‘วาฬใกล้เมือง’ การอยู่ร่วมกันระหว่างสัตว์สงวนตัวใหญ่ในอ่าวไทย และมนุษย์ผู้ใช้ชีวิตท่ามกลางตึกระฟ้า

Feature
15 Sep 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

“28 กรกฏาคม 2562 หรือเมื่อปีที่แล้ว ผมถ่ายภาพเจ้าสิงหาอ้าปากได้ที่บริเวณนอกชายฝั่งบางขุนเทียน เห็นตึกระฟ้าของเมืองกรุงเป็นฉากหลัง ผ่านไปหนึ่งปี ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 ภาพนี้ก็ฉายซ้ำอีกครั้ง กับวาฬบรูด้าหากินแถวแนวชายฝั่งกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ” 

        นี่คือข้อความที่เขียนถึง ‘วาฬบรูด้า’ ในอ่าวไทยตอนบนของ ‘ทัวร์’ – จิรายุ เอกกุล ช่างภาพสัตว์ป่า ซึ่งเป็นผู้ถ่ายภาพนี้ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทนำเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Wild Encounter Thailand และบริษัทนำเที่ยวเพื่อการชมวาฬ Wildlife eX 

        “ผมถ่ายภาพวาฬมากว่า 10 ปี แต่ปีแรกที่เห็นภาพวาฬในทะเลกรุงเทพฯ คือเมื่อปี 2558 แต่ไม่ได้อยู่ใกล้ขนาดนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีระยะห่างจากฝั่งประมาณ 5-10 กิโลเมตร” 

        สรุปว่า ‘วาฬใกล้เมือง’ หรือเป็น ‘เมือง’ ต่างหาก ที่ขยับเข้าใกล้วาฬ

        เป็นไปได้หรือไม่ว่า การปรากฏกายของวาฬใกล้เมือง เป็นวัฏจักรการกินตามปกติของวาฬ หรือว่าลึกๆ แล้ว วาฬต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่างให้มนุษย์ได้รับรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

วาฬบรูด้า

วันวาฬ 

        การพบวาฬใกล้เมืองไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอ่าวไทย แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก อย่างที่ซิดนีย์ มีการพบวาฬหลังค่อมบริเวณปากทางเข้าอ่าวซิดนีย์ มีภาพของวาฬตัวใหญ่กระโดดเริงร่าท่ามกลางแสงแดดยามเช้า โดยเบื้องหลังคือตึกระฟ้าและโอเปราเฮาส์ และบางครั้งผู้คนยังพบเห็นวาฬเพชฌฆาต วาฬมิงค์ และวาฬบรูด้า ด้วย

        ล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีคนเห็นยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล คือ ‘วาฬสีน้ำเงิน’ บริเวณนอกชายฝั่งซิดนีย์ ในน่านน้ำใกล้ชายหาดมารูบรา (Maroubra) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 100 ปี ที่มีการพบเห็นวาฬที่ใหญ่ที่สุดในโลกชนิดนี้ 

        หมุนโลกไปที่สหรัฐอเมริกา กับข่าวคราวการปรากฏกายของ ‘วาฬหลังค่อม’ กับฉากหลังคือมหานครนิวยอร์ก บริเวณท่าเรือนิวยอร์ก ใกล้กับเกาะโคนีย์และชายฝั่งบรูคลิน หลังจากที่หายหน้าหายตาไปนานกว่า 20 ปี เพราะน่านน้ำรอบมหานครนิวยอร์กเคยมีทั้งสารเคมี และขยะที่เป็นพิษ 

        แต่เมื่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยน มีทั้งพระราชบัญญัติน้ำสะอาด (Clean Water Act) พระราชบัญญัติสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species Act) และพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเล (Marine Mammal Protection Act) คุณภาพน้ำทะเลก็ดีขึ้น สารอาหารในทะเลอย่างแพลงก์ตอนและสาหร่าย อันเป็นอาหารหลักของลูกปลาเมนฮาเดน  เมนูสุดโปรดของวาฬหลังค่อม ก็เพิ่มขึ้น วาฬจึงกลับมาอีกครั้ง แถมเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 5 ตัว ในปี 2554 เป็น 377 ตัว ในปี 2562 

        ในเรื่องดีๆ ยังมีเรื่องให้สลดใจ เพราะทุกวันนี้ยังคงพบข่าวการตายของวาฬหลังค่อมอยู่เรื่อยๆ สาเหตุมาจากถูกเรือชน เนื่องจากทะเลรอบๆ มหานครนิวยอร์กเป็นย่านที่มีการเดินเรือหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  

วาฬบรูด้า      

        ย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ เมืองที่มีคนอาศัยเป็นลำดับที่ 32 ของโลก และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดในโลก พื้นที่ปากอ่าวไทยอันเป็นปลายทางของแม่น้ำเจ้าพระยา มีขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดของไทย (พ.ศ. 2561) แต่ที่นี่ก็เป็นพื้นที่สำคัญของ ‘วาฬบรูด้า’ สัตว์สงวนตัวล่าสุดของไทย ที่ใช้หากิน เลี้ยงลูก และอาศัยอยู่กว่า 80 ตัว ในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยตอนบน หรืออ่าวตัว ก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี 

        วาฬเหล่านี้อาศัยอยู่ในอ่าวไทยมาโดยตลอด เมื่อวาฬตื่นก็ว่ายออกมาอ้าปากหากินบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน หรือด้านบนของตัว ก ระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร ตรงนี้คือ whales watching spot หรือจุดชมวาฬ ดังนั้น ภาพที่เห็นวาฬอ้าปากกินแถวบางปู ศรีราชา เขาสามมุข เพชรบุรีต่างๆ คือพื้นที่กินอาหารของวาฬทั้งหมด 

        เมื่อกินเสร็จ วาฬก็ว่ายกลับไปแถวๆ กลางอ่าว ย้อนกลับไปราวสิบปีก่อน ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่ามีวาฬอยู่ในทะเลแถวๆ แหลมผักเบี้ย ในอ่าวบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันตก ส่วนอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก กลายเป็นพื้นที่ตกสำรวจทั้งหมด ไม่มีใครคาดคิดว่าวาฬจะอยู่ใกล้คนเมืองได้มากขนาดนี้ 

        แต่จากการเก็บข้อมูลวาฬบรูด้า หรือที่เรียกว่า การจำแนกประชากรวาฬโดยการถ่ายภาพวาฬ ด้วยการใช้เทคนิค Photo Identification เพื่อหาเอกลักษณ์หรือจุดสังเกตต่างๆ รวมถึงภาพพฤติกรรมเหนือผิวน้ำ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับ Wild Encounter Thailand และบริษัทนำชมวาฬ  Wildlife eX และ ThaiWhales ก็พบข้อมูลใหม่จากฝั่งตะวันออก มีรายงานเรื่องวาฬบรูด้า พบว่าบริเวณนี้ก็สามารถออกเรือชมวาฬได้เช่นกัน

        “ห้าปีต่อมา เรารู้จุดยุทธศาสตร์ใหม่บริเวณหลังคาของตัว ก ซึ่งอยู่แถวๆ บางขุนเทียน จังหวัดสมุทรสาคร มองเข้าไปจะเป็นย่านสาทร หรือสังเกตเห็นอภิมหาโครงสร้างของตึกระฟ้า อย่างตึกกสิกรไทย หรือฉากหลังเป็นชายหาดบางแสนอยู่ลิบๆ เมื่อมองมาจากกลางทะเล” 

        ทัวร์เห็นภาพเหล่านี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ชาวประมงในพื้นที่เห็นมาแล้วหลายชั่วอายุคน ทัวร์สันนิษฐานจากคำบอกเล่าเรื่องความเชื่อว่า วาฬคือพ่อปู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องทะเล จะไม่มีใครกล้าทำลาย ยืนยันโดยโครงกระดูกวาฬอายุนับร้อยปีที่อยู่ตามวัดรอบชายฝั่ง 

        “แต่เพิ่งมีภาพวาฬอ้าปาก ฉากหลังคือเมือง ลงโซเซียลฯ เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ผู้คนเพิ่งมาตื่นตัวเรื่องวาฬ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยทุกคนก็จะได้รู้ว่า วาฬอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่เรื่อยมา และในปีนี้วาฬบรูด้าก็อ้าปากให้เห็นบ่อยขึ้น และนานขึ้น นั่นหมายความว่าที่นี่เป็นแหล่งอาหารของวาฬ ไม่ว่าจะเป็นปลากะตักหรือแอนโชวี ปลาแป้น ปลาอีปุดตาโต ปลากระบอก ปลาฉิ้งฉ้าง มีจำนวนมากพอต่อความต้องการของวาฬทั้งหมดในอ่าวไทย 

       “วาฬหนึ่งตัว จะต้องกินประมาณ 1 : 3 ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 2 -3 ตันต่อวัน บางวันอ้ากินนับได้เป็นร้อยครั้ง แต่ละตัวก็กินไม่เท่ากันอีก วาฬแม่ลูกยิ่งแล้วใหญ่ แม่วาฬจะกินมากขึ้นและถี่ขึ้น เพื่อให้นมลูก รวมทั้งตัวลูกเองก็ต้องกินปลา นี่คือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า อ่าวไทยยังมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารอยู่”

 

วาฬบรูด้า

วิถีแห่งวาฬ: การอ้าปากกิน ขี้ และซากของวาฬ

        วาฬไม่ใช่เพียงแค่สัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แต่วาฬเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลมานาน คาดว่าอาศัยอยู่บนโลกใบนี้มากว่า 25 ล้านปีแล้ว และยังเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตอนอ้าปากกินเหยื่อของวาฬ ขี้วาฬ และซากวาฬ

        นักวิทยาศาสตร์ได้ให้คำจำกัดความของการอ้าปากกินปลาของวาฬบาลีนกลุ่มที่มีร่องใต้คางว่า The Greatest Biomechanical Event on Earth นั่นคือเป็นกลไกลชีวภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พฤติกรรมการกินของวาฬบรูด้ามีเอกลักษณ์เป็นที่น่าสนใจ โดยมีซิกเนเจอร์คือ การอ้าปากกินแบบเสยขึ้นเหนือผิวน้ำ โดยการโผล่ส่วนหัวขึ้นมาก่อน แล้วอ้าปาก และปล่อยขากรรไกรล่างลงน้ำ เพื่อรับฝูงปลา นอกจากนี้บางตัวยังมีวิธีกินด้วยการอ้าปากตะแคงกิน และมีการกินจากใต้น้ำด้วยการปล่อยฟองอากาศออกมาเพื่อต้อนให้ฝูงปลาให้รวมตัวกัน แล้วอ้าปากงับปลากะตัก เฉลี่ยวันละประมาณ 2-3 ตันต่อตัว  

        “แต่วาฬบรูด้าในอ่าวไทย มีพฤติกรรมการกินที่ค่อนข้างแปลกและไม่เหมือนวาฬบรูด้าที่ใดในโลก” นี่คือสิ่งที่ทัวร์ยังคงคาใจ เพราะตามปกติวาฬบรูด้าจะมีลักษณะที่โฉบอยู่ใต้น้ำ แล้วตั้งขึ้นมาอ้าปาก ก่อนจะโฉบลงไป การตั้งตัวตรงใต้น้ำของวาฬบรูด้าไม่ใช่เรื่องแปลก หากบริเวณนั้นอยู่ในเขตน้ำลึกหลายสิบเมตร 

        ในอ่าวมีจุดที่น้ำตื้นเพียง 5-6 เมตร ซึ่งปกติต้องตะแคงกิน แต่ภาพที่เห็นคือ การอ้าปากค้างนาน เมื่อคำนวณอย่างรวดเร็ว คิดคร่าวๆ ส่วนหัวของวาฬประมาณ 3 เมตรแล้ว ลำตัวกว่า 9 เมตร รวมแล้วก็ประมาณ  12 เมตร แต่น้ำลึกเพียง 6 เมตร แล้วลำตัวของวาฬจะตั้งตรงได้อย่างไร สิ่งนี้ยังไม่มีภาพถ่ายมายืนยัน เพราะน้ำทะเลในอ่าวไทยขุ่นมาก ไม่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้เลย จึงมีเพียงทฤษฏีของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกับองค์กรของทัวร์ ที่เข้าข่ายอยู่สองอย่าง

        อย่างแรกเรียกว่า Trap-feeding หรือการสร้างกับดักให้ปลาตกใจแล้วกระโดดใส่ปาก ด้วยการสร้างคลื่นบางอย่างใต้น้ำ และมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า Tread-water feeding หรือการเดินบนน้ำ เป็นไปได้ว่า อาจจะใช้ครีบทรงตัวแล้วเหมือนเดินใต้น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์

      “ช่างภาพถ่ายวาฬมาแล้วทั่วโลก มาเจอวาฬบรูด้าในไทยก็ยังงงว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ) แต่ล่าสุดก็พบวาฬบรูด้าที่มีลักษณะการกินแบบนี้ที่อ่าวตังเกี๋ย ประเทศจีน ซึ่งนักวิจัยชาวจีนก็เริ่มมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยไทย ซึ่งในอนาคตอาจจะพบได้คำตอบที่ตามหากันมานาน” 

        การกินของวาฬสำคัญ ขี้และซากของวาฬก็ไม่ต่าง แล้วทำไมเราต้องสนใจขี้วาฬ นี่คือการตั้งคำถามของ อาชา เดอ โวส (Asha De Vos) นักวิจัยสาวชาวศรีลังกา ผู้ก่อตั้งโอเชียนสเวล (Oceanswell) องค์กรเพื่อการอนุรักษ์และการให้ความรู้ทางทะเล ได้เคยกล่าวไว้ในรายการ TED Talks เมื่อปี 2557 

        เธออธิบายความสำคัญของสองสิ่งนี้ไว้ว่า เนื่องจากวาฬต้องดำน้ำลึกเพื่อหาอาหารและโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อหายใจ ระหว่างดำน้ำมันจะปล่อยละอองขี้มหาศาลที่มีธาตุเหล็กอยู่จำนวนมาก และการปล่อยละอองขี้แบบนี้ได้นำสารอาหารที่มีอยู่จำกัด แต่จำเป็นจากท้องทะเลลึกมาสู่ผิวน้ำและกระตุ้นการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน ที่เป็นรากฐานของห่วงโซ่อาหารทางทะเลทั้งหมด ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศทั้งหมดอย่างมาก

        เธอกล่าวว่า สิ่งที่เท่ที่สุดคือ ประโยชน์หลังความตายของวาฬ เมื่อไหร่ที่ซากวาฬจมดิ่งสู่ก้นทะเลลึก เมื่อนั้นบุฟเฟต์ของสัตว์น้ำกว่า 400 ชนิด ก็ได้เริ่มต้นขึ้น แต่เมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา บางประเทศที่มีการล่าวาฬอย่างหนัก และนำซากของมันขึ้นจากมหาสมุทร เท่ากับบุพเฟต์ตรงนี้ลดน้อยลง สัตว์บางชนิดในทะเลลึกหลายชนิดจึงอาจกำลังสูญพันธ์ุ เพราะขาดอาหารในการดำรงชีวิต 

        ‘ซากวาฬ’ เก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 190,000 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับผลิตคาร์บอนฯ ของรถยนต์ 80,000 คัน ใน 1 ปี จากชั้นบรรยากาศ สู่ท้องทะเลลึก หรือที่เรียกว่า อ่างคาร์บอนฯ เพราะมันทั้งดักและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินจากชั้นบรรยากาศ ดังนั้น จึงช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ ในบางครั้งซากเหล่านี้ยังช่วยชะล้างชายหาด เนื่องจากกลายเป็นอาหารให้กับสายพันธุ์นกนักล่าที่อยู่บนบกได้ นี่จึงคือความสำคัญของชีวิตวาฬ 

 

วาฬบรูด้า

สบตากับวาฬ

        วาฬเป็นสัตว์ที่ฉลาดอันดับต้นๆ ของโลก พวกมันมีความเป็นตัวของตัวเอง มีนิสัยรวมถึงพฤติกรรมเฉพาะตัว บางตัวสง่างาม บางตัวขี้เล่น ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า วาฬเป็นสัตว์ที่มีการจดจำ มีความรู้สึก และมีความคิด ทั้งยังเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันกันในครอบครัวมากที่สุดชนิดหนึ่ง 

        โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของแม่กับลูก ลูกวาฬจะกินนมแม่วาฬอยู่ราว 12 เดือน ระหว่างนั้นแม่วาฬจะเป็นผู้สอนการหาอาหารและการอ้าปากกินให้กับลูกน้อย 

        “ว่ากันว่า ใครได้สบตาวาฬ คนนั้นจะเกิดพลังแห่งความมหัศจรรย์ใจของหาคำอธิบายไม่ได้” ในฐานะหนึ่งในผู้สังเกตการณ์ และนักชมวาฬ นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์ ศิลปินงานไม้ ได้กล่าวไว้ หลังจากที่ออกทะเลดูวาฬเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว และได้บังเอิญสบตากับวาฬบรูด้าอย่าง ‘แม่แกร่ง’ เข้าเต็มเปา หลังจากนั้นเธอก็หยุดไม่ได้เลยที่จะออกตามหา ‘ความรัก’ มวลใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทะเล 

        นุชและทัวร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การดูวาฬในธรรมชาติเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องมีจิตสำนึกทั้งในฐานะผู้สังเกตการณ์ และการเป็นบริษัททัวร์นำเที่ยวดูวาฬ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ได้มีกฏหมายออกมารองรับเรื่องของการนำเรือออกชมวาฬอย่างจริงจัง มีเพียงข้อบังคับและข้อควรปฏิบัติในการชมโลมาและวาฬ ซึ่งจัดทำโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ความเร็วของเรือ จำนวนเรือ ไม่ควรเกิน 3 ลำ ที่เข้าใกล้วาฬในรัศมีระหว่าง 100-300 เมตร 

 

วาฬบรูด้า

 

        “สิ่งสำคัญที่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ต้องเคารพวาฬ เมื่อเขาเข้าไปบ้านของเขา ก็ต้องให้เกียรติในฐานะผู้มาเยือน ไม่ใช่จะสูบบุหรี่ กินข้าวแล้วโยนทุกอย่างทิ้งลงทะเล รักษาระยะห่าง หากจะเห็นวาฬใกล้ๆ นั่นแปลว่าเขาเข้ามาใกล้เอง ไม่ใช่เรือเราเป็นฝ่ายจี้เข้าไป ยิ่งเรานิ่งหรือลอยลำมากเท่าไหร่ วาฬจะยิ่งเข้าหา ยิ่งคู่แม่ลูก ยิ่งต้องรักษาระยะห่างไม่ต่ำกว่า 300 เมตร และควรเคารพพื้นที่ของวาฬ 

        “ไม่ควรขับเรือไปจี้ตามเขา หากนึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการดูว่า หากคุณวิ่งอยู่ แล้วมีใครสักคนพยายามวิ่งตามในระยะหายใจรดต้นคอ เพียงเพราะอยากรู้จักด้วย เป็นคุณจะวิ่งหนีหรือเปล่า วาฬก็เหมือนกัน และไม่ใช่แค่เจ้าของเรือ กัปตันเรือ สตาฟฟ์บนเรือเองก็สำคัญ ต้องมีความรู้และสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับคนดูวาฬบนเรือได้”

 

วาฬบรูด้า

 

        ส่วนข้อปฏิบัติในการชมวาฬและโลมาตามมาตรฐานสากลนั้น ทาง Wildlife eX – Wild Encounter Thailand ได้ร่วมกับ World Cetacean Alliance (WCA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อปกป้องวาฬ โลมา และสัตว์จำพวกวาฬที่ใหญ่ที่สุดที่สุดในโลกนั้น ร่วมกันร่างขึ้นเพื่อนำมาใช้ในระดับสากล และในประเทศไทย โดยมีส่วนที่น่าสนใจอยู่ที่ในหัวข้อการปฏิบัติต่อวาฬและโลมาที่ห้ามทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา อาทิ ห้ามจงใจไล่ล่า ห้ามทิ้งขยะหรือเศษอาหารลงในทะเล ห้ามทำการใดๆ ให้เกิดเสียงดังมากๆ ห้ามใช้อุปกรณ์ว่ายน้ำแบบติดเครื่องยนต์เข้าใกล้วาฬ ห้ามขับเรืออย่างโลดโผน หากมีวาฬอยู่ด้วยกันมากกว่าหนึ่งตัว อย่าทำให้วงแตก  ห้ามให้อาหาร และห้ามต้อนพวกเขาให้อยู่ในวงล้อม 

        อันที่จริงมีกฏระเบียบข้อบังคับใช้และสิ่งที่ควรปฏิบัติอีกหลายประการที่ผู้ประกอบการนำเที่ยว กัปตันเรือ และทีมงานบนเรือ จะต้องรับทราบและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งหมดก็เพื่อวาฬ และเพื่อทำให้การชมวาฬเป็นการเข้าหาธรรมชาติทางทะเลที่ถูกต้องและยั่งยืน

 

วาฬบรูด้า

วาฬฝากบอก 

        กับวัฏจักรที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ทัวร์เปรียบว่า “หากเทียบว่าช้างและนกเงือกคือผู้ปลูกป่า วาฬบรูด้าก็สำคัญต่อท้องทะเลไม่ต่างกัน เป็นผู้ดูแลความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยอย่างแท้จริง

        “ธรรมชาติอยู่ใกล้ตัวเรามาก อย่างวันนี้ที่ทุกคนเห็นแล้วว่า สัตว์ใหญ่อย่างวาฬบรูด้าอยู่ใกล้เมืองมากแค่ไหน เราต้องรักษาอะไร และปลูกจิตสำนึกเรื่องอะไร อย่าลืมนะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่วาฬอยู่ได้ คนก็อยู่ได้ และหากวาฬอยู่ไม่ได้ คนเราก็อยู่ไม่ได้ สัตว์ป่าก็เหมือนกัน เราต้องทำให้รู้ว่าเขาอยู่กับธรรมชาติ และก็อยู่กับเราเสมอ” 

        เช่นเดียวกับสิ่งที่ อาชา เดอ โวส ได้เคยกล่าวเอาไว้ และขอความร่วมมือจากทุกคนบนโลกนี้ว่า “วาฬเป็นเหมือนวิศวกรของระบบนิเวศที่ช่วยรักษาสมดุลของมหาสมุทร ดังนั้น เราจึงต้องกลับมาอนุรักษ์วาฬกันอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ต่อตัวมันเอง แต่เพื่อพวกเราทุกคนด้วย”

        วาฬตัวใหญ่มีประโยชน์ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งตาย แล้วมนุษย์ตัวเล็กอย่างเราล่ะอยู่ตรงจุดไหนของวัฎจักรโลกที่กว้างใหญ่ เป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อระบบนิเวศ หรือแท้ที่จริงแล้ว เป็นผู้สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศ – หรือนี่คือ สิ่งที่วาฬบรูด้ากำลังตั้งคำถามต่อมนุษย์ ผู้มาทีหลัง

        หรือบางทีเราอาจจะรู้อยู่กันอยู่แล้วว่า วิธีใดที่มนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและยั่งยืน เว้นแต่เราจะหลงลืม แล้วเลือกที่จะบริโภคทุกสิ่งเกินความจำเป็น 

 

ภาพโดย: จิรายุ เอกกุล , นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์

 


DID YOU KNOW?

        – น้ำนมวาฬ มีลักษณะคล้ายกับยาสีฟัน ละลายน้ำได้ยาก ส่วนวิธีการกินนมของลูกวาฬของนั้น แม่วาฬจะเป็นผู้ที่บีบหัวนมออกมานอกลำตัว แล้วพ่นน้ำนมใส่ไปในปากของลูกวาฬ และวาฬบรูด้ากินนมแม่วันละ 100 ลิตรหรือเท่ากับนมกล่อง 400 กล่องต่อวัน

        – หางวาฬ เป็นวิวัฒนาการเก่าแก่ที่สุด เพราะส่วนนี้ไม่มีกระดูกเหมือนครีบอก หรือครีบข้าง ที่ถูกพัฒนามาจากขาและแขน แต่หางของวาฬคือหางของสัตว์บกที่แผ่ขยายตามแนวระนาบสองข้างออกมา เพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของแนวกระดูกสันหลังที่เป็นแนวดิ่ง สำหรับการเคลื่อนที่ไปในน้ำ ต่างจากปลาที่ครีบหางเป็นแนวตั้ง และกระดูกเคลื่อนตัวแบบในแนวระนาบแบบงูที่เลื้อยไปบนพื้น

ที่มา: www.nationalgeographic.com/animals/2019/09/whale-populations-new-york-city-booming, https://km.dmcr.go.th/th/c_250

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ