The Coffee Diaries: 1 | กาแฟที่รัก Coffee calling!

“เป็นอันว่าตกลงตามนี้ คุณกลับไปเมืองไทย จัดการธุระอะไรต่างๆ แล้วพบกันเดือนกุมภาฯ” แดร์เรน ดอยล์ เจ้าของบริษัท International Coffee Farms แห่งประเทศปานามา สรุปการสัมภาษณ์งาน นั่นหมายถึงผมเพิ่งได้รับการตอบรับให้เข้าทำงานในไร่กาแฟ!

Coffee calling

 

     ถ้าเป็นที่อื่นก็คงดีใจเหมือนกัน แต่ได้งานกาแฟที่ดงดอยในละแวกเมืองโบเกเตของปานามา สำหรับตัวเองเห็นว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นกว่ามาก เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อระดับโลกในด้านกาแฟ เขาถึงขั้นเปรียบเทียบกัน ว่าถ้าบอร์โดในฝรั่งเศสซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นสุดยอดแล้ว โบเกเตนั้นถือว่าเป็นบอร์โดแห่งโลกกาแฟ การจะได้ลงไปคลุกคลีใช้เวลาเต็มที่จึงเปรียบเสมือนได้เข้าโรงเรียนกาแฟ เรียนรู้ทุกด้านด้วยการลงมือปฏิบัติจริง นอกจากได้ทำในสิ่งที่หลงใหลแล้ว ของแถมสำคัญคือได้เงิน (เดือน) อีกด้วย

     ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับโอกาสดีแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องจับพลัดจับผลูเหมือนไปขูดต้นกล้วยต้นตะเคียนแล้วเห็นตัวเลขไปซื้อหวยได้รางวัลงาม ต่างเยอะอยู่แหละ มันก็พอจะมีที่มาที่ไปอยู่บ้างว่าจู่ๆ ทำไมถึงมาลงเอยกับงานที่ปานามา

     จุดเริ่มต้นน่ะเหรอ อืม สามปีก่อนไง ผมคิดโปรเจ็กต์ เติมงานสนุกลงไปในเวลาว่าง เพราะชีวิตมนุษย์ฟรีแลนซ์ไฮเปอร์แอ็กทีฟ (ถ้ามากกว่านี้ไปอีกนิดก็จะเข้าข่ายเป็นโรคสมาธิสั้น ADHD แล้วล่ะ) ต้องคอยจัดสรรเวลาโดยการหางานมาเติมลงไปในปฏิทิน แม้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการดูแลทัวร์ต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทย ทั้งเป็นไกด์อิสระกิจกรรมเอาต์ดอร์อย่างปั่นจักรยานและพายคายักให้กับ 3-4 บริษัท ไหนจะรับหน้าที่ผู้ประสานงานให้อีกบริษัททัวร์สัญชาติอังกฤษ ซึ่งถือเป็นรายได้หลัก แต่ก็มีงานจับฉ่ายอื่นๆ ที่ทำอีก เช่น เขียนบทความป้อนนิตยสารต่างๆ เป็นล่ามให้มูลนิธิตามแต่เขาจะเรียก ไปนั่งเก้าอี้ล่องหนทำสตรีทเพอร์ฟอร์แมนซ์ แปลเอกสาร คล้ายว่าสารพัดงานที่ทำก็น่าจะยุ่งขิงมากเกินกว่าจะมานั่งว่างหายใจทิ้งแล้วใช่ไหม เปล่าเลย ความที่เป็นคนขี้เบื่อ ว่างนิดว่างหน่อยเป็นเวิ่นเว้อ ก็เลยต้องหาอะไรทำเพิ่มอีก ไม่เหนื่อยหรอก อยู่เฉยๆ สิเหนื่อยกว่า ไม่ทำอะไรนี่ต้องมานั่งแบกลมหายใจหนักๆ ลำบากกว่าเยอะ

     นั่นแหละ พอต้องหากิจกรรมเพิ่ม คิดไปคิดมาก็ปิ๊งไอเดียดริปกาแฟขายนักท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยอยากทำเล็กๆ ลงทุนน้อยเพราะไม่ใช่กิจการหลัก

 

Coffee calling

 

     ว่าแล้วจึงออกแบบรถพ่วงท้ายจักรยาน ไปให้ร้านเหล็กช่วยทำให้ตามแบบ ถึงเวลาก็ปั่นจักรยานตุเลงๆ ออกไปขายกาแฟริมถนน สนุกดี แต่ผ่านไประยะหนึ่งเริ่มถึงบางอ้อว่าความจริงตัวเองไม่มีความรู้เรื่องกาแฟเลยสักนิด จึงต้องลงพื้นที่หาข้อมูลเพิ่ม หาหนังสือมาอ่าน เรียนกับคุณครูยูทูบ สอบถามผู้รู้ ไปขลุกตามไร่กาแฟทั้งในไทยและเมืองนอกอย่างเอธิโอเปียและเมียนมา ขึ้นดอยไปเก็บและทดลองแปรรูปกาแฟ หนักเข้าถึงขั้นซื้อเครื่องคั่วมาฝึกคั่วกาแฟเอง มันเหมือนโดนกาแฟดูดลงไปในหลุมดำ จริงจังถึงขั้นตั้งเป้าหมายล่าสุด ว่าจะต้องเดินทางไปยังทุกประเทศที่ปลูกกาแฟ สืบเสาะทำความเข้าใจบริบทกาแฟที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

Coffee calling

Coffee calling

 

     ต้นปีที่แล้วจึงตัดสินใจหยุดงานทุกอย่างที่ทำ ซื้อตั๋วขาเดียว บินไปอเมริกาใต้ เริ่มสำรวจทวีปนี้ด้วยจักรยาน (บ้าท่องเที่ยวก็เป็นอีกอย่างที่เลิกไม่ได้) โดยอาศัยเงินเก็บที่มีอยู่ ตั้งใจว่าเงินไม่หมดไม่กลับบ้าน และหวังลึกๆ เล็กๆ ว่าถ้าได้งานทำระหว่างเดินทางก็ดี จะได้เก็บเงินเพื่อต่อยอดการเดินทาง ลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เป็นคนเร่ร่อนจริงๆ ดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร ผมไม่ได้มองว่านั่นเป็นการทดลองชีวิต แต่พยายามดำเนินชีวิตในแบบที่ตัวเองเห็นว่าเหมาะ ไม่ใช่ไหลไปตามความต้องการ (กับดัก) ของสังคม โดยมีแนวคิดสนับสนุนอยู่ว่าเรามีชีวิตเดียวก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า (one life, live it) ผมว่าบางทีเราอาจต้องถามตัวเองด้วย (ไหม) ว่าแท้จริงแล้ว เราใช้ชีวิต หรือชีวิตใช้เรากันแน่ อีกอย่าง ผมมีความเชื่อว่าตราบใดที่ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพและไม่ได้เกียจคร้าน ชีวิตย่อมมีทางไป ประตูใหม่ๆ ย่อมเปิดออกเสมอ แต่ถ้ามันจะต้องอดตายเพราะทำตามความฝันก็ไม่เป็นไร ดีเสียอีกถ้าได้ตายแบบนั้น

     เอาน่ะ จะอย่างไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจมั่นเหมาะก็ลงมือทำ ไปตั้งต้นที่อาร์เจนตินา ปั่นเที่ยวอยู่เดือนครึ่ง ค่าครองชีพแพงหูฉี่มาก ต้องรัดเข็มขัดน่าดู จนเมื่อเข้าสู่โบลิเวียค่อยหายใจหายคอโล่งหน่อยเพราะสิ่งต่างๆ ราคาถูกกว่า ผมอยู่ประเทศนี้เดือนครึ่งเช่นกัน ได้ลงไปคลุกคลีตีโมงกับเกษตรกรกาแฟในหุบเขา เห็นความยากลำบากและความท้าทายในการประกอบอาชีพ เพราะเขาเจอโรคระบาดเล่นงาน ทำให้ผลผลิตเสียหายถึงขั้นต้องนับหนึ่งใหม่ เริ่มเพาะกล้าและปลูกกันอีกครั้ง การไปเห็นแบบนี้ทำให้เข้าใจว่ากว่ากาแฟจะเดินทางไกลมาสู่ถ้วยโปรดในมือผู้บริโภคนั้นไม่ได้ง่ายดายเลย สมควรยกความดีความชอบทั้งมวลให้ชาวสวนกาแฟเป็นที่สุดล่ะ

 

Coffee calling

 

     ถัดจากโบลิเวียก็เข้าเปรู ปั่นประเทศนี้สามเดือน สำรวจไม่ทั่วแต่ก็ได้เห็นไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหลายเกือบครบ ในส่วนของไร่กาแฟนั้นได้เข้าไปเรียนรู้อยู่สองแห่ง หนึ่งคืออยู่กับครอบครัวเล็กๆ บนดอยตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญบนไหล่เทือกเขาแอนดีส ความพิเศษคือกาแฟของพวกเขาส่งประกวดในงานกาแฟโลกที่ซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา แล้วไปคว้ารางวัลชนะเลิศในหมวดหมู่ผู้ผลิตรายเล็ก ขณะไปอยู่กับเขาก็ช่วยงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผลสุก สีเปลือก ล้าง ตาก ทำความสะอาดโน่นนี่ไปพร้อมๆ กับเรียนรู้วิถีคนบนดอยที่นั่น

     กับอีกที่หนึ่งคือไร่กาแฟใกล้มาชูปิกชูอันเป็นโบราณสถานเลื่องชื่อ โดยติดต่อเจ้าของไร่ซึ่งเปิดร้านกาแฟในเมืองกุสโก พอไปเดินมาชูปิกชูก็เลยถือโอกาสเข้าไปเป็นอาสาสมัคร อยู่ช่วยทำงานแลกกับที่พักและอาหารอีกสัปดาห์หนึ่งเสียเลย สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นก็คือความรู้เรื่องสายพันธุ์กาแฟ แม้จะเป็นอาราบิกา แต่มีสายพันธุ์ย่อยมากมาย คล้ายกับมะม่วง ไม่ใช่ทุกต้นทุกพันธุ์จะรสชาติเหมือนกัน

 

Coffee calling

 

     เร่ร่อนเกินครึ่งปีแล้วล่ะขณะข้ามชายแดนเข้าสู่ประเทศเอกวาดอร์ ดูจากงบในบัญชีธนาคารแล้วยังพร่องไม่ถึงครึ่ง นั่นหมายความว่ายังสามารถเดินทางได้อีกเป็นปีหากคุมงบอยู่ แต่ปัญหาคือผมอยากไปเที่ยวหมู่เกาะกาลาปากอสน่ะสิ ซึ่งหมายถึงต้องจ่ายแพงมาก ค่าใช้จ่ายสำหรับ 8 วันของการขึ้นเกาะรวมเบ็ดเสร็จทุกอย่างเท่ากับค่าใช้จ่ายปกติเดือนครึ่ง โหดมาก แต่ตัดใจยอม เพราะเหตุผลสำคัญหนึ่งก็คือมีกาแฟอยู่ที่นั่น และเรื่องราวเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานอนุรักษ์ การไปสำรวจแหล่งกาแฟที่นั่นจึงเป็นการเรียนรู้กาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยตรงและชัดเจนมาก

 

Coffee calling

 

     พอเดินทางเข้าสู่เดือนที่ 8 ก็ไปถึงกรุงปานามาซิตีอันเป็นเมืองหลวงของประเทศปานามาซึ่งอยู่ในทวีปอเมริกากลาง คนไทยสามารถอยู่ในฐานะนักท่องเที่ยวได้ครึ่งปีโดยไม่ต้องขอวีซ่าใดๆ ผมได้หาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกาแฟและติดต่อไร่กาแฟแห่งหนึ่งไว้ล่วงหน้าขณะอยู่เอกวาดอร์ พร้อมกันนั้นผมได้ยื่นใบสมัครผ่านทางอีเมลของทางบริษัท แนะนำตัว จัดการแนบไฟล์ประวัติการทำงานและใบแสดงผลการเรียนคณะวิทยาศาสตร์ฉบับภาษาอังกฤษ ส่งไปครั้งแรกเขาเงียบ จึงอีเมลไปถามอีกรอบ เขาจึงตอบรับให้ไปลองดูงานด้านต่างๆ ณ จุดนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันว่าเขารับเข้าทำงานด้วยหรือเปล่า อาจไปแล้วชวดเพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน ผมไปพร้อมกับความคิด ไม่ลองไม่รู้

     เมื่อไปถึงโบเกเต ทัวร์ไร่กาแฟ 3 วัน ทางบริษัททิ้งระยะเวลาอีกสัปดาห์กว่าจะเรียกไปสัมภาษณ์งานอีกรอบกับเจ้าของ นี่ก็เลยเป็นที่มาที่ไปของการได้ทำงานในไร่กาแฟปานามา

     หลังการสัมภาษณ์ ผมเดินทางกลับไทย (โดยซื้อตั๋วสำหรับบินกลับไปปานามาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว) หลังจากหายไปนาน กลับมาพัก กลับสู่พื้นที่คุ้นเคยและสบาย ได้กินอาหารไทย นวดไทย พบเจอครอบครัวและเพื่อนฝูง กับทำธุระต่างๆ

 

Coffee calling

 

     10 กุมภาพันธ์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ การเดินทางไกลกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้ต่างโข เพราะเป็นการไปเพื่อเริ่มต้นย่อหน้าใหม่ …ไป เพื่อพบและอยู่กับกาแฟที่รัก

 


อ่านบทความ The Coffee Diaries ตอนอื่นๆ ได้ที่

     – The Coffee Diaries: 2 | เมื่อผมต้องกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้ง

Share Post
Like 0 View 792

Author

สว่าง ทองดี

นักท่องโลก (โลโซ) ด้วยจักรยาน เดินทางมาเกือบครบทุกประเทศในเอเชีย ปั่นเที่ยวหลายประเทศในยุโรป ผจญภัยนิดหน่อยในแอฟริกา ล่าสุดเพิ่งไปลุยทวีปอเมริกาใต้ แม้วัยจะเลยหลักสี่ แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะยึดไลฟ์สไตล์เดิม คือทำงาน เก็บเงิน เดินทาง เป้าหมายใหม่ขณะนี้คือหางานทำระหว่างทางเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ ล่าสุดกำลังจะเริ่มทำงานในไร่กาแฟ ณ ปานามา