกดดัน ตอนนั้นเราคิดว่าคนไม่น่าจะมาขำกับอะไรแบบนี้แล้ว แต่ผมมาเปลี่ยนความคิดตอนผมไปเห็น NLS เล่นตรงหน้าเรือนจำและค่อนข้างมีความความโกรธข้างใน เป็นอารมณ์แบบ มึงทำกู กูก็ทำกลับ กูโกรธ พวกมึงก็โกรธเหมือนกูใช่ไหม ได้ งั้นเรามาหัวเราะให้กับมันกัน เราเลยรู้สึกว่าเครื่องมือนี้ ความตลกมันยังทำงานอยู่ เราเล่าเหมือนเดิมนี่แหละ แต่มันมีอินเนอร์ของความโกรธอยู่ในนั้น ถ้ามึงอยากทำให้กูไม่มีความสุข งั้นกูจะมีความสุขให้พวกมึงดู 

        Kid-F: มุกตลกการเมืองมันจะมาในทางเสียดสี เหมือนเราต้องทำให้เขาเป็นตัวตลก เห้ย แบบมึงทำแบบนั้น มึงรู้เปล่าว่ามึงตลกมากๆ เลยนะในสายตากู ก็ต้องเสียดสีให้เห็นเพื่อให้รู้สึกว่า อำนาจเลวร้ายอะไรพวกนั้นมันตลกมากเลย พอเสียดสีทำให้พวกเขาดูตลก ความน่ากลัวของเขา อำนาจของเขามันก็เสื่อมถอยลง

        08: อย่างในเรื่อง IT ตัวตลกเพนนีไวส์ที่ตอนท้ายกลายเป็นว่าพอเราไม่กลัวมันแล้ว มันก็จะไม่น่ากลัว เราว่าพวกเรา Comedy Against Dictatorship มันทำหน้าที่ในลักษณะนั้นอยู่ ลดทอนอำนาจที่ดูน่ากลัวเลวร้ายรุนแรงให้กลายเป็นของกระจอก… ดูมี Agenda ขึ้นมาเลย (หัวเราะ)

        Yoko: จะว่าเขาเป็นเหยื่อก็ไม่ได้ด้วยนะ เพราะพวกเราแทบไม่ได้ใส่ร้าย ใส่สีอะไรพวกเขาเลย เราแค่เล่าตรงๆ เช่น คุณดูรูปโป๊ระหว่างประชุมสภา เนี่ย คุณไม่ใช่เหยื่อ เราไม่ได้ป้ายสีคุณเลยนะ เราเล่าตรงๆ แค่นั้นเลย

        NLS: แทบจะเหมือนแค่กดแชร์ด้วยซ้ำ

Comedian บางคนต่อให้เล่นมุกตลกเสียดสี แซะการเมือง หรือเล่นมุกที่อาจไม่มีความ Political Correctness ขนาดไหน แต่เขาก็อาจมีเส้นหรือขอบเขตที่เขาจะไม่ไปแตะในบางเรื่อง สำหรับ Comedy Against Dictatorship มีอะไรแบบนั้นไหม

        Double B: เราไม่แตะเรื่องที่ไม่ตลกครับ (หัวเราะ) 

        Kid-F: มันก็คงมี ก็คงเป็นเรื่องที่เราคิดว่าคนในสังคมอาจยังไม่พร้อม เล่นไปอาจช็อก (หัวเราะ) แต่พวกเราก็พยายามขยับเพดานเรื่องที่พูดได้ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

        Double B: จริงๆ เราไม่ค่อยกล้าเล่นเรื่องที่คนจะว่าว่าเราไปบูลลี่ ทั้งๆ ที่จริงๆ เวลาเล่นตลกมันจะเหยื่อ มันมีการเสียดสีเสมอ มันจะมีคนหน้าร้อน แต่เราก็กลัวว่าคนจะไม่เข้าใจ ขอแชร์อะไรนิดหนึ่งอย่างล่าสุดเราดู เควิน ฮาร์ต เขาเล่นมุกหนึ่งประมาณว่า เขาอยากจะเล่าเรื่องคนแขนขาดมากเลย เขาอยากเล่าเรื่องนี้ แต่เล่าไม่ได้ เพราะถ้าเล่าไปก็จะมีคนมายืนประท้วงหน้าบ้านเขา ชูป้ายว่าแบน เควิน ฮาร์ต แต่เขาบอกว่าเขาน่าจะเล่าได้ เพราะสุดท้ายถ้าคนแขนขาดมาชูป้ายน่าจะเมื่อยก่อน (ทุกคนหัวเราะ) คือมุกแบบนี้ เชื่อมะ ถ้าเล่าที่ไทยนี้ไม่ได้เลยนะ รู้เลยว่าเล่าไปโดนแน่นอน
        คือไม่ใช่ความผิดคนไทยนะ คือเหมือนเราแยกเรื่องจริงกับเรื่อง Joke ไม่ออก บางเรื่องคนเขาก็จะคิดว่าเราคิดจริง เราก็แค่ว่ามันตลกดี ยิ่งในการเรียกร้องประชาธิปไตยมันก็จะมาพร้อมกับกระแสการเรียกร้องว่าอย่าไปบูลลี่ใคร เรียกร้องเรื่องเพศสภาพ มันก็มีเรื่องนี้ที่ทำให้เรายังไม่กล้าเล่นไปไกลกว่านี้อยู่

        Kid-F: อย่างเรา เคยไปลองเล่นมุกคนพิการมาแล้ว ถึงแม้เราจะขยับเพดานไปมากแล้ว แต่มันคงเหมือนฟังเพลงมั้ง ฟังแนว ๆ นี้อยู่ แล้วพอมันมีแนวใหม่มา ไม่เคยได้ยิน มันก็คงมีความช็อกอยู่ อยากตอนเราเล่นมุกคนพิการ คนดูเขาขำด้วยนะ แต่พอขำแล้ว เขาก็มีอาการถอยเก้าอี้ พยายามดึงตัวเองกลับมาอยู่ 

        Yoko: มันเหมือนกับเราเป็นนักออกแบบมากกว่า มันก็มีเวทีที่เล่นในโรงหนัง เล่นกับคนดูเยอะๆ หรือเป็นที่ผิด ดังนั้น ขอบเขตที่เราจะเล่นเราก็ออกแบบสำหรับตรงนั้น ถ้าถามว่าขอบเขตมันมีไหม สำหรับถ้ามันมีพื้นที่ผิด มันมีเวที Underground ที่ไม่มีการบันทึกใดๆ สำหรับผมมันไม่มีขอบเขต เราล้อได้หมด สูงกว่านี้เราก็จะล้อ ซึ่งสูงกว่านี้ก็ไม่รู้จะล้อใครแล้ว ล้อธานอสหรอ ต้องล้อเจ้าของจักรวาลเลยไหม

        NLS: เรื่องที่เรามาเล่ามันก็ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง แต่เราเชื่อในความ Diversity ในความหลากหลาย มุกตลกก็เช่นกัน เราเชื่อว่าไม่เรื่องอะไรในโลกที่เราเอามาเล่นไม่ได้ เราเลยไม่เชื่อในเรื่องขอบเขต เราเชื่อว่ามันเล่าได้ทุกเรื่อง 

        Yoko: อย่างเรื่องยาเสพติด คนก็อาจมองว่าไม่ดี แต่ถ้าเล่าในแง่มุมที่ไม่ได้เชิญชวนให้คนใช้ เราแค่เล่าว่าฤทธิ์ของมันเป็นแบบนี้ มันคือสิ่งนี้ มันไม่ดีนะ… และก็ดีนะด้วย ถ้าเอาแต่พูดว่าไม่ดีๆ คนก็จะคิดว่า อ้าว แล้วมันไม่ดียังไง ก็บอกไปตรงๆ เลยดีกว่า

เป้าหมายของ Comedian ทุกคนคือต้องการเสียงหัวเราะ ต้องการให้คนดูขำ พอมาเล่น Stand-Up Comedy ในม็อบ เป้าหมายหลักมันยังเป็นเรื่องนี้อยู่ไหม

        08: เราเป็นคอเมเดียน ยังไงขึ้นไปเราก็ต้องการเสียงหัวเราะ ต้องการให้คนฮาอยู่ดี เป็นโจทย์ที่มันตายตัว เป็น Super Objective ว่าคนจะต้องขำก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ต่อให้เป็นที่มันดาร์กมาก ๆ ก็ต้องเอาน้ำตาลมาเคลือบอีกทีหนึ่ง

        Double B: เวลาคนเขาตลก เพราะคนเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด นอกจากเสียงหัวเราะเราอยากให้พูดให้สังคมเข้าใจร่วมกัน พูดในสิ่งที่สังคมรู้สึกไปเรื่อยๆ วันเวลาผ่านไปสังคมรู้สึกกับเรื่องไหน เราก็จะพูดเรื่องนั้น เมื่อเขารู้สึก แล้วเราพูด คนในสังคมก็จะรู้สึกว่ามันตลก มันขำ 

        Kid-F: เวลาเราขึ้นไปพูด เราคาดหวังให้ตัวเองสนุกก่อน ถ้าเราสนุก คนดูก็น่าจะสนุกไปกับเราด้วย จริงๆ แต่พอทำทำไปมันก็จะเริ่มมีความรู้สึกว่า นอกจากความสนุกเราก็น่าจะสามารถหยอดอะไรในสิ่งที่เราอยากพูดเข้าไปได้ด้วย เมื่อก่อนเวลาคาดหวังเสียงหัวเราะบนเวทีเราก็คาดหวังเสียงหัวเราะแบบฮ่าๆๆๆ แต่เดี๋ยวนี้มันคาดหวังรีแอคชั่นแบบ อู้ววว อ่าาา (อึ้ง) ด้วย มันเหมือนมีรีแอ็กชันอื่นนอกจากเสียงหัวเราะเหมือนกัน เราจะชอบมากเวลาทำให้คนฮึ้ยยย ได้
        ซึ่งจริงๆ รีแอ็กชันแบบนี้ (ฮึ้ยยยย, หูวววว) มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการขยายเพดานในการพูดเหมือนกัน เพราะรีแอ็กชันแบบนี้มันเกิดขึ้นเพราะเขาตกใจที่ได้ยินสิ่งนี้ ซึ่งจริงๆ เขาก็คงเคยได้ยินเวลาคุยกับเพื่อนแหละ แต่ว่าพอมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะเขาก็ไม่ชิน

        NLS: เรามองข้ามเรื่องความตลกไม่ตลกไปแล้ว เพราะเรารู้อยู่แล้วแหละว่าเราทำให้คนตลกได้ 

        ทุกคน: หูวววววว (หัวเราะ) 

        NLS: วันที่เรากลับมาจากการเล่นที่หน้าเรือนจำ เรากลับบ้านมา พ่อก็ได้ดูคลิปที่มีคนถ่ายไว้ พ่อก็เข้าใจเรื่องการออกไปสู้ พ่อก็แนะนำว่าไหนๆ  เราได้มีเวที มีสปอตไลต์มาลงที่ตัวเราแล้ว ก็ทำให้คนฟังได้อะไรบางอย่างกลับไปด้วย ก็น่าจะดี มันก็เป็นเป้าหมายส่วนตัวของเรา วันหนึ่งเราก็อยากจะลงแนวดิ่งบ้าง หลังจากเล่นในแนวราบที่เป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก มาเป็นเล่นในแนวดิ่งที่เป็นการให้ความรู้หรือข้อมูลอะไรบางอย่าง เพื่อวันหนึ่งกลุ่มเราอาจเสนอไอเดียหรือวิธีแก้ปัญหาอะไรบางอย่างสู่สังคมได้ 

        Yoko: นอกจากนั้น เราขอแค่ให้เรื่องที่เราเล่ามันสะกิดใจคนได้ พอเอาน้ำตาลมาเคลือบ พอกลืนเข้าไป ยามันก็เข้าไปในตัวแล้วใช่ไหมล่ะ ขอแค่สะกิดใจก็พอแล้ว 

        08: ณัฐวุฒิใช่ไหมล่ะ

        Yoko: ใช่ สะกิดใจ (ทุกคนหัวเราะ) ตอนแรกจะเล่นมุกนี้แหละ แต่คิดว่าลง a day BULLETIN เล่นมุกแบบนี้มันจะตรง Target คนอ่านเขาเหรอวะ (ทุกคนหัวเราะ) 

แล้วถ้าวันหนึ่ง ถ้าระบอบเผด็จการมันหมดอำนาจแล้ว ไม่มีอยู่แล้ว CAD นี่ยังต้องมีอยู่ไหม

        Yoko:  คิดว่ากลุ่มเราก็คงมีอยู่ต่อไป เพราะยังไงมันก็น่าจะต้องมีอะไรที่ทำให้เราไม่พอใจจนต้องออกมาอีกอยู่ดี (หัวเราะ)

        NLS: ถึงชื่อกลุ่มมันจะชื่อ Comedy Against Dictatorship แต่สำหรับเราเรามองว่าปัญหามันไม่ได้มีแค่ตรงนั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องเผด็จการ มันมีทั้งปัญหาในแง่ทั้งระบบ และระบอบที่มันกดเราเป็นกี่สิบชาติก็ไม่รู้ ก่อนเราเกิดอีก ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม อย่างน้อยเราก็จุดมันขึ้นมา ทั้งกลุ่มพวกเรา แกนนำต่างๆ มันก็มีกระแสตามมาเรื่อยๆ แต่ถามว่ามันจะชนะในตอนนี้ไหม ก็ไม่รู้ เราก็เลยเชื่อว่ากลุ่มเราน่าจะติดกันไปอีกนาน… คุกอะ (ทุกคนหัวเราะ)

        08: มึงอยากไปลองเล่นสแตนด์อัพในคุกปะ 

        NLS: กูไปเล่นหน้าคุกมาแล้ว เหลือแต่ในคุก (หัวเราะ) เราเลยเชื่อว่ากลุ่มเราไม่หายไปไหนหรอก… ยกเว้นจะโดนอุ้ม โดนอะไรไปอะนะ

 


เรื่อง: ณัฐภัทร มาเดช
ภาพ: ภาณุพงศ์ ชีพจิตรตรง, ภัทรวดี ตุ้มชู

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ adB ARENA พื้นที่การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ ร่วมกับกองบรรณาธิการ a day BULLETIN

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่