Camping is life เพราะการแคมปิ้งเท่ากับใช้ชีวิต (ติดกับธรรมชาติ)

Feature
5 Aug 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

การตั้งแคมป์เป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่ช่วยลดความเครียดจากการใช้ชีวิตที่แออัดและจอแจในเมือง หลายคนจึงบอกว่า การแคมปิ้งเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ อย่างน้อยสามครั้งต่อปีตามฤดูกาล (ของไทย) ด้วยการหันหน้าเข้าหาธรรมชาติ ปลดวางหน้าที่ความรับผิดชอบสักครู่ แล้วให้ความเงียบสงบของธรรมชาติเยียวยาจิตใจ

        ถ้าไม่เชื่อว่าการแคมปิ้งสนุกแค่ไหน ลองมาฟัง ‘ปุ้ย’ – ชัญญ เตรียมเพชร แห่ง Camp Studio ผู้นำเข้าอุปกรณ์แคมปิ้งแบรนด์ญี่ปุ่น และ ‘เต้ย’ – ธนัช เมฆากิตติธัช กับ ‘เอก’ – อรรคเดช ศุภกิจโยธิน เจ้าของ Kamaboko Coffee Camp ร้านกาแฟสไตล์แคมปิ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา กันดู

 

camping

Camp Culture

        ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของการแคมปิ้งมาจาก โทมัส ไฮแรม โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ลักษณะการตั้งเต็นท์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และในราว ค.ศ. 1880 ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่สมัยนั้นอุปกรณ์แคมปิ้งมีขนาดใหญ่และหนัก ต้องใช้เรือขนย้าย หรือดัดแปลงยานพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้น การตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป

American Style : RV, Car Camp

        แต่ผู้ที่นำเทรนด์แคมปิ้งอารมณ์คาวบอยต้องยกให้ชาวอเมริกัน ที่ทำให้แคมปิ้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเองและครอบครัว โดยได้รับความนิยมมากขึ้นในทุกๆ ปี

        “แคมปิ้งสไตล์อเมริกันแบบดั้งเดิมจะออกไปทางปิกนิกและล่าสัตว์ ต่อมาจึงเป็นแนวรถแคมปิ้งหรือรถบ้าน หรือที่ชาวอเมริกันเรียกว่า RV (Recreational Vehicle) อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศที่หนาว สภาพอุทยานซึ่งเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ และบุคลิกของชาวอเมริกัน การแคมปิ้งของเขาก็จะข้าวของชิ้นใหญ่ ใช้งานจริงจัง และอยู่ได้หลายๆ วัน”

        ปุ้ยให้ข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของทาง Kampgrounds of America (KOA) ที่ระบุว่า การตั้งแคมป์ในอเมริกาเหนือระหว่าง ค.ศ. 2014-2018 นั้น พบว่าชาวอเมริกันและแคนาเดียนออกมาตั้งแคมป์ถึง 77 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่ตั้งแคมป์บ่อยประมาณปีละสามครั้งเป็นอย่างต่ำ โดยเพิ่มจำนวนขึ้นมากถึง 64%

        ช่วงวัยที่ออกมาตั้งแคมป์กันมาก คือ Gen X และ Millennials หรือ Gen Me คิดเป็นสามในสี่ของผู้คนที่ออกมาแคมปิ้งทั้งหมด และโดยเฉลี่ยแล้ว นักแคมปิ้ง หรือ camper จะเป็นแบบ solo หรือมาคนเดียว 40% อีกกว่า 50% มาแบบ family camping โดยมีทั้งแบบมีลูกและแบบไม่มีลูก โดยแคมเปอร์ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เลือกที่จะค้นหา campground หรือ campsite ในระยะประมาณไม่เกิน 100 ไมล์จากบ้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลมากนัก และสนุกไปกับการตั้งแคมป์ หรือหากไม่มี RV ส่วนตัว ก็มีบริการรถบ้านให้เช่า ซึ่งมีมากกว่า 115 แห่งกระจายทั่วประเทศ

       ปี 2018 ตลาดแคมปิ้งทั่วโลกมีมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ในสิ้นปี 2025 หรืออีกห้าปีข้างหน้า

 

camping

European Style: Trekking Camping

        จากอเมริกา สู่โซนยุโรป ปุ้ยบอกกับเราว่า “ทางยุโรปแคมปิ้งอีกสไตล์ โดยพวกเขาจะเน้นไปที่เทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมปิ้งไปนอนระหว่างทางมากกว่า เรารู้สึกว่า ‘การเดิน’ คือวิถีชีวิตของเขาที่อยู่ในสายเลือด อย่างล่าสุดที่เราไปเทรกกิ้งที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาก็มากันแบบครอบครัว จูงลูกวัยประมาณสามขวบเดินด้วยกันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร เจ้าตัวเล็กก็เดินอย่างไม่อิดออด เหนื่อยก็นั่งพัก พอได้เวลาพักจริงจังก็กางเต็นท์ หรือนอนในเคบินระหว่างทางก็ได้ เรารู้สึกว่าการเทรกกิ้งแคมปิ้งของพวกเขาคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ คือห้องเรียนธรรมชาติของลูก ที่หาไม่ได้จากไหนหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ”

“แคมปิ้งคือการไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้เวลากับมันอย่างน้อยๆ ก็หนึ่งคืน หรือจะให้ดีก็ต้องสามวันสองคืน ได้ทำกับข้าว คุยกัน และนอนฟังเสียงธรรมชาติ”

Asian Style: Glamping Camping

           หันกลับมาที่โซนเอเชีย ต้นแบบการแคมปิ้งของชาวไทย ส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตแบรนด์แคมปิ้งอันโด่งดังไม่ว่าจะเป็น snow perk หรือ D.O.D ที่ทำให้การแคมปิ้งในช่วง 3-5 ปีของประเทศไทย เริ่มเปลี่ยนไป

 

camping

 

      “เราเชื่อว่า แคมเปอร์ส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น รวมทั้งเราด้วย ที่ทำให้การออกแคมป์สะดวกสบาย ลักชัวรีทางความรู้สึก มีโซนทำอาหารปิ้งย่าง มุมดริปกาแฟ เก้าอี้และชุดเครื่องนอนสบายๆ” นี่คือเสียงยืนยันของเต้ย หนึ่งในเจ้าของร้าน Kamaboko Coffee Camp เขาบอกว่า เพราะคนที่นั่นใช้ชีวิตด้วยการแคมปิ้ง ต่างจากคนไทยที่แคมปิ้งคือรูปแบบของการท่องเที่ยวและการพักผ่อนอย่างหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว

        นั่นตรงกับความคิดเห็นของปุ้ย หญิงสาวที่หอบเต็นท์ไปออกแคมป์ที่ญี่ปุ่นมานับครั้งไม่ถ้วน เธอเล่าให้ฟังว่า

        “ส่วนคนญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน จะออกไปแคมปิ้งเช่นเดียวกับการใช้ชีวิต พวกเขาจะสลัดคราบซาลารีแมนที่ทำงานภายใต้แพตเทิร์นเดิมๆ และยูนิฟอร์มมาตรฐานสุดเนี้ยบ แล้วหอบหิ้วครอบครัว รวมทั้งอุปกรณ์แคมปิ้งที่บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์และความชอบ พาตัวเองและครอบครัวไปเสนอตัวตน ปลดปล่อยความคับข้องใจให้ไหลออกไปกับสายลม ไอเย็นของธรรมชาติ โดยรูปแบบการตั้งแคมป์ของพวกเขาจะให้อารมณ์เหมือนยกบ้านไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ”

        เราถามปุ้ยว่า ทำไมรถบ้านถึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในแคมเปอร์ชาวเอเชีย โดยเฉพาะคนไทย ปุ้ยบอกว่า คงเป็นเพราะในไทยยังไม่มีสถานที่ที่อำนวยความสะดวกมากนัก เวลาอยากขับรถไปจอดตรงจุดวิวดีๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องนำรถไปจอดที่ลานจอดรถเท่านั้น ดังนั้น การกางเต็นท์จึงเป็นวิธีที่เข้าใกล้ธรรมชาติได้ดั่งใจอยากมากกว่านั่นเอง

Camp Ground & Camp Site

        ปุ้ยยืนยันความดีงามของการแคมปิ้งที่ญี่ปุ่นว่าแคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นมีเยอะมาก กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่สะอาดสะอ้าน มีน้ำอุ่น หรือบางจุดมีออนเซนให้ใช้ฟรีด้วย มีโซนซักล้าง แบ่งล็อกของจุดกางเต็นท์แต่ละเต็นท์อย่างชัดเจน เพื่อจะได้ไม่แออัดและบดบังวิวกันและกัน บางแห่งสามารถขับรถมาจอดเทียบข้างๆ เต็นท์ได้เลย แต่บางแห่งก็ต้องจอดรถไว้ในพื้นที่ที่จำกัด ที่สำคัญคือ ปลอดภัยสำหรับคนทุกวัย และสงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงธรรมชาติ

 

camping

 

        “แคมป์กราวนด์ญี่ปุ่นจะมีข้อห้ามคือ ห้ามเปิดเพลงแม้แต่ในโทรศัพท์มือถือ บางทีการคุยกันเสียงดังๆ ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่พื้นฐานของชาวญี่ปุ่นจะเคารพในความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว ห้ามก่อกองไฟบนพื้นโดยตรง ที่สำคัญคือ ต้องเก็บขยะกลับไปด้วย”      

          แต่ใช่ว่าแคมป์ไซต์อย่างทางอเมริกา ยุโรป หรือที่นิวซีแลนด์ จะไม่น่าสนใจ ปุ้ยบอกว่า ในประเทศเหล่านี้มีความพร้อมเรื่องแคมปิ้งอย่างมาก เช่น มีจุดจอดสำหรับ camper van มีจุดชาร์จไฟ จุดเทของเสียที่ถูกสุขอนามัย โซนซักล้างที่ดี มีห้องส่วนกลางให้นั่งพัก นั่งกินอาหารได้ ทำให้ร่างกายอบอุ่นก่อนที่จะกลับเข้าไปนอนในรถของตัวเอง 

        หันกลับมามองที่จุดกางเต็นท์ทั้งของทางอุทยานแห่งชาติและของภาคเอกชนในประเทศไทย ต้องบอกว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ไปกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือ กับวิวทะเลหมอกในช่วงฤดูฝน ไอหนาวจากดอยต่างๆ ความเขียวขจีจากป่าไม้ และเสียงสายน้ำลำธารจากป่าต้นน้ำรวมไปถึงน้ำตก อุทยานแห่งชาติแทบทั้งหมดมีจุดกางเต็นท์

        “สำหรับมือใหม่หัดกางเต็นท์ เราอยากให้สตาร์ทที่ ‘อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่’ เพราะมีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง มีกฎห้ามใช้เสียงหลังสี่ทุ่มอย่างจริงจัง มีลานกางเต็นท์ที่กว้างขวาง หากทำกับข้าวไม่เก่งก็มีฟู้ดคอร์ตไว้คอยบริการ ห้องน้ำห้องอาบน้ำก็เพียงพอ ไปได้ทุกฤดู ฝนก็สวย หน้าหนาวก็ชื่นใจ และก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่หากมีสัตว์เลี้ยงไปด้วย อุทยานฯ ก็จะไม่ใช่คำตอบ เพราะมีกฎห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าจุดกางเต็นท์ อาจต้องไปหาจุดกางเต็นท์เอกชนที่เขาอนุญาต” นี่คือคำแนะนำการออกแคมป์สไตล์หญิงสาวอย่างปุ้ย

        ส่วนสไตล์แมนๆ ลุยๆ อย่างเต้ยและเอก พวกเขาแนะนำให้กางเต็นท์ที่หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา อย่างบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

 

camping

 

        “ออกมาแคมปิ้งกันเถอะ ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะตอนกลางคืนอากาศเย็นสบาย อีกอย่างเดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์คลายร้อนมากมาย ทั้งพัดลม หรือแอร์ตู้ขนาดพกพา แค่เสียบเข้ากับพาวเวอร์บอกซ์ คล้ายกับพาวเวอร์แบงก์ของโทรศัพท์มือถือแต่มีขนาดใหญ่ว่า แต่ก็เล็กและเบากว่าแบตเตอรี่รถยนต์ ตัวเต็นท์เองหากเลือกที่ดีๆ หน่อย ก็จะสบายมากขึ้น ได้จิบกาแฟตอนเช้าตรู่ หรือตกกลางคืนนอนฟังเสียงเปาะแปะเบาๆ ของเม็ดฝน ขอแค่เบาๆ นะ (หัวเราะ) ได้เห็นวิวดีๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก อยู่แค่ตรงนั้น นี่แหละการพักผ่อนที่แท้จริง”  

How to Good Camping & Great Camper

           สิ่งสำคัญที่สุดของการแคมปิ้ง หลักๆ คืออุปกรณ์จำเป็นพื้นฐาน ปุ้ย เต้ย และเอกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ต้องมีแน่ๆ คือเต็นท์ ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบตามจำนวนคน และตามฤดูกาล รวมทั้งมีดีไซน์ให้เลือกมากมายหลายแบรนด์ อย่างที่เหมาะกับอากาศบ้านเราก็คือ เต็นท์กระโจม ที่มียอดแหลมๆ ทำให้ดูโปร่ง และใช้เสาเดียวตรงกลาง มีผ้าคลุมเต็นท์ ยึดปลายผ้าด้วยสมอบก กางง่าย เหมาะกับแคมเปอร์แบบฉายเดี่ยว หรือมาเป็นคู่ แต่หากเน้นออกแคมป์กับครอบครัว ก็ต้องแบบเคบินเต็นท์ ที่มีขนาดใหญ่ กว้างและสูง สามารถแบ่งเป็นห้องๆ และสามารถติดตั้งเพิ่มเพื่อมีพื้นที่นั่งเล่นได้อีก อย่างที่ Kamaboko coffee camp ใช้เป็นโซนหลักทำกาแฟ  

 

camping

 

        ต่อมาคือ ‘ที่รองนอน’ เพื่อความสบาย ‘โคมไฟ’ ขาดไม่ได้ เพื่อให้ความสว่างในช่วงกลางคืน ‘เก้าอี้’ และ ‘อุปกรณ์กินข้าว’ นอกนั้นคือออปชันเสริมเพื่อความสะดวกที่สบายมากยิ่งขึ้น และตามความชอบของแต่ละคน

           เมื่ออุปกรณ์พร้อม คนก็ต้องมีความพร้อม สิ่งแรกคือ ต้องเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ไม่ก่อความไม่สบายให้กับแคมเปอร์คนอื่นๆ ที่ต้องการความสงบ และสำคัญที่สุดคือ ต้องเก็บขยะและไม่ทำลายพื้นที่ใดๆ

           การแคมปิ้งที่ดีต้องรักษากฎระเบียบของส่วนรวม ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น และรักษาสิ่งแวดล้อม ก่อนกางเต็นท์พื้นที่ตรงนั้นเป็นอย่างไร เวลาเก็บเต็นท์กลับบ้านก็ต้องคืนสภาพเช่นนั้น ขยะต้องเก็บให้เกลี้ยง – ปุ้ย เอก และเต้ยยืนยันด้วยความคิดเห็นที่ตรงกัน

        ท้ายสุดเราเอ่ยถามถึงความปลอดภัยสำหรับแคมปิ้งแบบกลุ่มเพื่อนหญิงสองสามคน หรือแม้กระทั่งหญิงเดี่ยว เอกและเต้ยรีบส่ายหน้า ปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่แนะนำดีกว่า ควรมีเพื่อนผู้ชายไปด้วยเพื่อความอุ่นใจ หรือไม่ก็ควรไปในที่ที่คุ้นเคยหรือมีคนรู้จัก

        ส่วนปุ้ยมองว่า ที่ผ่านมา เธอแคมปิ้งกับกลุ่มเพื่อนบ่อย แต่หนึ่งในนั้นก็มักมีผู้ชายด้วย ทว่าเธอก็เคยเห็นแคมเปอร์สาวมาคนเดียว แต่เชื่อเถอะว่า วัฒนธรรมการแคมปิ้งของชาวไทย มนุษย์ผู้มีน้ำใจ ใจกว้างและมีไมตรีจิตที่ดี มักจะมีน้ำจิตน้ำใจ ทั้งการช่วยเหลือเรื่องกางเต็นท์ อาหารการกิน หรือเอ่ยชวนร่วมวงสนทนา

 

camping

 

        “เราเห็นสิ่งดีๆ เหล่านี้จากการตั้งแคมป์ หลายๆ ครั้งทำให้เรามีเพื่อนใหม่ มีความรู้ใหม่ๆ มีความสนุกที่แปลกใหม่เสมอ เราเห็นน้องหมาวิ่งจนกลับมากล้ามเนื้ออักเสบ เพราะชีวิตนี้ไม่เคยได้วิ่งที่กว้างๆ ได้เห็นเด็กๆ เล่นซนจนเหงื่อซ่ก แต่ไม่เอ่ยบ่นร้อน เห็นพ่อแม่ผู้สูงอายุนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยิ้มกว้างมองนู่นมองนี่ ได้เห็นผู้ชายทำกับข้าวแทนภรรยา ได้เห็นเมนูอาหารที่คิดว่าปกติต้องไม่ได้กินที่บ้านแน่ๆ” (หัวเราะ)

        เรื่องเล่าการแคมปิ้งนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่รอให้แคมเปอร์ออกตามหาอีกเพียบ และหากได้ลองก้าวเท้าเข้าสู่วงการแคมปิ้งแล้ว อาจจะออกได้ยาก เพราะคุณจะได้ ‘เห็น’ ชีวิตในมิติอื่นๆ อีกมากมาย จนติดใจและถวิลหาการแคมปิ้งอยู่เสมอก็เป็นได้

 


ภาพถ่ายโดย Camp Studio

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ