Anatomy of Chairs: สรีระของเก้าอี้ – หัวใจของมนุษย์

Feature
6 Oct 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

เมื่อมองดูเก้าอี้หนึ่งตัว – คุณคิดถึงอะไร?

           สำหรับช่างไม้ เขาอาจพิจารณาพื้นผิว ลายรอยแสนงาม การขัดเนี้ยบกริบ การเข้าไม้วิจิตร ไร้ตะปูหรือนอต และชื่นชมมัน

           สำหรับนักสะสมแห่งกาลเวลา เขาอาจมองลึกลงไปเห็นผู้ออกแบบและยุคสมัยที่รังสรรค์เก้าอี้เหล่านี้ขึ้นมา ความงามอยู่ในสายตาของผู้มอง ผู้มองที่มีความรู้และความรักย่อมเห็นสิ่งที่แตกต่าง และชื่นชมมัน

           สำหรับคนที่กำลังเมื่อย เก้าอี้คือเครื่องบรรเทาความเมื่อยล้าแสนวิเศษ การได้ละแรงขาวางก้อนก้นและหลังล้าลงไปบนแผ่นวัสดุที่สร้างสรรค์มาเพื่อการรองรับแล้วเป็นอย่างดี ย่อมทำให้เขาเกิดความรู้สึกแสนสบาย และชื่นชมมัน

           แต่สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย หากคำว่าเก้าอี้มาผสานเข้ากับเดือนตุลาคม พวกเขาอาจนึกถึงสิ่งใดไปไม่ได้ นอกจากความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 16,060 วันก่อน ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเก้าอี้ รอยยิ้ม และความโหดเหี้ยมที่กระทำต่อร่างกายของมนุษย์ – จึงนึกชื่นชมมันไม่ได้

           แท้จริงแล้ว หัวใจของเก้าอี้ คือการออกแบบมาเพื่อสรีระของมนุษย์ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นใดอีกที่ต้องคำนึงถึงเรือนร่างของมนุษย์มากเท่าเก้าอี้ แม้กระทั่งเตียงนอนก็ยังไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดกับการออกแบบมากเท่าเก้าอี้ เพราะเก้าอี้นั้นแนบชิดกับร่างกายของเราโดยตรง การออกแบบโครงของเก้าอี้จึงคือการลอกเลียนสรีระและกายวิภาคของมนุษย์ เพื่อให้การนั่งนั้นรื่นรมย์ผ่อนคลาย และเกิดความสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การใช้เก้าอี้เพื่อทำร้ายมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสายตาของคนที่หลงรักเก้าอี้

           เพราะสรีระของเก้าอี้ – คือหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

 

Anatomy of Chairs

Rey Chair by Bruno Rey for Kusch+Co

วัฒนธรรมการนั่ง

        มนุษย์ในโลกนี้แบ่งออกได้เป็นสองประเภทเท่านั้น วิโทลด์ ริบซินสกี้ (Witold Rybczynski) ผู้เขียนหนังสือ Now I Sit Me Down อันเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เก้าอี้แสนสนุกบอกไว้อย่างนั้น

        มนุษย์สองประเภทที่ว่า ก็คือมนุษย์ที่มีวัฒนธรรม ‘นั่งพื้น’ (Floor Sitting Culture) กับมนุษย์ที่มีวัฒนธรรม ‘นั่งเก้าอี้’ (Chair Sitting Culture)

        ที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เพราะเคยมีการศึกษาของ กอร์ดอน ฮีเวส (Gordon Hewes) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน งานของเขามีชื่อว่า World Distribution of Certain Postural Habits เขาเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1955 ว่า ‘ท่า’ ในการนั่งและยืนนั้นของมนุษย์แต่ละถิ่นที่น่าจะมีความสำคัญในทางวัฒนธรรม เขาจึงลองศึกษาท่านั่งและท่ายืนต่างๆ ของคนทั่วโลก และดูการกระจายตัวของท่านั่งท่ายืนต่างๆ และพบว่า ท่านั่งท่ายืนของมนุษย์นั้น มี ‘ขีดจำกัด’ ทางกายวิภาคและทางสรีระอยู่พอสมควร แต่กระนั้น มนุษย์เราก็ไม่ได้นั่งหรือยืนแค่ท่าสองท่า

        เฉพาะท่านั่ง เฮเวสสามารถแยกแยะออกมาได้ไม่ต่ำกว่า 100 ท่านั่ง โดยท่านั่งที่มนุษย์นิยมทำมาก ก็คือท่า ‘นั่งยองๆ’ หรือ deep squat ประมาณว่า มนุษย์ราว 1 ใน 4 ของโลก จะนั่งท่านี้ ไม่ว่าจะเพื่อพักผ่อนหรือเพื่อทำงานก็ตาม แต่กลุ่มคนที่ชอบนั่งยองๆ มากที่สุด คือคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนแอฟริกา และคนอเมริกาใต้ อีกท่าหนึ่งที่คนนิยมทำมาก ก็คือท่านั่งไขว้ขา (เช่นที่เราเรียกว่าขัดสมาธิ) อยู่บนพื้น และท่าที่หลายคนคุ้นเคยดี ก็คือท่านั่งคุกเข่า (sedentary kneeling) แบบที่คนญี่ปุ่นและเกาหลีนิยมนั่งกัน

        แต่เหล่านั้นคือท่านั่งที่ไม่เกี่ยวกับเก้าอี้ มันคือท่านั่งที่อยู่ใน Floor Sitting Culture หรือวัฒนธรรมแบบนั่งกับพื้น ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า วัฒนธรรมการนั่งกับพื้นน่าจะเป็นของคนในโลกเขตร้อน ส่วนคนที่นั่งเก้าอี้น่าจะเป็นวัฒนธรรมของคนในเขตหนาว แต่คำอธิบายนี้ใช้กับคนญี่ปุ่นที่อากาศหนาวเหน็บในฤดูหนาวไม่ได้ รวมทั้งใช้อธิบายคนอียิปต์ในเขตทะเลทรายที่มีวัฒนธรรมนั่งเก้าอี้ไม่ได้

        บางคนก็พยายามอธิบายว่า ถ้าเป็นชนเผ่าเร่ร่อน มักมีวัฒนธรรมนั่งกับพื้นมากกว่า แต่ริบซินสกี้แย้งว่า มีชนเผ่าเร่ร่อนจำนวนไม่น้อยที่มีเก้าอี้แบบพับได้ และจะนำพาเก้าอี้เหล่านี้ติดตัวไปด้วยทุกที่ที่ย้ายถิ่นไป เขายังบอกด้วยว่า วัฒนธรรมนั่งเก้าอี้หรือนั่งพื้นไม่สามารถแบ่งแยกได้ด้วยความร่ำรวยรุ่งเรืองของสังคมนั้นๆ เช่น ในญี่ปุ่นที่เป็นประเทศร่ำรวย คนก็ยังคงมีวัฒนธรรมนั่งพื้นกันอยู่ แต่ในจีนกลับเกิดการเปลี่ยนผ่านจากการนั่งพื้นมาสู่การนั่งเก้าอี้หลังสังคมร่ำรวยมากขึ้นแล้ว และในอินเดียก็มีสองวัฒนธรรมนี้ปะปนกันอยู่อย่างยากจะแยก ดังนั้น ถ้าถามว่าอะไรเป็นตัวแบ่งแยกสองวัฒนธรรมนี้ออกจากกัน ริบซินสกี้จะตอบว่า – ไม่รู้

        นี่อาจเป็นความลับอย่างแรกก็ได้ ที่แฝงตัวอยู่ในเก้าอี้

        มันคือเครื่องมือแบ่งแยกคนออกเป็นสองวัฒนธรรม แต่ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น – ยังไม่มีใครตอบได้

เก้าอี้ทำไม – ทำไมเก้าอี้

        “มันเริ่มมาจากพวกก้อนหินขอนไม้” ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเขียนและนักเล่าเรื่องศิลปะ เจ้าของหนังสือ INSIDE ART, OUTSIDE ART อธิบายความเป็นมาของเก้าอี้ให้ฟัง “คนพอเมื่อย เห็นก้อนหินวางอยู่ในธรรมชาติ ก็เป็นจุดเริ่มการทำเก้าอี้ด้วยการเลียนแบบธรรมชาติ เลียนแบบขอนไม้ก้อนหินขึ้นมา

 

anatomy of chairs

 

           “เก้าอี้ที่ง่ายที่สุดคือทำเป็นแท่ง เหมือนขอนไม้ตัดแล้วก็วางไว้กับพื้น เรียกลักษณะเก้าอี้นี้ว่า สตูล (Stool) คือเป็นเก้าอี้เดี่ยวไม่มีม้านั่ง ไม่มีพนักพิง ไม่มีเท้าแขน แรกๆ จะทำเป็นตัวตัน ตัดสูง แล้วเอามาวาง หลังๆ ก็เริ่มทำให้มันน้ำหนักเบาขึ้น กลายเป็นมีขาและมีพนักพิงขึ้นมา”

        เวลาพูดถึงสตูล หลายคนอาจนึกออกแต่เก้าอี้ทรงสูงที่เอาไว้นั่งตรงบาร์ แต่ที่จริงแล้วสตูลมีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่สตูลเตี้ยที่เรียกว่า Foot Stool เอาไว้รองนั่งเตี้ยๆ หรือเอาไว้รองเข่า หรือที่พบมากก็คือ Milk Stool คือสตูลที่เอาไว้สำหรับนั่งรีดนมวัวเป็นต้น

        พูดได้ว่า – สตูลคือ ‘ราก’ ของเก้าอี้เลยทีเดียว ในอังกฤษศตวรรษที่ 17 สิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘เก้าอี้’ (Chair) ในทุกวันนี้ คนยุคนั้นเรียกมันว่า Backstool หรือสตูลที่มีพนักพิง อันเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาจาก Sgabello หรือ Backstool ของอิตาลีในศตวรรษที่สิบห้าอีกทีหนึ่ง

        ที่ว่ามานั้นคือประวัติศาสตร์เก้าอี้ของยุโรป แต่ถ้าทอดตาทั่วโลก เราจะพบว่าเก้าอี้แบบมีพนักพิงที่เอาไว้ใช้นั่งจริงๆ นั้นมีกำเนิดมาเนิ่นนานแล้ว แต่กระนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอกว่า ใครเป็นคนออกแบบเก้าอี้ตัวแรกของโลกขึ้นมา

        “มันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณย้อนไปยุคดึกดำบรรพ์” ภาณุเล่า “แต่ในประวัติศาสตร์แรกๆ ที่คนบันทึกไว้คือยุคอาณาจักรอียิปต์ อียิปต์โบราณมีการทำเก้าอี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว แล้วถัดมาก็จะเป็นยุคกรีกโบราณ มีลักษณะเป็นม้านั่งทำมาจากแผ่นไม้กระดานสองชิ้นประกบกันเป็นขา เรียกว่า Boarding Chairs จะเป็นม้านั่ง แล้วหลังๆ ค่อยใส่พนักพิงเข้าไปให้มันนั่งสบายมากขึ้น มีเทคนิคต่างๆ เช่น เก้าอี้ในยุคโบราณใช้ไม้สดเป็นแผ่นรองนั่ง แล้วก็ใช้ขาเป็นกิ่งไม้ที่แห้งแล้ว มีการเจาะรูแผ่นนั่งแล้วเอากิ่งไม้เสียบ พอตากจนไม้แห้ง รูที่เจาะไว้จะหดจนพอดีกับขาไม้ ขาเก้าอี้เลยติดแน่นกับตัวอานเก้าอี้ มันจะหด หนีบ รัดตัวเก้าอี้จนแน่นเลย นี่ก็เป็น know-how แบบโบราณสำหรับเก้าอี้”

 

chair

 

           ริบซินสกี้เขียนไว้ว่า เก้าอี้ตัวแรกที่เขาสามารถระบุบอกได้จากบันทึกในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ตัวเก้าอี้จริงๆ แต่เป็นรูปสลักเก่าแก่รูปคนเล่นพิณที่มีที่มาจากหมู่เกาะคิคลาเดส (Cyclades) ของกรีก ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงราว 4,800 ปี รูปสลักนี้ นักดนตรีนั่งอยู่บนสิ่งที่ดูเหมือนเก้าอี้ในครัวธรรมดาๆ มีขาสี่ข้างและมีที่พิงหลังด้วย ซึ่งหากมีการใช้เก้าอี้ในยุคสมัยนั้นจริงๆ ก็นับว่าเก้าอี้มีความเป็นมาที่เก่าแก่มาก

ชนชั้นในเก้าอี้: เมื่อเก้าอี้ไม่ได้มีไว้นั่งให้สบาย

        ชนชาติหนึ่งที่มีคุณูปการต่อวงการเก้าอี้เป็นอย่างยิ่งก็คือชาวกรีก

        พันห้าร้อยปีก่อน ชาวกรีกได้ประดิษฐ์เก้าอี้ที่เรียกว่า ‘คลิสมอส’ (Klismos) ขึ้นมา มันน่าจะเป็นหนึ่งในเก้าอี้ที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะคลิสมอสคือเก้าอี้อันอ่อนช้อย เต็มไปด้วยความโค้ง ทั้งโค้งของขาทั้งสี่ข้าง และโค้งของพนักพิงที่โอบรับสรีระของมนุษย์

 

anatomy of chairs

 

           ริบซินสกี้บอกว่า คลิสมอสคือหนึ่งในเก้าอี้ที่สวยที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้นมาเลย เขาถึงขั้นบอกว่า หลังเกิดคลิสมอสขึ้นมาแล้ว ก็ไม่เคยมีเก้าอี้ไหนที่ ‘สง่างาม’ ได้เทียบเท่ากับคลิสมอสอีกนานถึงกว่าสองพันปี จนกระทั่งถึง ‘ยุคทองของเก้าอี้’ ในศตวรรษที่ 18 เมื่อโลกาภิวัตน์แรกของโลกทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางการค้าและความคิดสร้างสรรค์ระหว่างกัน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนระหว่างนักออกแบบเก้าอี้จากฝรั่งเศส เดนมาร์ก และจีน

        ที่น่าสนใจก็คือ ในงานศิลปะกรีกนั้น เขาพบหลักฐานว่าคนกรีกโบราณแทบทุกคนนั่งโดยใช้เก้าอี้คลิสมอสกันหมด ริบซินสกี้บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย คนธรรมดาสามัญ เทพเจ้า พ่อค้า นักดนตรี กรรมกร คนสำคัญของสังคม – ไม่ว่าจะเป็นใคร ล้วนแล้วแต่ ‘นั่ง’ บนเก้าอี้แบบเดียวกัน

        นอกจากความสวยงามแล้ว ริบซินสกี้จึงยังขนานนามเก้าอี้คลิสมอสว่าเป็น Democratic Chair หรือเก้าอี้แห่งประชาธิปไตย – ซึ่งสอดรับกับการที่กรีกโบราณเป็นผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตยด้วย

        แต่คลิสมอสนั้นต้องถือว่าเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง เพราะในสังคมทั่วไปในโลกโบราณ สิ่งที่เรียกว่า ‘เก้าอี้’ ไม่ได้มีไว้สำหรับใครก็ได้

        “เก้าอี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ของสำหรับคนทั่วไป” ภาณุเน้น “เก้าอี้ก็เหมือนของดีไซน์อื่นๆ ของที่มีการออกแบบพวกนี้จะเป็นของเจ้า ของกษัตริย์ หรือพระ นักบวช เก้าอี้พวกนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็ง หนังสัตว์ แล้วก็มีการประดับประดาด้วยเพชรพลอย ของที่มีค่า มีราคาแพง ปิดทอง ถือเป็นเก้าอี้รุ่นแรกๆ ของโลก”

        เป็นเก้าอี้แบบนี้นี่เองที่ต่อมาพัฒนามาจนกลายเป็น ‘บัลลังก์’ หรือ Throne อันเลอค่าทั้งตัววัสดุและสถานะ (จนต้องเล่นเกมแย่งชิงบัลลังก์กันเหมือนชื่อซีรีส์ดังอย่าง Game of Thrones)

 

anatomy of chairs

 

        ในยุคกลาง (หรือยุคมืดทางปัญญา) ของยุโรป การ ‘นั่ง’ กลายมาเป็นสิ่งที่มีลำดับชั้นทางสังคม (Social Stratification) อย่างแข็งแรง แตกต่างไปจากยุคประชาธิปไตยของกรีกโบราณอย่างมาก เก้าอี้ที่ถือว่า ‘สูง’ ที่สุด ก็คือเก้าอี้ประเภทราชบัลลังก์หรือธรรมาสน์ เพราะอำนาจในยุคกลางอยู่ที่สถาบันกษัตริย์และสถาบันศาสนา

        ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไหร่ เก้าอี้ที่ใช้นั่งก็ยิ่งต้องวิจิตรพิสดารมากขึ้นเท่านั้น เก้าอี้ของกษัตริย์ในหลายวัฒนธรรมถือเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ หรือของใช้ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะมีเครื่องใช้หรือเครื่องประดับอื่นๆ ประกอบเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ ถ้าเราดูซีรีส์อย่าง Game of Thrones ก็จะเห็นแนวคิดนี้ชัดเจน ว่าแทบทุกบัลลังก์ที่ปรากฏจะเต็มไปด้วยความอลังการเหนือมนุษย์ คนที่สามารถขึ้นไปนั่งบนนั้นได้จะต้องเป็นคนพิเศษหรือต่อสู้ฝ่าฟันจนได้ชัยชนะ

 

anatomy of chairs

 

        ลักษณะของบัลลังก์หรือ Thorne จึงขับเน้นที่ ‘ภาพปรากฏ’ เช่น ขาของเก้าอี้ต้องสลักเสลา มีหัวสิงห์หรือสัตว์ในเทพปกรณัม อย่างเช่นบัลลังก์ของนโปเลียน หรือบัลลังก์ของกษัตริย์ชาร์ลเลอมานแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ก็ไม่ได้ทำเป็นเก้าอี้เฉยๆ ทว่าเป็นเหมือนแท่นทรงสูง แล้วมีบัลลังก็ตั้งอยู่บนนั้นสำหรับนั่ง ต้องไต่บันไดขึ้นไปก่อน ในอินเดียก็มี ‘บัลลังก์นกยูง’ (Peacock Throne) ของราชวงศ์โมกุล พระเจ้าซาร์ของรัสเซียมีบัลลังก์ทำจากงาช้าง เรียกว่า Ivory Throne และบัลลังก์ของพระสันตะปาปาที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Cathedra Romana โดยถ้าออกนอกสถานที่ ก็จะมี ‘บัลลังก์พกพา’ (Portable Throne) ที่เรียกว่า Sedia Gestatoria ขนไปด้วย

 

Anatomy of Chairs

 

        นอกจากความหรูหราสง่างามของบัลลังก์พวกนี้แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่บัลลังก์เหล่านี้มีร่วมกัน – ก็คือความ ‘นั่งไม่สบาย’ เพราะเป้าหมายของบัลลังก์เหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘นั่ง’ จริงๆ แต่มีไว้เพื่อแสดง ‘สถานะ’ บางอย่าง แม้กระทั่งสังคมที่มี ‘วัฒนธรรมนั่งกับพื้น’ อย่างในโลกตะวันออก (คือไม่ใช้เก้าอี้) ก็ยังมีร่องรอยของการแสดงสถานะที่สูงกว่า เช่น การใช้ตั่งหรือแท่นยกสูงขึ้นเหนือคนอื่นๆ แต่กระนั้นก็ยังเป็นวัฒนธรรมนั่งกับพื้นอยู่ดี

        ความ ‘นั่งไม่สบาย’ ของบัลลังก์เหล่านี้ นอกจากจะเกิดจากปัจจัยทางกายภาพ เช่น ต้องทำพนักพิงสูงลิบโอบล้อมอยู่ด้านหลังตระหง่านขึ้นไป (อย่างหนึ่งคือเพื่อป้องกันการถูกลอบทำร้ายจากด้านหลัง) หรือมีรูปลักษณ์สง่างามน่าเกรงขาม (ซึ่งแปลว่าไม่ควรดู comfort หรืออบอุ่นสบายๆ) แล้ว คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทั้งหลายยังต้องคอยระแวดระวังตัว กลัวบัลลังก์ถูกชิงไป เหมือนคำพูดในซีรีส์ Game of Thornes ที่ว่า “When you play game of thrones, you win or you die.” นั่นคือถ้าชนะก็ได้ครองบัลลังก์ แต่ถ้าแพ้ – ก็แปลว่าตาย บัลลังก์เหล่านี้จึง ‘นั่งไม่สบาย’ ในทางจิตด้วย

        อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แฝงมากับบัลลังก์ทำให้การใช้เก้าอี้เพื่อแสดงสถานะไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กับสถาบันกษัตริย์และศาสนาเท่านั้น แต่คนชั้นสูงทั่วไปก็รับเอา ‘แบบจำลองอำนาจ’ ตามแนวคิดนี้มาใช้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหล่าขุนน้ำขุนนางหรือพระชั้นรองๆ ลงมา เก้าอี้แบบหนึ่งที่แสดงถึงสถานะของผู้ครอบครองได้เป็นอย่างดี ก็คือเก้าอี้วินด์เซอร์ (Windsor Chair) ซึ่งมีความอ่อนช้อยหรูหรา และในระยะแรกๆ จะมีพนักพิงสูงมาก สูงเลยศีรษะขึ้นไป คล้ายๆ เก้าอี้ของนางงามที่ชนะการประกวด

 

anatomy of chairs

 

        “จะสังเกตได้ว่า เก้าอี้ที่ไม่มีพนักเป็นของสำหรับไพร่ ของชาวบ้าน” ภาณุเสริม “แต่ขุนนาง ชนชั้นสูง จะเป็นเก้าอี้ที่มีพนักสูง แล้วก็มีเท้าแขนด้วย จะอยู่ในห้องรับแขกสำคัญๆ เก้าอี้พวกนี้จะทำจากไม้เนื้อดี แล้วก็ฝังมุกประดับประดาแกะสลักสวยๆ”

        เก้าอี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเรือนที่เอาไว้ใช้ประโยชน์ตามหน้าที่ของมัน – คือการนั่ง, เท่านั้น

        แต่ความสูงต่ำดำขาวของผู้มีสิทธินั่งบนเก้าอี้แบบไหน ยังบ่งบอกความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมนั้นๆ ได้ด้วย

ประชาธิปไตยในเก้าอี้

        สัญลักษณ์ของความ ‘เหนือชั้นกว่า’ หรือถึงขั้น ‘เหนือมนุษย์’ ซึ่งก็คือสำนึกที่ไร้ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ในเก้าอี้ – มาถึงกาลยุติลง ก็เมื่อมนุษย์เจริญก้าวหน้าในทางปัญญามากขึ้นจนเกิดยุค ‘เรอเนสซองส์’ ขึ้น

        เรอเนสซองส์ (Renaissance) คือยุคสมัยที่ถือเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ (Transition) ของประวัติศาสตร์ยุโรป จากยุคกลางหรือยุคมืด มาสู่ยุคสมัยใหม่ (Modernity) อยู่ในราวศตวรรษที่ 16 เมื่อนักคิดแห่งยุคสมัย เคลื่อนย้ายปัญญาของตัวเองจากการยกย่องพระเจ้า เจ้าผู้ปกครอง และศาสนจักร หันมาให้ความสำคัญกับ ‘มนุษยนิยม’ (Humanism) หรือความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

        ยุคแห่งปัญญานี้เกิดขึ้นเพราะมีการย้อนกลับไปค้นพบ ‘ปรัชญากรีกโบราณ’ อย่างเช่นงานของโปรทากอรัส (Protagoras) ผู้กล่าวว่า “มนุษย์คือมาตรวัดของทุกสิ่ง”

        การ ‘คิดใหม่’ แบบนี้ ทำให้เกิดผลงานทั้งในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม การเมือง วิทยาศาสตร์ และวรรณกรรม ในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น งานศิลปะประเภทที่เคยวาดกันแต่รูปสวรรค์ชั้นฟ้าและราชาแห่งยุโรป ก็กลายมาเป็นงานที่พูดถึงชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ไล่รวมไปถึงงานอื่นๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละเล็กละน้อย

        เก้าอี้ก็เช่นเดียวกัน

        จากที่เก้าอี้เคยเป็น ‘สัญลักษณ์’ ของคนชั้นสูง สิ่งที่ใช้นั่งนี้ก็กลายมาเป็นเพื่อนของก้อนก้นและแผ่นหลัง ในราคาที่ผู้คนซื้อหากันได้ง่ายขึ้น ตลอดศตวรรษที่ 16 และ 17 เกิดช่างทำเก้าอี้ขึ้นมากมาย มีการทดลองสรรค์สร้างเก้าอี้ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อใช้ในกิจกรรม ‘บ้านๆ’ หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันของ ‘สามัญชน’ ทั้งหลายมากขึ้น จากที่เคยประดิษฐ์เก้าอี้หรูแฟ่เพื่อให้คนชั้นสูงนั่นเชิดหน้าแสดงสถานะ ก็กลายเป็นมาเก้าอี้เพื่อนั่งทำงานช่าง เก้าอี้รีดนมวัว เก้าอี้ที่ใช้ในครัว เก้าอี้สำหรับวางในห้องนั่งเล่น เก้าอี้ในห้องกินอาหาร เก้าอี้ในห้องแต่งตัว ฯลฯ ก่อให้เกิดการ ‘ระเบิดออก’ ของเก้าอี้ที่มีฟังก์ชันหลากหลายสำหรับคนทุกชนชั้น

        ในยุโรป เก้าอี้ส่วนใหญ่ทำจากไม้ (โดยเฉพาะไม้โอ๊ก) มาจนถึงราวกลางศตวรรษที่ 17 จากนั้นก็เริ่มเกิดการทดลองใหม่ๆ ขึ้น เช่น มีการใช้หนัง ผ้ากำมะหยี่ หรือผ้าไหม เข้ามาเป็นส่วนประกอบของเก้าอี้มากขึ้น ถือได้ว่าเป็นการ ‘ปูทาง’ เข้าสู่ ‘ยุคทองของเก้าอี้’ ซึ่งก็คือศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและอังกฤษ (รวมถึงอเมริกาที่ยังเป็นอาณานิคมอยู่ด้วย) เช่น เก้าอี้หลุยส์ (Louis XVI Style หรือ Louis Seize) สำหรับความหรูหราที่ลดระดับจากบัลลังก์มาสู่ห้องนั่งเล่นของบ้านคนชั้นสูง ไปจนถึงเก้าอี้โยก (Rocking Chair) ทำจากหวายดัดให้ความรู้สึกสบายๆ ในบ้านของคนสามัญทั่วไป และเกิดสมาคมวิชาชีพ หรือ Guild ในเรื่องการทำเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะเก้าอี้ขึ้นมา

 

anatomy of chairs

 

        ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ประวัติศาสตร์ความเฟื่องฟูของเก้าอี้นั้นเกิดขึ้นสอดคล้องกับบริบทโลกขนาดใหญ่ด้วย เพราะเมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในราวครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 (โปรดสังเกตว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและการเมืองลึกลงไปถึงรากฐานทั้งปวง) ‘ยุคทอง’ ของเก้าอี้ในฝรั่งเศสก็ค่อยๆ แพร่ขยายออกไป ก่อให้เกิดยุคทองของเก้าอี้ในประเทศอื่นๆ ตามมา เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ศิลปะในสำนักอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ที่มีแนวคิดเรื่องความเรียบง่าย (Simplicity) ก็ค่อยๆ ลดทอนความวิจิตรซับซ้อนของอิทธิพลเก้าอี้แบบหลุยส์ลง เก้าอี้เริ่มมีเส้นสายตรงไปตรงมา และมีวิธีคิดแบบมินิมอลิสม์มากขึ้น นักออกแบบคนสำคัญก็คือ Michael Thonet ที่ออกแบบเก้าอี้ไม้ดัด (Bendwood Chair) ที่ยังคงความอ่อนช้อยแต่เรียบง่ายขึ้น เป็นการปูทางและจุดประกายให้เกิดการปฏิวัติแนวคิดในวงการเก้าอี้ กระทั่งกลายรูปมาเป็นเก้าอี้ที่เราเรียกกันรวมๆ ว่าเก้าอี้โมเดิร์นในศตวรรษที่ 20

anatomy of chairs

 

       “ในยุคที่เฟื่องฟูด้านปฏิวัติอุตสาหกรรม” ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ เจ้าของร้าน Elementseden ผู้สนใจงานออกแบบสไตล์อินดัสเทรียลเล่าให้ฟัง “โซนที่จะเด่นในเรื่องปฏิวัติอุตสาหกรรมจะเป็นโซนยุโรป แต่ในยุคแรกๆ ยังไม่เป็นอุตสาหกรรมจ๋าเท่ากับในยุคนี้ที่มีการปั๊มผลิตเป็นแมสโปรดักชันแล้ว ต่อให้เป็นอินดัสเทรียล แต่ก็ยังผลิตได้จำนวนไม่เยอะมาก คืออาจจะเยอะในยุคของเขา แต่ไม่ได้เยอะถ้าเทียบกับยุคของเรา เข้าใจว่าสถาปนิกในยุคนั้นทำงานได้หมดเลย ไม่ได้จำกัดว่าต้องออกแบบแค่เก้าอี้นะ เช่น ทำเก้าอี้ด้วย ทำโคมไฟ ผมจึงชอบในความหลากหลายของเขา”

        เก้าอี้แห่งศตวรรษที่ 20 จึงคือหลักฐานยืนยันถึง ‘ลูกหลาน’ ของเก้าอี้ ที่คลี่คลายมาจากยุคทองในศตวรรษที่ 18 ต่อเนื่องมาถึงศตวรรษที่ 19 ได้เป็นอย่างดี

        หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกมุ่งหน้าเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสอดรับกับวิธีผลิตแบบแมสโปรดักชันในยุคนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เก้าอี้สามารถผลิตออกมาได้เป็นปริมาณมาก โดยริบซินสกี้บอกว่า เก้าอี้ที่มีความเป็นประชาธิปไตย (Democratic Chair) มากที่สุด ก็คือเก้าอี้พลาสติกที่เราอาจรู้สึกว่ามัน ‘ธรรมด๊าธรรมดา’ ที่เราเห็นกันจนชินตานั่นเอง เพราะมีการใช้งานกันทั่วไปทั้งในโรงเรียน หอประชุม วัด งานศพ ฯลฯ

        “เก้าอี้ที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดคือเก้าอี้พลาสติกที่เรียกว่า Monobloc Chair “ ภาณุอธิบาย “ที่เรียกว่า Monobloc Chair เพราะเก้าอี้มันผลิตจากแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก หรือว่าแม่พิมพ์ไฟเบอร์กลาส ฉีดออกมาแม่พิมพ์เดียว ไม่ต้องเอามาต่อกัน คือฉีดแล้วได้เก้าอี้นั่งเลย เป็นงานดีไซน์ที่พัฒนามาจากพวกโมเดิร์นดีไซน์ของ ชาร์ลส์ และ เรย์ อีมส์ ที่ทำเก้าอี้ไฟเบอร์กลาสโมโนบล็อก

        “ชาร์ลส์ กับ เรย์ อีมส์ พยายามทำเก้าอี้ที่ตอบสนองอุดมคติของพวกโมเดิร์นนิสต์ คือเป็นเก้าอี้ที่ราคาถูก ผลิตได้ในจำนวนมาก และใช้ทรัพยากรน้อย ยุคนั้นเป็นยุคที่หลังสงคราม วัสดุจะมีราคาแพง หายาก แม้แต่เก้าอี้ราคาแพงในปัจจุบันของอีมส์อย่างอีมส์ เลานจ์ แชร์ จริงๆ เมื่อก่อนเป็นเก้าอี้ทำมาเพื่อให้ขายราคาถูก ไม่ได้ทำจากไม้เนื้อแข็ง แต่เป็นไม้อัดดัดขึ้นรูป พวกนี้ราคาถูกเพราะทำจากเศษไม้หรือลิเนียร์ที่แปรรูปมาจากไม้อีกที เพราะฉะนั้น อุดมคติของโมเดิร์นนิสต์คือราคาถูก ผลิตแบบอุตสาหกรรมได้ คนทั่วไปจับต้องได้ แต่ตอนหลังแพงเพราะเป็นคลาสสิกดีไซน์

        “เก้าอี้โมโนบล็อคที่แพร่หลายเป็นของบริษัทอเมริกัน มันก็คือบรรพบุรุษของเก้าอี้โมโนบล็อคที่พวกเราเห็นทุกวันนี้ ตามวัด ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เวลาทำผลิตขายออกมา เขาทำเป็นล้านตัวเลยนะ มันก็เลยแพร่หลายไปทั่วโลก จนดีไซเนอร์บางคนที่เห็นเก้าอี้นี้บอกว่า มันไม่มีสุนทรียะ เก้าอี้ราคาถูกสุดท้ายมันกลายเป็นขยะ

        “แต่ตอนหลังก็จะมีคนถกเถียงกันเรื่องเก้าอี้พลาสติก มีกลุ่มศิลปินกลุ่มหนึ่งตั้งแคมเปญอันนึงชื่อว่า Stop discrimination cheap furniture คือหยุดเหยียดหยามเฟอร์นิเจอร์ราคาถูก แล้วก็เอาเก้าอี้โมโนบล็อคมาตีความใหม่ คือทำเป็นแคมเปญขึ้นมาเลยว่าเก้าอี้โมโนบล็อคมันมีคุณค่า มีดีไซน์ อย่าไปดูถูกมัน

        “เพราะมันคืองานที่เป็นประชาธิปไตย”

 

anatomy of chairs

เพราะสรีระของเก้าอี้ก็คือสรีระของมนุษย์

        “เก้าอี้เป็นงานที่ยาก คุณเป็นคนแรกเลยนะที่ยอมให้ทำเก้าอี้เป็นงานไม้ชิ้นแรกในชีวิต” นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์ ศิลปินงานไม้ที่เปิดเวิร์กช็อปการทำงานไม้บอกกับนักเรียนคนหนึ่งอย่างนั้น

        “การทำเก้าอี้ ต้องคำนึงถึงหลายเรื่องค่ะ” เธอเล่า “เพราะเก้าอี้คือเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องรองรับน้ำหนักของเราโดยตรง อย่างโต๊ะ เราอาจจะคิดว่ามันใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า แต่จริงๆ โต๊ะไม่ได้รองรับน้ำหนักของมนุษย์โดยตรงเท่าเก้าอี้ พวกตู้ต่างๆ ก็เหมือนกัน การออกแบบเก้าอี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยากค่ะ”

        นักเรียนของนุชจรินบอกว่า – ที่เลือกทำเก้าอี้เพราะคิดว่ามันเป็นเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานของมนุษย์ น่าจะเป็นงานไม้ที่ไม่ยากมากนัก แต่เมื่อมาลองทำดูจริงๆ เขากลับพบว่ามันเต็มไปด้วยรายละเอียด เช่น การเข้าไม้ที่ต้องใช้ joint ที่มีความแข็งแรงเพื่อรองรับน้ำหนัก แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘กายวิภาค’ ของเก้าอี้ ต้องสอดรับกับกายวิภาคของมนุษย์ด้วย

        “ต้องคิดถึงเรื่ององศาของพนักพิง” นุชจรินเล่า “ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

 

anatomy of chairs

 

        เวลาพูดถึงเก้าอี้ที่ออกแบบให้รองรับกับกายวิภาคหรือสรีระของผู้คน หลายคนนึกถึงเก้าอี้ Aeron ที่ผลิตออกขายภายใต้แบรนด์ Herman Miller อันเป็นเก้าอี้ที่ออกแบบโดย Bill Stumpf และ Don Chadwick ถือเป็นเก้าอี้สำหรับนั่งทำงานที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาลตัวหนึ่ง แต่หลายคนอาจไม่รู้ถึง ‘ความลับ’ แห่งการก่อกำเนิด – ว่าแรกทีเดียว ทั้งสตัมพฟ์และแชดวิกไม่ได้คิดจะออกแบบเก้าอี้ตัวนี้สำหรับการทำงานหรอก พวกเขาตั้งใจจะออกแบบเก้าอี้สำหรับคนชราต่างหาก

        ที่จริงแล้ว สตัมพฟ์เป็นลูกของพยาบาลที่ทำงานด้าน ‘พฤฒาวิทยา’ (Gerontology) หรือศาสตร์ในการศึกษาคนชรา เขาจึงสนใจและได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงวัย ซึ่งในช่วงทศวรรษเจ็ดศูนย์นั้น ธุรกิจสำหรับผู้สูงวัยยังไม่บูมขึ้นมา แต่ด้วยความที่เก้าอี้ Aeron นั้นนั่งสบายเอามากๆ มันจึงถูกดัดแปลงด้านการตลาด หันมาพุ่งเป้าไปยังคนที่ต้องนั่ง ‘ติดโต๊ะ’ เป็นเวลานานๆ แทน และประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ

        “พอเป็นยุคโมเดิร์น ก็เริ่มออกแบบโดยคำนึงถึงสรีระ” ภาณุเล่าย้อนประวัติศาสตร์แห่งเก้าอี้ “เพราะคนเริ่มคำนึงถึงการใช้งาน ฟังชันก์ของการใช้งาน ว่าต้องตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องคำถึงนึงระบบการยศาสตร์ หรือ Ergonomics เวลานั่งต้องทำให้ร่างกายสมดุล นั่งแล้วต้องไม่ปวดหลัง นั่งแล้วต้องพักผ่อน

        “คนที่ทำงานแบบนี้ยุคแรกๆ คือ ชาร์ลส์กับเรย์อีมส์ ที่ทำเก้าอี้ที่คำนึงถึงหลักสรีระ ดีไซเนอร์โมเดิร์นหลายคนก็คำนวณการนั่งของคนด้วยการวิจัยว่าคนนั่งท่าไหนสบาย วัดอนาโตมีของคนว่าคนยุโรปมีไซซ์ยังไง เก้าอี้ต้องสะดวกสบายแค่ไหน ต้องมีสัดส่วนการนั่งสูงต่ำขนาดไหน ต้องคำนวณให้มันสบายที่สุด แล้วก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ”

 

anatomy of chairs

 

        เก้าอี้กับกายวิภาคของมนุษย์อาจเป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจมากเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกคุณว่า เคยมีคนพยายามออกแบบเก้าอี้ให้สอดรับกับกายวิภาคของ ‘เมือง’ ด้วยเล่า คุณจะเชื่อไหม

        “ในอินเดียยุคเยาวหะราล เนรูห์ เกิดการสร้างเมืองชื่อชานดิการ์ (Chandigarh) เขาพยายามสร้างเมืองในฝันที่เป็นเมืองหลวงใหม่ของอินเดีย แล้วจ้างดีไซเนอร์ชื่อดังอย่างเลอคอร์บูซิเย (Le Corbusier) ไปออกแบบเมืองทั้งเมืองให้เลย ตั้งแต่สถาปัตยกรรมของตึกต่างๆ เป็นการออกแบบแบบบูรณาการมาก แล้วไม่ใช่ออกแบบแค่เมือง แต่ออกแบบทุกอย่างแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์สำหรับเมืองนั้น รวมไปถึงเก้าอี้ด้วย แต่ว่าใช้วัสดุของอินเดีย เช่น ไม้สัก ทำให้เกิดเฟอร์นิเจอร์ชุดที่ชื่อว่าชานดิการ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นของหายากล้ำค่ามาก เพราะว่าพอชานดิการ์มันเป็นเมืองหลวงไม่สำเร็จ ก็กลายเป็นว่าล่มสลายทางเศรษฐกิจ เฟอร์นิเจอร์ไม้พวกนี้ก็ถูกทำลายไป”

        แนวคิดของเนรูห์ว่าด้วยเมืองชานดิการ์แทบไม่ต่างอะไรนักกับแนวคิดของคณะราษฎรเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

        “ผมไปดูรูปถ่ายเก่าๆ ที่แสดงในหอศิลป์” ภาณุเล่า “คนในยุคหลัง 2475 ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพนะ อย่างคณะราษฎร เวลาปฎิวัติ เขาปฎิวัติไปถึงงานดีไซน์ คืองานดีไซน์ของคณะราษฎรมันเป็นงานบูรณาการ คือออกแบบทุกอย่างตั้งแต่ตึก แล้วงานสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่ภายนอก แต่รวมไปถึงสถาปัตยกรรมภายใน ไปจนถึงการใช้เก้าอี้

        “ผมดูในรูปถ่ายของข้าราชการยุคนั้นแล้วเซอร์ไพรส์มากเลย เราจะนึกว่าข้าราชการใช้เก้าอี้แบบนักเรียน แบบเก้าอี้โรงเรียนรัฐบาล แต่ไม่ใช่นะ เขาใช้เก้าอี้แบบเวียนนา (Vienna Chair) ใช้เก้าอี้ดูแล้วมีสุนทรีย์ นั่งแล้วสบาย”

        แต่ในบางยุคสมัย เก้าอี้ก็ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับอารมณ์ความรู้สึกป่าเถื่อน คล้ายเมื่อย้อนกลับไปสู่ยุคมืด ยามที่ผู้คนเข่นฆ่ากันเพื่อสิ่งที่ตนคิดว่าสูงส่งกว่า – ทั้งที่อาจไม่มีสิ่งนั้นอยู่อย่างแท้จริง

        เมื่อสรีระถูกฟาดด้วยเก้าอี้ คำว่า ‘เก้าอี้’ จึงกลายเป็นศัพท์สแลงที่หมายถึงการลงทัณฑ์ด้วยเหตุผลอันไร้เหตุผล ด้วยความป่าเถื่อนที่คิดว่าตนศิวิไลซ์ ด้วยสาเหตุอันต่ำช้าที่คิดว่าตนสูงส่ง

        ตัวอย่างเช่นในปี 2519 ที่ท้องสนามหลวง กับการใช้เก้าอี้ฟาดสรีระของผู้ที่เคยมีชีวิตอยู่

        “ผมรู้สึกเหมือนคุณใช้งานศิลปะฆ่าคน” ภาณุพูด “เหมือนคุณเอาภาพวาดปีกัสโซ่มารัดคอคน ผมว่ามันป่าเถื่อน แค่การทำร้ายกันมันก็ป่าเถื่อนแล้ว แต่ว่าคุณใช้ของที่คนอื่นสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้มีประโยชน์มีฟังชันก์ ใช้ในการพักผ่อนทำให้คนมีความสุข นำมาย่ำยี ใช้ทำร้ายคน คนที่คุณทำร้ายคือคนที่ตายแล้ว มันยิ่งแย่ไปใหญ่ อัปยศและอำมหิตที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้”

        หากเรามองว่า สรีระของเก้าอี้สรรค์สร้างขึ้นจากสรีระของมนุษย์ การใช้เก้าอี้เพื่อทำลายสรีระของมนุษย์ จึงอาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องย้อนแย้งใหญ่หลวงที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับความเป็นมนุษย์

        และมันเกิดขึ้นในสังคมไทย – สังคมที่เราสังกัดอยู่เสียด้วย

        ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าหรอกหรือ?

        ไม่่ใช่เรื่องที่ควรพยายามยับยั้งการซ้ำรอยของประวัติศาสตร์หรอกหรือ?

Chair: Artefact of Culture

        ในบทนำของ Now I Sit Me Down ริบซินสกี้เล่าถึงห้องทำงานของเขา ห้องที่มีโต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเก้าอี้ทำงานที่ทำจากไม้อีกหนึ่งตัว

        เขาเล่าว่า เก้าอี้ทำงานนั้น เขาซื้อมาจากตลาดเก่าเมื่อราวสามสิบปีก่อน เขาเล่าด้วยว่า คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของเขาคือเครื่อง Osborne ที่ซื้อมาใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน ตามมาด้วยเครื่องพีซีอีกมากมายหลายเครื่อง ปัจจุบัน เขาใช้เครื่องแมคใหม่เอี่ยม

        ใช่ – คอมพิวเตอร์เปลี่ยนไปแล้วไม่รู้จักกี่เครื่อง แต่เก้าอี้ที่เขาใช้ยังคงเป็นตัวเดิมตัวนั้น

        เช่นเดียวกับที่ผู้คนยังคงใช้เก้าอี้วินด์เซอร์ เก้าอี้อะดิรอนแด็ก เก้าอี้หลุยส์ เก้าอี้สตูล เก้าอี้โยก เก้าอี้โมเดิร์น และเก้าอี้อื่นๆ อีกมากมายที่ได้ถูกออกแบบขึ้นเมื่อนับสิบนับร้อยปีที่แล้ว

        ดีไซน์ของมันยังคงเดิม มันยังคงเป็นเก้าอี้แบบเดิม และเรามนุษย์ก็ยังคงตกหลุมรักเก้าอี้เหล่านั้นเหมือนที่บรรพบุรุษของเราเคยตกหลุมรัก

        สำหรับริบซินสกี้ เก้าอี้จึงคือเครื่องเชื่อมโยงอันมีชีวิต ที่พาเขาตระเวนผ่านกาลเวลา จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และเขาจะนั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นไปจนถึงอนาคต

        เก้าอี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เก้าอี้ยังแสดงให้เราเห็นถึงวิธีคิดและรสนิยม แสดงให้เราเห็นถึงสรีรวิทยาและแฟชั่น แสดงให้เห็นถึงอำนาจและความพึงพอใจต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่เกิดขึ้นกับผู้คนในแต่ละยุคสมัยด้วย

 


ที่มา:

– Now I Sit Me Down: From Klismos to Plastic Chair: A Natural History โดย Witold Rybczynsk

www.metmuseum.org/toah/hd/ffurn/hd_ffurn.htm

www.theatlantic.com/international/archive/2016/08/chairs-history-witold-rybczynski/497657/

www.timetoast.com/timelines/chair-styles-through-history

Chair Anatomy: Design & Construction โดย James Orrom

ขอขอบคุณ:

– คุณภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

– คุณนุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์ www.nucharinw.com

– คุณก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ www.facebook.com/ELEMENTSEDEN

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง