ดวงเมือง 2563 วิเคราะห์ชะตาประเทศไทยผ่านตำราโหราศาสตร์

Feature
18 Nov 2020
เรื่องโดย:

ธนภาคย์ อิทธิชัยพล

Highlights

การดูดวงชะตาคืออะไร? สามารถเชื่อถือได้จริงๆ หรือ?

        หากพูดถึงผู้พยากรณ์ในยุคดิจิตอล ทุกๆ คนคงจะนึกถึงเหล่า Data Analyst หรือ Data Science ซึ่งเป็นผู้ใช้ตัวเลขหรือข้อมูลในอดีตในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ของบริษัทหรือยุทธศาสตร์ของบ้านเมือง 

        เพราะคนเรานั้นต่างหมกมุ่นกับการอยากรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และมองไปถึงอนาคตข้างหน้าเรื่อยๆ จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดรายได้ของคนสายอาชีพนี้จึงสูงนัก

        แล้วในอดีต หากเราต้องการที่จะล่วงรู้ถึงอนาคตเราจะทำอย่างไรกัน? คำตอบก็คือการดู ‘ดวงชะตา’ (Horoscope) ด้วยวิชาโหราศาสตร์ (Astrology) ที่ว่าด้วยการสังเกตตำแหน่งการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า เพื่อนำมาผูกดวงและตีความ เนื่องจากมีความเชื่อว่าการเคลื่อนที่ของดวงดาวนั้นมีผลต่อการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกใบนี้ของเรา

        แม้ว่าจะมีทฤษฎี และ ‘ศาสตร์’ อันเป็นแบบแผนอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ถูกยอมรับในทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด 

        แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจที่ในโลกยุคใหม่ที่เชื่อความเป็นเหตุเป็นผล และการพิสูจน์ได้ มากกว่าความเชื่อ การดูดวงกลับยังเป็นที่นิยมในสังคมไทย โดยให้เหตุผลว่า “เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลาย” หรือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”

        ดังนั้น ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยของเรากำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และทุกๆ ฝ่ายต้องการทราบว่าในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ช่วงเวลาที่แม้แต่การใช้ตัวเลขข้อมูลของนักสถิติก็มิอาจคาดการณ์ ‘ดวงชะตา’ ของเมืองไทยในอนาคตข้างหน้าได้แม่นยำ การนำวิชาโหราศาสตร์มาใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันเลยกลายเป็นทางเลือกเดียวที่อาจเหลืออยู่ 

        มันอาจเป็นสาเหตุเดียวกันที่เราเลือกสีเสื้อมงคลก่อนออกจากบ้านเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย 

        เหตุผลยอดนิยมที่หลายๆคนชอบพูดกันว่า 

        “เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลาย”

ดวงเมือง

 

ประเทศไทยกับวิชาการดูดวงชะตา 

        ‘โหราศาสตร์’ (Astrology) คือหนึ่งในศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ และมีความใกล้ชิดกับคนไทยมายาวนาน นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะเห็นได้ว่าผู้ใดที่มีวิชาทางด้าน ‘โหร’ ในการพยากรณ์ จะได้รับการเชิดหน้าชูตาจากสังคมตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน เพราะว่าการล่วงรู้อนาคตนั้นนับเป็นอภิสิทธิ์จนได้สถานะทางสังคมที่เหนือกว่าผู้อื่น

        บวกกับประเทศไทยเป็นประเทศที่ชะตาของเมืองขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ เนื่องด้วยคนในเมืองสยามเมื่อครั้งในอดีตนั้นประกอบอาชีพการเกษตร เพาะปลูกกันเสียส่วนใหญ่ และในสมัยนั้นเรายังไม่มีช่องพยากรณ์อากาศ หากใครสามารถที่จะรับรู้ความเป็นไปของฟ้าดินที่นอกเหนือไปจากตารางการเพาะปลูกตามปฏิทิน จะทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้วิเศษเลยทีเดียว 

        แต่เดิมวิชาโหราศาสตร์นั้นผูกขาดเอาไว้เฉพาะในพระราชสำนักเท่านั้น โดยหน้าที่ในการทำนายดวงชะตาฟ้าดินจะเป็นหน้าที่ของ ‘โหราธิบดี’ ผู้มีความรู้ในการศึกษาการเคลื่อนย้ายของดวงดาว การดูดวงพยากรณ์วิชาเหล่านี้จะแพร่หลายในหมู่เจ้านายหรือพระสงฆ์ที่มีความรู้สูงๆ ในพระราชสำนัก เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดพิธีการทางศาสนา และราชพิธีต่างๆ ของรัฐ และพระมหากษัตริย์ ยังรวมไปถึงการเคลื่อนพลกรีฑาทัพเพื่อออกศึกอีกด้วย

        ในอดีต ศาสตร์แห่งการพยากรณ์นอกเหนือไปจากโหราศาสตร์นั้นไม่ได้รับการยอมรับแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบัน ศาสตร์แห่งการทำนายมีอยู่มากมาย อีกทั้งยังได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำ นำไปใช้ได้จริง และพิสูจน์ได้อย่างมีหลักการ เช่น วิธีคิดแบบคณิตศาสตร์ สถิติศาสตร์ และศาสตร์การทำนายผ่านการใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณหาความเป็นไปได้ของอนาคตที่จะเกิดขึ้น เรียกรวมๆ ว่าเป็น ‘อนาคตศาสตร์’

        แต่กระนั้น อนาคตศาสตร์ก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมของวิชาโหราศาสตร์นั้นเสื่อมถอยลงไป หรือหากพูดให้ถูกต้องก็คือ วิชาโหราศาสตร์นั้นกระจายสู่ประชาชนมากขึ้น (Decentralize) อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นไว้ว่า วิชาโหราศาสตร์นั้นมักจะผูกขาดไว้เฉพาะในสังคมของชนชั้นสูงฝ่ายปกครอง หรือในสังคมของพระหรือนักบวชเท่านั้น โดยในปัจจุบัน เราได้เห็นการกระจายตัวของโหราศาสตร์สู่ประชาชนมากขึ้น สอดคล้องกับสภาวะสังคมในปัจจุบัน

        เราจึงเห็นบทบาทของเหล่า ‘หมอดู’ ผู้มีวิชาในการทำนาย มีความหลากหลายทางวิชาชีพตามความถนัดมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ ‘โหราศาสตร์’ เท่านั้น แต่วิธีทำนายทายทักอื่นๆ นอกเหนือไปจากการคำนวณทางโหราศาสตร์ขึ้นอีกมาก ทั้งการดูลายมือ กราฟชีวิต การถอดไพ่ เซียมซี ให้ผู้คนในสังคมเลือกใช้บริการ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิต ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์มารองรับเลยก็ตาม

        แม้แต่ในสังคมยุคใหม่ เราก็ยังพบเจอวิธีเสริมบุญบารมีของตนในหลายๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็น สีเสื้อมงคล การบูชาเครื่องรางของขลังเพื่อเสริมดวง การเจิมรถยนต์ที่ซื้อมาใหม่ หรือแม้กระทั่งนิตยสารก็มีคอลัมน์ดูดวงเป็นของตัวเอง จนมีศัพท์เฉพาะว่า ‘สายมูเตลู’ ที่เป็นคำเรียกของผู้คนที่ชื่นชอบการเสริมดวง

        การเสริมดวงชะตามีอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ไปจนถึงระดับบ้านเมือง จะเห็นได้จากพระราชพิธีสำคัญล้วนจำเป็นต้องพึ่งฤกษ์งามยามดี เพื่อให้พิธีนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น หรือแม้แต่ในเกมการเมือง การทำรัฐประหารก็ต้องอาศัยวันและเวลาที่เป็นใจเช่นกัน ฝ่ายกำลังพล นักการเมือง หรือนายทหารชั้นสูงสมัยประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา จึงมักจะมีโหรประจำตัวเอาไว้คอยชี้ทางปฏิบัติให้อีกด้วย

        แล้วชะตาของบ้านเมืองเราใน พ.ศ. นี้ เหล่าโหรดูไว้อย่างไรบ้าง น่าหวาดหวั่นแค่ไหน และเชื่อถือได้หรือเปล่า ไปดูกัน

ดวงชะตาประเทศไทยในปี 2563

        โหรโสรัจจะ นวลอยู่ เจ้าของฉายา ‘นอสตราดามุสเมืองไทย’ ได้ทำนายดวงชะตาของเมืองไทยในปี 2563 ไว้ว่า “ดวงเมืองตกเคราะห์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เกิดวิกฤตบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน ประเทศชาติจะตกเข้าสู่มหากลียุค ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจะเกิดปัญหาน้ำท่วมที่ใหญ่กว่าปี 2554 เนื่องจากน้ำทะเลทะลักจากขั้วโลกละลาย ส่งผลให้กรุงเทพฯ จมน้ำในบางส่วน

        “ภาพรวมของพื้นที่ดวงประเทศนั้นย่ำแย่มาตลอด เผอิญเกิดสุริยุปราคา บวกกับดาวพระอาทิตย์ย้ายเข้าราศีเมถุนมาทับดาวราหู จรอยู่ราศีเมถุนด้วย อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังมีดาวมฤตยูทับลัคนาดวงเมืองตั้งแต่ปี 2559 ครั้งนี้ดาวพระอาทิตย์ได้เข้าทับราหู อีกทั้งยังทำมุมหักศอกกับดวงเมือง ซึ่งเสริมแรงดาวมฤตยู ประจวบเหมาะกับช่วงที่ดาวเสาร์ย้ายราศีมังกรซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการหักศอกที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย อะไรที่ไม่เคยคาดว่าจะเกิดก็สามารถที่จะเกิดในช่วงนี้ได้หมด

        “จะเกิดวิกฤตการทางการเมือง เศรษฐกิจ ความเจ็บป่วย โรคระบาดสายพันธ์ุใหม่เข้ามาปะทุอีกรอบภายในปลายปี สังเกตได้จากดาวเสาร์เข้ามาทางราศีธนู แล้วย้ายเข้าราศีมังกร และในเดือนพฤศจิกายน ดาวพฤหัสจะขยับขึ้นไปอยู่ใกล้ดาวเสาร์ จากภัยแล้งหนัก จะกลายมาเป็นน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี ส่งผลให้ปีหน้าจะมีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี อากาศวิปริต ภัยพิบัติต่างๆ รุนแรง เกิดความอดอยากในประเทศ น้ำทะเลเข้าทะลักเนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย หากไม่ทำการป้องกันหรือรับมืออาจจะทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ บางส่วนต้องหายไปเลย”

        โหรโสรัจจะได้กล่าวไว้เพิ่มเติมว่า “ดวงเมืองเช่นนี้จะส่งผลให้เกิดคราวเคราะห์ที่รุนแรงที่สุดของประเทศ เรียกได้ว่าเป็นอภิมหากลียุคของประเทศไทย สังเกตได้จากช่วงต้นเดือนกรกฎาจะมีการเคลื่อนไหวของม็อบประชาชนเพื่อเคลื่อนไหวในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง ความขัดแย้ง เศรษฐกิจแย่ลง ปัญหาปากท้อง ความยากจน” 

        ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นโหรโสรัจจะเองที่เคยใช้วิชาโหราศาสตร์ในการทำนายว่าช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2563 จะเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกจะต้องพบกับยุคมืด และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งสงครามระหว่างประเทศมหาอำนาจ และความขัดแย้งภายในของประเทศเสรีนิยมอย่างสหรัฐฯ มีไข้หวัดนกสายพันธ์ุใหม่ที่กลายพันธ์ุเข้ามาทำลายล้างชีวิตมนุษย์และสัตว์ ทำให้สูญเสียชีวิตมนุษย์ไปอย่างมาก นับเป็นความสยดสยองในวงการการแพทย์ เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศไทยจะพังเพราะเชื้อโรคหวัดนกตัวดังกล่าว

        “ผมหวังว่าผมจะทำนายทุกอย่างผิด และหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่ผมคิด” นี่คือคำพูดที่โหรโสรัจจะได้กล่าวเอาไว้หลังจากที่ได้ทำนายดวงชะตาเมืองไทยในรายการทีวีรายการหนึ่ง 

Fact Vs Faith: ความจริงกับความเชื่อ

        แน่นอนว่าศาสตร์แห่งโหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่นำทฤษฎีการโคจรของดวงดาวมาพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะเป็นเช่นไรบ้าง สาเหตุของการตีแผ่ทฤษฎีดังกล่าวอาจจะประกอบไปด้วยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าอนาคตจะเป็นแบบที่คาด หรือการที่ต้องการทราบเหตุร้ายเพื่อที่จะได้หาวิธีป้องกัน 

        ซึ่งไม่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดของวิชาโหราศาสตร์คือ ‘ความแม่นยำ’ หากปราศจากความแม่นยำแล้วละก็ ไม่ว่าจะมีหลักการที่ดีแค่ไหน ในเชิงทฤษฎี หากไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้ ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนั้น 

        คำถามก็คือ การคาดการณ์ของโหรโสรัจจะนั้นมีเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องในเชิงสถิติอยู่มากน้อยแค่ไหน? 

        เหล่าหมอดูมักจะมีสโลแกนปิดท้ายในการคาดคะเนของตนอยู่เสมอเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ ‘สายมู’ ที่ชื่นชอบในการดูดวง ไม่ว่าจะเป็น ‘ฟันธง’ หรือ ‘คอนเฟิร์ม’ นั่นหมายความว่า เหล่าหมอดูเหล่านี้มั่นใจว่าผลของการทำนายจะออกมาถูกต้องตามที่พวกเขาคาดการณ์ 100% แต่อย่างไรก็ตามมักจะห้อยท้ายด้วยคำว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย

        จึงมีการทำแบบสำรวจออกมาว่าความแม่นยำของ ‘หมอดู’ เหล่านี้เป็นอย่างไรในเชิงตัวเลข? และจากการสำรวจผลการทำนายของเหล่า ‘โหร’ 742 คน ให้ผลในเชิงสถิติว่า ความแม่นยำของการใช้โหราศาสตร์ในการทำนายนั้นอยู่ที่ราว 50% พอๆ กับการทำนายแบบสุ่มหรือการโยนหัวโยนก้อยนั่นเอง

        หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วคำทำนายของโหรโสรัจจะอยู่ใน 50% ด้านใด ด้านหัวที่ทายถูกต้อง หรือด้านก้อยที่ผิดพลาด

Fact Checker: อะไรที่ไม่เคยคาดว่าจะเกิดก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้หมด

        ประโยคที่ว่า “อะไรที่ไม่คาดว่าจะเกิดก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้หมด” นั้นมีความจริงซ่อนอยู่มากน้อยแค่ไหน? เป็นที่รู้กันอยู่ว่าปี 2563 เป็นปีที่เราพบกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจการเมือง และสังคม จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้เราต้องอยู่กับวิถีชีวิตใหม่ New Normal บนโลกที่เชื้อไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้ทางอากาศ 

        การเดินทางระหว่างประเทศทำได้ยากขึ้น การปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพของเราต้องลดลงเพื่อลดการแพร่เชื้อ แต่ขอบคุณเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้ปัจจัยทางด้านพื้นที่ไม่เป็นปัญหาในการติดต่อสื่อสาร เนื่องจากเรามีพื้นที่ทางดิจิตอลที่สามารถพูดคุย สื่อสารกันได้อย่างปกติ 

        แต่สิ่งที่ไม่ปกติคงจะเป็นขนบในการทำงานที่จำเป็นต้องมีออฟฟิศที่หายไป และเปลี่ยนไปใช้วิธีทำงานแบบไร้ออฟฟิศแทน (Remote Work) ทั้งที่จริงๆ แล้วโลกเรามีทั้ง ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ที่พร้อมสำหรับการทำงานแบบดังกล่าวมาสักพักแล้ว แต่โควิด-19 เป็นตัวผลักดันให้เกิดการบังคับใช้มากขึ้น

 

ดวงเมือง

 

        ในทางด้านการเมืองนั้นก็เกิดเหตุการณ์การรวมตัวกันเพื่อประท้วงต่อการบริหารงานที่ล้มเหลว และการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของรัฐบาล โดยเป็นการชุมนุมที่มีผู้ร่วมชุมนุมที่หลากหลายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านอายุและความเชื่อ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการให้รัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ อันได้แก่ 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ยุบสภา และ 3.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 

        สิ่งที่เซอร์ไพรส์สังคมไทยก็คือ ข้อเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามแนวทางที่แนวร่วมชุมนุมได้เรียกร้อง 10 ข้อ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาก่อนเลย ข้อเรียกร้องดังกล่าวจึงเป็นเหมือนกับการปลดล็อก ‘ข้อห้าม’ ในสังคมเกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งหลายคนเรียกว่าเป็นการ ‘ดันเพดาน’ อันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน 

        ดังนั้น การคาดการณ์ในเรื่องดังกล่าวจึงนับว่า ‘แม่นอยู่’

Fact Checker: จะเกิดวิกฤตการทางการเมือง 

 

ดวงเมือง

 

        สิ่งที่น่าคิดตามสำหรับคำทำนายดังกล่าวก็คือ คำทำนายที่ว่า “จะเกิดวิกฤตการทางการเมือง เศรษฐกิจ ความเจ็บป่วย โรคระบาดสายพันธ์ุใหม่เข้ามาปะทุในปลายปี” 

        ในส่วนของวิกฤตการทางการเมืองนั้น ณ เวลาที่บทความชิ้นนี้ออกไป คาดว่าการชุมนุมเพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของกลุ่มม็อบราษฎรจะยังคงชุมนุมกันอยู่ เนื่องจากดูท่าทีของทั้งฝั่งรัฐบาลและฝั่งผู้ชุมนุมแล้วไม่มีท่าทีว่าใครจะยอมใคร ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาขอร้องให้ ‘ถอยคนละก้าว’ แล้วก็ตาม แต่ล่าสุดเราเห็นภาพการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงสูงและแก๊สน้ำตา ชะตาของเมืองไทยที่บอกว่าจะเกิดวิกฤตการทางการเมืองจึงดูเหมือนได้เกิดขึ้นไปแล้ว และไม่มีท่าทีว่าจะสงบได้ในเร็ววัน

Fact Checker: เศรษฐกิจแย่ลง ปัญหาปากท้อง ความยากจน

 

ดวงเมือง

 

        การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำเศรษฐกิจโลกเกิดการชะลอตัว โรงงานในประเทศไทยมากกว่า 4,200 แห่ง ต้องปิดตัวลง และด้วยความที่ประเทศไทยของเราเป็นฐานการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม จึงส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

        อัตราการเลิกจ้างที่สูงขึ้นส่งผลให้ผู้คนขาดรายได้ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนลดลง ส่งผลให้เกิดปัญหาปากท้องที่ตามมาเนื่องจากรัฐสวัสดิการไม่สามารถที่จะดูแลปัญหาดังกล่าวได้อย่างครอบคลุม มาตรฐานในการครองชีพของชาวไทยจะต่ำลง ทำให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินที่ต่ำ ผลที่ตามมาคือปัญหาด้านความเครียด และปัญหาทางด้านอาชญากรรม

        ส่วนปัญหาทางด้านมหภาค ในปัจจุบันประเทศไทยมี GDP ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ติดลบอยู่ที่ 12.2% เนื่องจากรายได้หลักของประเทศมาจากการท่องเที่ยว และการส่งออก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ได้รับผลกระทบจากพิษโควิด-19 

Fact Checker: มีไข้หวัดนกสายพันธ์ุใหม่ที่กลายพันธ์ุเข้ามาทำลายล้างชีวิตมนุษย์

 

ดวงเมือง

 

        ส่วนในเรื่องของโรคระบาดนั้น ณ เวลาที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่นั้น ไม่มีข้อมูลมาว่าจะเกิดการกลายพันธ์ุของไข้หวัดนกสายพันธ์ุใหม่แต่อย่างใด ส่วนเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกนั้น ก็มีข่าวดีว่าบริษัท Pfizer กำลังร่วมพัฒนาวัคซีนกับ BioNTech ที่สามารถต้านทานไวรัสโควิด-19 ได้มากกว่า 90% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเร่งขอใบอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐฯ เพื่อให้มีการใช้วัคซีนภายในประเทศ

        แต่ก็มิอาจทราบได้ว่า ในอนาคตข้างหน้าจะมีไวรัสตัวไหนเข้ามาเล่นงานมนุษยชาติอีกหรือเปล่า?

ดวงชะตาของ ‘ท่านนายกรัฐมนตรี’

        หากพูดถึงเรื่องดวงชะตาของเมืองไทยในปี 2563 แล้ว คงจะไม่พูดถึงผู้ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศอย่าง ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ไม่ได้ และในหัวข้อของ ‘ดวงชะตา’ นั้น เชื่อว่าหลายๆ ท่านก็อยากทราบว่าชะตาของพลเอกประยุทธ์จะเป็นอย่างไร

        โหรโสรัจจะ นวลอยู่ ได้เอ่ยถึงดวงชะตาของนายกรัฐมนตรีไว้ว่า “อาจมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือการปฏิวัติเกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล ขอให้ท่านผู้นำทำบุญไว้มากๆ เพราะท่านนายกฯ กำลังดวงตก เพราะดวงเมืองกำลังนำไปสู่การยุบสภา เพื่อปฏิวัติครั้งใหญ่”

        ส่วน โหรฟองสนาน จามรจันทร์ โหรที่มักจะออกมาดูดวงชะตาบ้านเมืองอยู่เสมอๆ  ได้กล่าวไว้ว่า “ตั้งแต่วันเกิดของท่านในปี 2563 เป็นต้นไป ถึงวันเกิดปี 2564 ตัวท่านเข้มแข็งขึ้น แต่ต้องระวังเจ็บไข้ได้ป่วย ความเจ็บไข้ โรคเก่ากำเริบ โปรดระวังโรคหัวใจ ระวังพลัดพรากสูญเสีย ระวังการทรยศหักหลัง”

        “ช่วงที่ต้องระมัดระวังคือ 17 กรกฎาคม ถึง 13 พฤศจิกายน 2563 ต้องช่วยตัวเองอย่างหนัก ต้องสู้คนเดียว หลังจากนั้นจะมีบางอย่างเกิดขึ้นที่ท่านไม่คาดคิด ท่านจะเข้มแข็ง มีบางอย่างมาคานดวงชะตา จึงอยากยุให้ท่านทำสวนป่า ปลูกต้นไม้ ประคองตัวเองหลังจากนั้นเสมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

        จากข้อมูลข้างต้นก็ไม่สามารถพูดได้ว่า เหล่าโหราจารย์ทั้งหลายทายดวงนายกฯ ประยุทธ์ไว้แม่นหรือไม่ และคงมีแค่ตัวนายกฯ เองเท่านั้น ที่จะตอบคำถามนี้ได้

สรุป: ดวงชะตาเมืองแย่จริงหรือเปล่า?

        จากการที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นบทความว่า เรื่องเกี่ยวกับโชคชะตาโหราศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ ‘เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลาย’ โดยเฉพาะเรื่องในแง่ร้าย เพราะโหราศาสตร์เป็นเหมือน ‘แผนที่’ ที่จะแม่นยำหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้เขียนแผนที่นั้นๆ แต่สำหรับผู้ใช้แผนที่ ยิ่งมีคำทำนายร้ายๆ เราก็อาจยิ่งต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของ ‘ดวงเมือง’ ที่หมายถึงแผ่นดินที่พวกเราอาศัยอยู่กัน 

        สติ ความรู้ ปัญญา การใช้ตรรกะ และการใช้วิจารณญานให้ถ่องแท้ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการคาดการณ์อนาคตที่ยังมาไม่ถึง 

        ไม่ว่าคำพยากรณ์ดวงเมืองจะเป็นอย่างไรก็ตาม!

 


อ้างอิง:

https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/1729715 
https://www.sanook.com/news/8278758 
https://siamrath.co.th/n/123707 
https://www.silpa-mag.com/history/article_10033
https://sites.google.com/site/buddhistastro/lesson-p-1-horasastr-beuxng-tn/horasastr/khwampenmakhxnghorasastrthiy 
https://www.naewna.com/politic/500976 
https://www.matichon.co.th/social/news_2402137 
https://siamrath.co.th/n/164697  
https://www.spiritualresearchfoundation.org/spiritual-research/other-spiritual-research/how-accurate-is-astrology 
https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=10521&filename=QGDP_report  
https://www.prachachat.net/csr-hr/news-485802
http://service.nso.go.th/nso/web/article/article_61.html
https://www.dailynews.co.th/politics/750534 
https://www.matichonweekly.com/column/article_260564 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนภาคย์ อิทธิชัยพล

ครีเอทีฟ ที่ตามหานิยามของคำว่า 'ครีเอทีฟ'