ถอดรหัสผ่านภาพถ่าย ย้อนดูแนวคิดและวิธีทำงานแบบ ‘พุทธทาสภิกขุ’

Feature
6 Jan 2020
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์

พระสงฆ์รูปหนึ่งที่ก่อตั้งวัดซึ่งไม่มีทั้งโบสถ์และพระพุทธรูป เก็บตัวศึกษาธรรมะด้วยตัวเองไม่ออกไปไหนเป็นสิบปี จนครั้งหนึ่งถูกชาวบ้านหาว่าเป็น ‘พระบ้า’

        พระสงฆ์ที่ปฏิเสธสิ่งอุปาทานซึ่งพอกพูนบดบังแก่นของพุทธศาสนา นำตรรกะเหตุผลมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นระบบ ถึงขนาดกล่าวว่า พระพุทธเจ้าและพระธรรมอาจจะเป็นภูเขาบดบังทำให้เราเข้าไม่ถึงศาสนาพุทธที่แท้จริง 

        พระสงฆ์ที่หาญกล้าตรวจสอบพระไตรปิฎกในขณะอายุเพียง 20 ปี และกล่าวว่าสิ่งที่อยู่ในพระไตรปิฎกกว่า 70% นั้นสามารถโยนทิ้งน้ำทะเลได้

        เรากำลังพูดถึง พุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์ พระสงฆ์ที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมมากที่สุดรูปหนึ่งในสังคมไทย งานและชีวิตของท่านพุทธทาสเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างมาก

        ก่อนหน้า พ.ศ. 2500 สิ่งที่ชาวพุทธส่วนใหญ่สนใจมักจะเจาะจงอยู่แต่เรื่องการทำบุญ บูชาพิธีกรรม และเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พุทธศาสนาในเวลานั้นปนเปกลายเป็นศาสนาพุทธ-พราหมณ์-ผี เนื้อหาสาระหรือแก่นธรรมที่จะนำมาใช้ดำเนินชีวิตไม่ได้มองเป็นเป้าหมายหลัก 

        แต่แนวทางการศึกษาและเผยแผ่พระธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้นไป สวนทางกับแนวทางของพระและวัดในยุคเดียวกัน ท่านพุทธทาสเลือกที่จะพูดถึงพุทธศาสนาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ตามยุคสมัยในการเผยแผ่คำสอน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย กล้องวิดีโอ เครื่องบันทึกเสียง หรือแม้แต่โรงมหรสพทางวิญญาณที่เป็นเสมือนโรงภาพยนตร์ซึ่งฉายภาพพระธรรมให้คนรุ่นใหม่ๆ ที่สนใจ 

        สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ท่านพุทธทาสออกแบบ และใช้ทำงานเพื่อช่วยให้ชาวพุทธก้าวข้ามกระพี้เข้าถึงแก่นธรรมอย่างแท้จริง 

        สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือแนวคิดเบื้องหลังการทำงานของท่าน ว่าอะไรที่ทำให้ท่านเป็นพระที่หัวก้าวหน้าที่สุดในยุคสมัย เราเลยชวนบุคคลสำคัญที่เฝ้าสังเกตและทำงานอยู่ข้างกายท่านพุทธทาสอย่างใกล้ชิดอย่าง พระมหาบุญชู จิตบุญโญ พระช่างภาพคู่บุญผู้ทำงานข้างกายท่านพุทธทาสมาหลายสิบปี และ มานิต ศรีวานิชภูมิ ช่างภาพร่วมสมัยที่เคยได้นำผลงานภาพถ่ายชุด ‘บทพระธรรมประจำภาพ’ ของท่านพุทธทาส ไปจัดแสดงในนิทรรศการ ‘ช่างภาพไทยที่โลกลืม’ ซึ่งเดินทางไกลไปถึงประเทศสิงคโปร์มาแล้ว 

        ลองไปถอดรหัสวิธีคิดแบบ ‘พุทธทาสภิกขุ’ ว่าอะไรทำให้ผลงานของท่านมีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขนาดนี้

 

พุทธทาสภิกขุ

พระพุทธทาสภิกขุในความทรงจำ

        “งานของท่านพุทธทาสภิกขุทำให้ผมมองพุทธศาสนาเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง มองด้วยความเข้าใจไม่ได้เอาศรัทธานำ เป็นการใช้ปัญญา นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ท่านพยายามตีความทำให้ศาสนาเข้ามาอยู่กับตัวเรามากขึ้น อยู่กับชีวิตจริงๆ ของเรา ผมว่าสิ่งนี้ทำให้ผมมองพุทธศาสนาแตกต่างออกไปจากแต่ก่อน และมีส่วนในการสร้างตัวตนของผมทุกวันนี้ด้วย”

        มานิต ศรีวานิชภูมิ เล่าถึงความทรงจำของเขาที่มีต่อท่านพุทธทาสภิกขุ ในวันวานที่เขายังเป็นนักเรียนศิลปะ มีมุมมองต่อพุทธศาสนาและคำสอนว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ แต่คำสอนสั้นๆ ที่เขาได้ฟังจากท่านพุทธทาสภิกขุอย่างเรื่อง ‘ตัวกู-ของกู’ ทำให้เขาเข้าใจความหมายที่แท้จริงของความสุขความทุกข์ในชีวิต

        “แต่ก่อนเวลาเราฟังคำสอนเรื่องอย่าไปยึดมั่นถือมั่น เราก็ไม่รู้หรอกว่าการไม่ยึดมั่นถือมั่นคืออะไร ตัวกู-ของกูคือการพูดถึงอัตตา พูดถึงการยึดมั่นอยู่กับตัวเอง หลงอยู่กับตัวเอง ผมคิดว่าคำสอนของท่านง่ายมาก ซึ่งสิ่งที่ท่านพุทธทาสทำคือการนำสิ่งที่พอกคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นศตวรรษออกไป ท่านปัดเป่าสิ่งที่รกรุงรังให้สะอาดยิ่งขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นและประทับใจ ไม่ใช่การมาพูดถึงความวิเศษยิงฟันไม่เข้า แต่ท่านพุทธทาสพาเราเข้าสู่พุทธศาสนาในทางตรง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก”

 

พุทธทาสภิกขุ
มานิต ศรีวานิชภูมิ

 

        ย้อนไปจุดเริ่มต้น พุทธทาสภิกขุ หรือชื่อเดิมในเวลานั้น เงื่อม พานิช เกิดใน พ.ศ. 2449 เป็นลูกหลานของครอบครัวพ่อค้าชาวจีนในตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระเงื่อมอุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี และเคยศึกษาอยู่ในครรลองของวัดไทยเก่าๆ ทั้งที่ไชยาและที่กรุงเทพฯ ก่อนจะผิดหวังกับรูปแบบการเรียนการสอนพุทธศาสนาในเมืองกรุง และเริ่มต้นคิดสร้างสถานศึกษาธรรมในอุดมคติของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เริ่มศึกษาพุทธศาสนาในด้านลึก จน พ.ศ. 2474 ได้ออกหนังสือเล่มแรก ตามรอยพระอรหันต์ และเริ่มใช้นามปากกา พุทธทาสภิกขุ

        หนึ่งเดือนก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พระเงื่อมได้แบกความผิดหวังจากการศึกษาที่ไม่อาจเข้าถึงธรรมที่แท้จริง เดินทางกลับบ้านเกิด และใช้พื้นที่ของวัดร้างตระพังจิก ที่ตำบลพุมเรียง เพื่อสร้างวัดป่า โดยใช้ชื่อว่า สวนโมกขพลาราม (แปลว่า สวนแห่งความหลุดพ้น) เป็นวัดที่ไม่มีทั้งโบสถ์และพระพุทธรูป และใช้เวลากว่าสิบปีศึกษาธรรมด้วยตัวเอง รวมทั้งหาญกล้าเริ่มต้นแปล พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ โดยตรงจากพระไตรปิฎก ทั้งที่ตัวเองอายุเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น ช่วงเวลาที่ท่านตัดขาดจากโลกภายนอกกว่าสิบปีเพื่อเริ่มต้นค้นหาพระธรรมจากภายใน ได้สร้างความแปลกใจให้ชาวบ้านละแวกนั้น และโดนหาว่าเป็น ‘พระบ้า’

        จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชื่อของท่านพุทธทาสภิกขุเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการออกหนังสือพิมพ์ราย 3 เดือน ชื่อ พุทธสาสนา เมื่อ พ.ศ.2576 งานเขียนของท่านพุทธทาสที่มีภาษาลุ่มลึก พูดถึงเนื้อหาที่วิเคราะห์วิจารณ์ทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ปัญญาชนหัวก้าวหน้าต่างเริ่มให้ความสนใจงานของท่านอย่างกว้างขวาง นักคิดในเวลานั้นอยากเดินทางไปศึกษาธรรมและแลกเปลี่ยนความคิดกับท่านพุทธทาสอยู่เสมอ

 

พุทธทาสภิกขุ
พระมหาบุญชู จิตบุญโญ

 

        “พระอาจารย์พุทธทาสเป็นพระที่ถ้าใครได้ศึกษาตัวตนและงานของท่าน จะรู้สึกมหัศจรรย์มาก ท่านทำงานเขียนหนังสือวันละ 18 ชั่วโมง อุปกรณ์ของท่านมีแต่ตะเกียงกับพิมพ์ดีด เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก” 

        พระมหาบุญชู จิตบุญโญ พระช่างภาพคู่บุญผู้ทำงานข้างกายท่านพุทธทาสมาหลายสิบปี เล่าถึงความทรงจำที่มีต่อท่านพุทธทาส

        “สมัยนั้นท่านพระอาจารย์พุทธทาสยังไม่มีเณรประจำกุฏิ หน้าที่ที่ฉันได้รับมอบหมายคือเก็บเก้าอี้และตั้งเก้าอี้ให้กับแขกที่มาเยี่ยมเยียนท่าน เริ่มตั้งเก้าอี้ตั้งแต่ตอนเช้าหกโมง ตกเย็นสามทุ่มก็เก็บ ก็ทำอยู่แบบนี้เกือบ 2 ปี แต่พระสวนโมกข์ยุคนั้นมีกิจกรรมอยู่หลายอย่าง พระองค์ไหนถนัดเขียนภาพ ท่านก็มีโรงมหรสพแห่งวิญญาณให้เขียนภาพ ใครชอบงานปั้น ท่านก็มีก็มีโรงปั้น ซึ่งใครจะเชื่อว่าทั้งหมดนี้อยู่ในป่า”

เล่นอย่างไรให้เห็นธรรม

        “ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นคนทันสมัย ท่านเป็นคนศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง มันสมองท่านดี อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ท่านไปสวนโมกข์เวลานั้น ซึ่งกันดารมาก ท่านไปเจอหนังสือที่กำลังฮิตอยู่ที่ลอนดอนวางอยู่ในกุฏิของท่าน อาจารย์สัญญาตกใจมาก เพราะหนังสือเล่มนี้ท่านอาจารย์สัญญาเพิ่งอ่านไปตอนอยู่อังกฤษ นี่คือความทันสมัยของท่าน แต่ท่านไม่ได้เอามาเล่นเลอะเทอะนะ สิ่งที่ท่านเอามาเล่นเป็นไปเพื่อเอามาสอนธรรมะทั้งสิ้น ต้องใช้คำว่าเล่น แต่เล่นแล้วเป็นประโยชน์”

        คำว่า ‘เล่น’ นิยามแนวคิดและการทำงานของท่านพุทธทาสได้อย่างดี ในวันที่เข้าไปค้นหาข้อมูลที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ เรามีโอกาสพิเศษได้เข้าไปยังคลังเก็บผลงานและสิ่งของเครื่องใช้ของท่าน สิ่งที่สร้างความตื่นใจให้เรามากที่สุด นอกจากปริมาณงานมหาศาลที่เหลือเชื่อว่าเกิดจากมนุษย์เพียงคนเดียว อีกสิ่งที่เราตื่นตามากๆ เลยคืออุปกรณ์ทำงานและของเล่นของท่านพุทธทาส ที่ถือว่าทันสมัยล้ำหน้ามากๆ ในยุคนั้น 

        ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบันทึกเสียงที่ใช้ขดลวดในการบันทึก เครื่องเล่นแผ่นเสียง กล้องอัดวิดีโอ กล้องถ่ายภาพทั้งแบบทวินเลนส์และโพลารอยด์ ซึ่งสิ่งที่ท่านเล่นทั้งหมดนี้ใช้ไปเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาทั้งสิ้น เหมือนกับที่ท่านเคยอธิบายความหมายของชื่อ ‘พุทธทาส’ เอาไว้ว่า

        “ข้าพเจ้ามอบร่างกายและชีวิตนี้ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส” 

 

พุทธทาสภิกขุ
กล้องถ่ายรูป Yashica-Mat ที่ใช้ ถ่ายภาพท่านพุทธทาส

 

        “ตอนนั้นท่านอาจารย์พุทธทาสมีความคิดว่าอยากจะถ่ายภาพเพื่อประกอบหนังสือธรรมะ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าอธิบายธรรมะล้วนๆ คนส่วนหนึ่งเขาจะไม่ชอบ จึงเกิดเป็นงาน บทพระธรรมประจำภาพ ขึ้นมา ท่านพุทธทาสบอกเองว่านี่ไม่ใช่ของใหม่ คนโบราณสอนหนังสือเด็กก็อาศัยผ่านภาพเขียนฝาผนัง แต่ในยุคของเราอาศัยภาพถ่าย ซึ่งจริงๆ ท่านถ่ายภาพมานานแล้ว แต่สุดท้ายท่านก็เลิก เพราะว่าพระที่ช่วยท่านลาสิกขาไป พอท่านเห็นฉันชอบถ่ายภาพ ก็เลยมาสอน ฉันเริ่มต้นฝึกประมาณตอนปี 2514  แต่มาถ่ายให้ท่านอย่างเป็นทางการก็ประมาณตอนปี 2516” 

        พระมหาบุญชูเล่าถึงช่วงเวลาที่เริ่มต้นทำงานเป็นพระช่างภาพข้างกายท่าน ซึ่งตลอดเวลากว่า 30  ปี ได้ถ่ายภาพท่านพุทธทาสไปกว่า 8,000 ภาพ แต่น่าเสียดาย ด้วยความชื้นจากพื้นที่ที่เป็นป่าของสวนโมกข์ บวกกับการเก็บรักษาที่ไม่ได้เป็นระบบในเวลานั้น ทำให้ฟิล์มและภาพถ่ายกว่า 60% เสียหายไปตามกาลเวลา

        “ตอนนั้นที่สวนโมกข์ปั่นไฟใช้เอง เพราะว่าไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ท่านก็เอาฟิล์มเก่าที่ท่านมีมาสอนวิธีอัด แล้วน้ำยาล้างฟิล์มของท่านพุทธทาสเป็นน้ำยาที่ต้องผสมขึ้นเอง เรายังจำขึ้นใจ มีสารเคมีฟีนอล โซเดียมซัลไฟต์ และโซเดียมคาร์บอเนต ทั้งหมดสามตัว ถ้าสูตรมาตรฐานมี 6 ตัว แต่ท่านทดลองว่าแค่สารสามตัวนี้ก็สร้างภาพได้ แล้วออกมาดีด้วย (หัวเราะ) แล้วเราไม่มีห้องมืดนะ อาศัยความมืดจากท้องฟ้า อุณหภูมิก็ไม่ได้คุม อยู่ที่อากาศข้างนอกว่าเป็นเท่าไหร่ ทำให้บางครั้งล้างฟิล์มออกมาไม่สม่ำเสมอ พอล้างเสร็จก็ต้องรออีกหนึ่งวันเพื่อให้ฟิล์มแห้ง”

        พระมหาบุญชูเล่าต่ออีกว่า ท่านพุทธทาสเป็นคนละเอียดมาก ท่านสอนถึงรายละเอียดในการอัดภาพที่ถูกต้อง ว่าส่วนมืดมันต้องมีรายละเอียดอยู่ด้วย หรือส่วนที่ขาวก็ต้องมีรายละเอียด ไม่ได้ขาวหรือดำจนเกินไป โดยในช่วงเวลาที่ท่านพุทธทาสเริ่มทำงานชุด บทพระธรรมประจำภาพ หลังฉันข้าวเสร็จประมาณ 9 โมง ท่านพุทธทาสจะพาพระมหาบุญชู ไปตามสถานที่ต่างๆ ของสวนโมกข์ และกำกับออกแบบภาพเพื่อไปใช้สื่อธรรม อย่างที่เราได้เห็นพระพุทธทาสที่มีสองร่างในภาพเดียวกำลังนั่งสนทนาธรรมกัน 

        “ท่านพุทธทาสไม่นิยมให้ถ่ายสี ท่านบอกว่าแค่แสดงความหมายสื่อธรรมะฟิล์มขาวดำก็เหลือเฟือแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปถ่ายสี เพราะฉะนั้น ภาพฟิล์มสีที่เห็นกันส่วนมากเป็นญาติโยมถวายมา เพราะเขาอยากได้รูปถ่ายท่านพระอาจารย์เป็นภาพสี แล้วก็มีข้อห้ามอีกอย่างหนึ่งคือท่านไม่ให้ถ่ายแฟลช ท่านบอกว่าแฟลชมันทำลายอารมณ์ของภาพ เราก็ไม่รู้ คิด แค่ว่าแฟลชมันกันพลาดดี (หัวเราะ) ท่านพุทธทาสมองภาพถ่ายว่าเป็นเหมือนกับเครื่องมืออันหนึ่ง เครื่องมือสำหรับใช้งานในการสื่อธรรมะ”

 

ต้นฉบับผลงานชุด บทพระธรรมประจำภาพ

พุทธทาสภิกขุ

พุทธศาสนาคือศิลปะ

        ใน พ.ศ. 2505 ท่านพุทธทาสได้เริ่มต้นสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้น และใช้ภาพถ่ายกับสไลด์ชุดปริศนาธรรมเป็นสื่อประกอบ โดยในยุคแรกท่านเป็นคนบรรยายภาพต่างๆ ด้วยตัวเอง นี่คือรูปแบบการเผยแผ่ธรรมที่แตกต่างจากแนวทางของพระและวัดในยุคนั้น 

        มานิตพูดถึงความน่าสนใจของภาพถ่ายที่สามารถสะท้อนภาพความเป็นไปของแต่ละยุคสมัยได้ดี โดยหากถอยหลังกลับไปยุคปฏิวัติการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ช่วงเวลานั้นมีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ประชาชนเริ่มตระหนักถึงตัวตนและสิทธิของตัวเอง

        “คุณจะเดินเข้าร้านถ่ายรูปเพราะคุณเริ่มจะตระหนักถึงตัวตน เพื่อจะบันทึกภาพของตัวเอง ทันทีที่คุณส่องกระจกแล้วเริ่มมีรูปถ่าย นั่นเป็นการยืนยันการมีอยู่ของคุณ ถ้าคุณไปดูจะพบว่าช่วงเวลานี้ภาพถ่ายเป็นที่แพร่หลายมาก”

         มุมมองของมานิตในฐานะช่างภาพมุ่งความสนใจว่าคนในแต่ละยุคสมัยใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายอย่างไร โดยเขาพบเจองานของพระพุทธทาสภิกขุโดยบังเอิญจากการไปค้นหาเอกสารเก่า ตามหาช่างภาพไทยชั้นครูที่หลายคนหลงลืมไป เพื่อนำมาจัดนิทรรศการ ‘ช่างภาพไทยที่โลกลืม’ 

        โดยช่างภาพหนุ่มเดินทางไปที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ เพื่อหาผลงานภาพถ่ายของ อาจารย์ระบิล บุนนาค เพราะเคยได้ยินว่าอาจารย์ระบิลเคยทำงานร่วมกับท่านพุทธทาส แต่ปรากฏว่าเขาไม่พบผลงานของอาจารย์ระบิล แต่ได้เจอหนังสือชุด บทพระธรรมประจำภาพ จากเจ้าหน้าที่สวนโมกข์มาแทน นอกจากความแปลกใจที่ไม่คิดว่าจะมีพระสงฆ์ที่ใช้ภาพถ่ายในการเผยแผ่ธรรมแบบนี้ด้วย เขายังคงมองเห็นแนวคิดที่น่าสนใจที่แฝงเอาไว้ด้วย

        “มีภาพหนึ่งที่เป็นรูปพระอาจารย์ยืนอยู่ 3 รูป แล้วพอผมมาอ่านบทกลอน กลายเป็นว่ารูปที่หนึ่งกำลังสนทนากับรูปที่สอง สำหรับผมนี่ไม่ธรรมดาแล้ว นี่เปรียบเหมือน conceptual art เพราะว่าถ้าสังเกตให้ดี ภาพของท่านพุทธทาสทั้งสามรูปมีการวางแผนไว้แล้ว ว่าจะอัดรูปออกมาแบบไหน มีคอมโพสิชันแบบไหนให้อยู่ในภาพเดียวกัน นี่มันล้ำลึกมากเลย

        “พอผมศึกษาผลงานของท่านไปเรื่อยๆ พบว่าแม้กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านพุทธทาสก็ใช้กล้องถ่ายภาพเพื่อศึกษาเรื่องอ่าวบ้านดอน ในช่วงนั้นฟิล์มขาดตลาด ท่านยังสามารถเอากระดาษอัดรูปมาทำเป็นฟิล์มเองได้ด้วย ถ้าได้ไปศึกษาโน้ตของท่านจะพบว่า ท่านเป็นคนที่บันทึกทุกอย่างเวลาท่านทำการทดลอง เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ผิดซ้ำซาก เราจะพบหลักการทำงานของท่านว่า ท่านเป็นคนที่ทำงานอย่างมีระบบและมีวินัยสูง และสนใจศาสตร์ของศิลปะ เพราะท่านเชื่อว่าศิลปะช่วยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้” 

 

พุทธทาสภิกขุ
บันทึกส่วนตัวในการทดลองถ่ายภาพของท่านพุทธทาสภิกขุ

 

        ในหนังสือ ศิลปะ และสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ, 2544 หน้า 25 ท่านพุทธทาสเขียนถึงศิลปะกับศาสนาพุทธไว้อย่างน่าสนใจ

        “พุทธศาสนาแท้ๆ ก็คือศิลปะ เพราะว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนี้งามยิ่ง… ในการที่จะทำอย่างนั้นได้ คือการเดินไปตามทางสายกลาง ดังที่ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อนๆ ถ้าให้ระบุก็คืออริยธรรมมีองค์แปดประการ นั่นแหละคือศิลปะสูงสุดของทั้งหมดของมนุษย์”

        ผลงานที่สร้างสรรค์ในวัดป่าห่างไกลความเจริญ คิดและลงมือทำโดยพระสงฆ์ที่เคยถูกว่าเป็นพระบ้า พระบ้านนอก พระคอมมิวนิสต์ ผ่านการพิสูจน์ด้วยเวลาแล้วว่า งานของท่านได้รับการยอมรับในวงกว้างไม่เว้นแม้แต่ในต่างประเทศ

        “ผมเคยนำงานของท่านไปจัดนิทรรศการที่ต่างประเทศ คิวเรเตอร์ชาวต่างชาติที่ได้มาดูเขาก็ตื่นตะลึงมากกับสิ่งที่ท่านพุทธทาสทำ เพราะว่าคนเหล่านี้เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาความแปลกใหม่ ว่ามนุษย์ใช้ภาพถ่ายสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อะไรบ้าง เขางงมากว่ามีพระไทยที่ทำแบบนี้ด้วยหรือ ทุกวันนี้ผมว่าก็ยังไม่มีพระรูปไหนทำแบบนี้ สิ่งที่ท่านทำยังล้ำสมัยอยู่ ผมมองว่าวิธีการของท่านน่าสนใจ และเป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้”

‘คิดและทำ’ แบบพุทธทาส

        พระมหาบุญชูเล่าในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจว่าการทำงานกับท่านพุทธทาส ไม่มีสิ่งใดที่เสียเปล่าหรือถูกทิ้งอย่างไร้ประโยชน์

        “งานของท่านอาจารย์พุทธทาสคือทุกอย่างไม่มีเสีย อย่างเราอัดรูปของท่าน ให้แสงมากไปให้แสงมืดไป หรือว่าเกิดราเพราะว่าเก็บไว้นานกว่าจะได้พิมพ์ เราก็บอกว่า ท่านอาจารย์ครับ ภาพนี้ทิ้งเถอะครับ เดี๋ยวไปอัดให้ใหม่เพราะว่าฟิล์มยังมี แต่ท่านบอกว่าไม่ต้อง เอามาใช้ได้ เดี๋ยวจะหาคำประกอบให้เข้ากับภาพที่ขึ้นรา ซึ่งท่านก็หาได้จริงๆ หลักการของท่านอาจารย์พุทธทาสคือให้ใช้เครื่องมือเท่าที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเป็นของแพง ขอแค่ให้สำเร็จงานก็พอแล้ว เคยมีคนเอากล้อง Hasselblad มาถวายท่าน กล้องราคาแพงมากเลยนะ ท่านบอกไม่เอา แค่กล้อง Yashica ที่มีก็พอใช้งานแล้ว”

 

 

         หากถอดวิธีคิดการทำงานของท่านพุทธทาส จะค้นพบแนวทางที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามกับสิ่งที่มีอยู่เก่าก่อน ตรวจสอบด้วยตรรกะและเหตุผล ทดลองหาคำตอบด้วยตัวเอง รวมทั้งการเล่นที่นำไปขยายความให้จริงจัง จนมาเป็นส่วนหนึ่งในงานได้ และสิ่งสำคัญที่มานิตสังเกตเห็นคือวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และคนตะวันตกที่ปรากฏเด่นชัดจากการทำงานของท่าน

        “สิ่งหนึ่งที่ท่านพุทธทาสทำอยู่เสมอทุกวันคือการบันทึก ท่านจะจดบันทึกตลอด ตอนที่ผมได้เข้าไปในหอจดหมายเหตุในสวนโมกข์ ผมได้เห็นบันทึกที่ท่านเขียนเกี่ยวกับการทดลองถ่ายรูป ระบุว่าใช้กระดาษอัดรูปอะไร น้ำยาที่ใช้ล้างเป็นอย่างไร จะเห็นว่าท่านทำงานอย่างประณีตมาก มีวินัยมาก เป็นเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ นี่เป็นวินัยที่เราจะพบได้ในวัฒนธรรมตะวันตก มีการบันทึก มีการจดโน้ตทุกวัน คนที่ทำงานแบบนี้ถึงสามารถทำงานได้มหาศาล ท่านทำงานมา 60 ปี มีงานบันทึกทิ้งไว้มหาศาล ตอนนี้ท่านมรณะไปแล้ว 20 ปี หอจดหมายเหตุเองยังนำงานของท่านมาจัดการได้ไม่ถึงไหนเลย”

        ถ้านับถึงปีนี้ ท่านพุทธทาสละสังขารได้ 27 ปีแล้ว แต่แนวคิดการทำงานของท่านที่หลายๆ คนได้อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่ามีมุมมองที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตได้ 

        “ถ้าคุณศึกษาธรรมแล้วจะรู้ว่าคำคำนี้มันกว้างมาก คำว่า ธรรมะ รากศัพท์ในภาษาอินเดีย แปลว่า หน้าที่ การทำหน้าที่ก็คือการปฏิบัติธรรม ที่เรายังไม่ตายก็เพราะว่าอวัยวะต่างๆ ยังทำหน้าที่ของมันอยู่ เมื่อไหร่ที่หัวใจของคุณหยุดทำหน้าที่คุณก็ตาย การปฏิบัติธรรมไม่ได้แปลว่าคุณต้องไปนั่งสมาธิ เดินจงกรมเท่านั้น 

        “ท่านพุทธทาสบอกว่า ในการทำงาน ให้คิดว่าผลตอบแทนเป็นเพียงผลพลอยได้ สิ่งที่สำคัญคือการที่เราได้ตอบแทนสังคม ให้โลกนี้เป็นไป แต่ถ้าเกิดได้เงินได้ทองก็ได้ไป แต่อย่าไปตั้งความหวังที่ผลประโยชน์ สิ่งที่ทำให้วุ่นวายกันทุกวันนี้เพราะว่าคนทำงานเพื่อผลประโยชน์ ไม่ได้ทำงานเพราะหน้าที่ หน้าที่ของมนุษย์ต้องช่วยเหลือกัน” พระมหาบุญชูกล่าวปิดท้าย

 

พุทธทาสภิกขุ

เส้นทางชีวิต

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

ภาพโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN